โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จับพิรุธ ‘รบ.อภิสิทธิ์’ ยกเลิก MOU44 ขวาง ’ทักษิณ-ฮุนเซน’ แต่ ‘รบ.บิ๊กตู่’ ทบทวนให้ทำต่อ!

THE POINT

อัพเดต 06 มี.ค. 2568 เวลา 04.47 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2568 เวลา 04.47 น. • THE POINT
จับพิรุธ ‘รบ.อภิสิทธิ์’ ยกเลิก MOU44 ขวาง ’ทักษิณ-ฮุนเซน’ แต่ ‘รบ.บิ๊กตู่’ ทบทวนให้ทำต่อ!

ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอดีตสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง เผยแพร่บทความเรื่อง พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ตอนที่ 14: การให้ยกเลิก MOU2544 สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และการทบทวนไม่ให้ยกเลิกสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” มีเนื้อหาโดยละเอียดดังนี้
ในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี (17 ธ.ค. พ.ศ. 2551 – 5 ส.ค. พ.ศ. 2554) ได้มีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชาหลายครั้ง แต่ในที่สุดได้มีการให้ยกเลิก MOU 2544 โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. พ.ศ. 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้หารือข้อราชการกับสมเด็จฯ ฮุน เซน ในโอกาสการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของสมเด็จฯ ฮุน เซน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือของสองประเทศ ในครั้งนั้นได้มีการหารือปัญหาสำคัญต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงปัญหาเขตแดนทางบกและทางทะเลด้วย แต่ไม่มีการเปิดเผยผลการหารือต่อสาธารณะ ต่อมาวันที่ 16 มิ.ย. พ.ศ. 2552 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC) ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) โดยเปลี่ยนให้รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายซึ่งในตอนนั้นคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

หลังจากนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้มีโอกาสพบกับสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. พ.ศ. 2552 เพื่อหารือเรื่องการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างกัน ซึ่งภายหลังเมื่อวันที่ 12 ก.ย. พ.ศ. 2554 สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้เปิดเผยว่า ในครั้งนั้นได้พบกับนายสุเทพที่บ้านตนที่ตาเคมา แต่เป็นเรื่องแปลกที่นายสุเทพได้เอาแผนที่บล็อกน้ำมันในทะเลมาด้วย รวมทั้งได้แจ้งว่านายอภิสิทธิ์ได้แต่งตั้งเขาให้มาเจรจากับตนให้เสร็จภายในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ดังนั้นเขาไม่ต้องการเจรจากับนายซก อัน แต่ต้องการเจรจากับตนเท่านั้น ตนจึงได้แจ้งไปว่าตนมีนายซก อัน เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเจรจาเรื่องนี้ ตนจึงไม่สามารถเป็นคู่เจรจาได้ นอกจากนี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังกล่าวขอให้ฝ่ายไทยไปตรวจสอบให้ถูกต้องตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญไทยในเรื่องการมาลักลอบเจรจาลับดังกล่าว

นายสุเทพจึงได้ติดต่อนัดหมายกับนายซก อัน จนในวันที่ 1 ส.ค. พ.ศ. 2552 จึงได้พบหารือกับนายซก อัน ที่ฮ่องกง เป็นครั้งแรก ซึ่งนายสุเทพได้เปิดเผยภายหลังว่า ได้มีการหารือเพื่อขอให้มีการจัดการประชุมขึ้นเพื่อเจรจาในเรื่องที่ค้างอยู่จากรัฐบาลก่อน ๆ โดยมีเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมในทะเลอยู่ด้วย ซึ่งนายซก อัน ได้แจ้งสิ่งที่ได้เจรจากับรัฐบาลก่อน ๆ ไว้แล้วให้ทราบว่า สำหรับพื้นที่พัฒนาร่วมนั้นได้มีการแบ่งเป็นโซน ๆ โซนที่ใกล้ฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นจะได้แบ่งผลประโยชน์มากกว่า ส่วนโซนที่อยู่ตรงกลางให้แบ่งผลประโยชน์ฝ่ายละครึ่ง แต่ความเห็นส่วนตัวของนายซก อัน แล้ว อยากให้แบ่งเป็นตารางหมากรุกแล้วแต่ละฝ่ายจับฉลากว่าฝ่ายใดได้ตรงไหน นายสุเทพจึงได้แจ้งนายซก อัน ว่าทั้งหมดต้องไปเจรจาที่ประเทศไทย ซึ่งตนเมื่อเดินทางกลับไทยแล้ว จะจัดทำกรอบเจรจาเพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาไทย หากได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว จะได้สามารถดำเนินการต่อได้ และนายสุเทพได้เสนอด้วยว่าพื้นที่รอบ ๆ เขาพระวิหารน่าจะเอามาทำเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมในลักษณะเดียวกันด้วย นอกจากนี้ นายสุเทพได้เปิดเผยด้วยว่า นายซก อัน บอกว่าจะไม่เจรจาเรื่องเขาพระวิหารและเรื่องเกาะกูด แต่ตนได้แย้งเรื่องเกาะกูดว่าการจะแยกพื้นที่ทางบกและทางน้ำเป็นหลักที่ทำได้ แต่จะแยกเกาะไม่ได้เนื่องจากมีปัญหาที่กัมพูชาลากเส้นผ่าเกาะกูด

ต่อมาในวันที่ 4 พ.ย. พ.ศ. 2552 รัฐบาลกัมพูชาได้แต่งตั้งนายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา รวมทั้งยืนยันไม่ส่งตัวนายทักษิณให้กับไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนหากได้รับการร้องขอจากไทย ในวันที่ 5 พ.ย. พ.ศ. 2552 กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกแถลงการณ์ว่า การแต่งตั้งนายทักษิณเป็นที่ปรึกษาของกัมพูชาดังกล่าว ถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย และเป็นการปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของไทย รวมทั้งทำให้ความสัมพันธ์และผลประโยชน์ส่วนบุคคลอยู่เหนือความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทำให้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทบทวนสถานะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และดำเนินการเรียกเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กลับ ทบทวนพันธกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา และทบทวนความร่วมมือต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการกับกัมพูชา
ต่อมาในวันที่ 6 พ.ย. พ.ศ.2552 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้แถลงกับสื่อมวลชนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาว่า กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแจ้งการยกเลิก MOU 2544ต่อกัมพูชาเนื่องจากการที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้งนายทักษิณเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจรจาภายใต้ MOU 2544ทั้งนี้เพราะนายทักษิณเกี่ยวข้องโดยตรงในการผลักดันให้จัดทำ MOU 2544และรับรู้ท่าทีในการเจรจาของฝ่ายไทย รัฐบาลไทยจึงไม่อาจดำเนินการเจรจาภายใต้ MOU 2544ได้อีก นอกจากนี้ เรื่องพื้นที่ทางทะเลที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิทับซ้อนกันซึ่งมีศักยภาพทางทรัพยากรธรรมชาติสูง เป็นเรื่องสำคัญต่อผลประโยชน์ของชาติ การเจรจาเรื่องนี้จึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างกว้างขวาง กระทรวงการต่างประเทศจึงเห็นสมควรดำเนินการเรื่องนี้โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการเจรจาภายใต้กรอบของ MOU 2544ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาไม่มีผลคืบหน้าเป็นรูปธรรม จึงเห็นควรให้ทั้งสองประเทศใช้แนวทางการเจรจาอื่นตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้ได้ทางออกที่เป็นธรรม
เมื่อวันที่ 10 พ.ย. พ.ศ. 2552 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกเลิก MOU 2544 และให้นำเรื่องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ หลังจากนั้นการดำเนินการเพื่อยกเลิก MOU 2544 ของกระทรวงการต่างประเทศไม่มีความคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น จนในวันที่ 9 ส.ค. พ.ศ. 2553 นายกษิต ภิรมย์ ได้ตอบกระทู้ถามของนายคำนูญ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา เกี่ยวกับการยกเลิก MOU 2544ว่า การยกเลิก MOU 2544จะต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ กรมสนธิสัญญาและกฎหมายกำลังศึกษาพิจารณาข้อกฎหมายให้รอบคอบก่อนเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาต่อไป โดยได้จ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศทางกฎหมายทะเล 3 คนมาช่วยทำงาน และได้ตั้งเป้าหมายให้เรื่องนี้เสร็จก่อนสิ้นปี 2553 ตอนนี้มีเวลาเหลืออีก 2-3 เดือนที่จะเร่งทำงาน แต่ในที่สุด MOU 2544 ไม่ได้ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 25 พ.ย. พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบการปรับองค์ประกอบ JTC (ฝ่ายไทย) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กลับมาเป็นประธานอีกครั้งหลังจากได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ต.ค. พ.ศ. 2553 และได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเมื่อวันที่ 12 พ.ย. พ.ศ. 2553 นอกจากนี้ยังมีมติให้นายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เป็นที่ปรึกษาของ JTC (ฝ่ายไทย) ด้วย ทั้งที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ยกเลิก MOU 2544ไปหนึ่งปีก่อนหน้านี้แล้ว

ต่อมาในสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2557 กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนมติการให้ยกเลิก MOU 2544 เมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยให้เหตุผลว่าจากการหารือทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติ คณะกรรมการพิเศษด้านอนุสัญญาต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า MOU 2544 ยังมีประโยชน์ และมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีมติให้ใช้ MOU 2544 ในการดำเนินงานต่อไป และต่อมาในวันที่ 9 ธ.ค. พ.ศ. 2557 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแต่งตั้ง JTC (ฝ่ายไทย) โดยให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เป็นประธาน JTC (ฝ่ายไทย) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

จากการสืบค้นข้อมูลมติคณะรัฐมนตรีจาก Website ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (https://resolution.soc.go.th) ไม่พบมติคณะรัฐมนตรีให้ยกเลิก MOU 2544 เมื่อปี พ.ศ. 2552 และทบทวนมติดังกล่าวเมื่อปี 2557 จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าทำไมจึงไม่เปิดเผยมติคณะรัฐมนตรีทั้งสองครั้งดังกล่าวต่อสาธารณะ

……….

#Thepoint #Newsthepoint

#สุวันชัยแสงสุขเอี่ยม #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ

#ประยุทธ์จันทร์โอชา #MOU2544 #ไทยกัมพูชา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...