โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตาเม็ดเงินไหลเข้า “ตลาดพันธบัตรไทย” สูงสุดในรอบ 3 ปี แรงหนุนดอกเบี้ยขาลง-ราคาทองพุ่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 เม.ย. 2568 เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 02.59 น.

จับตาเม็ดเงินไหลเข้า "ตลาดพันธบัตรไทย" สูงสุดในรอบ 3 ปี แรงหนุนดอกเบี้ยขาลง ราคาทองพุ่ง เงินบาทแข็งค่า กลงทุนเร่งล็อกยีลด์ ก่อนแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย

วันที่ 28 เมษายน 2568 เวลา 07.06 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดพันธบัตรไทย มีแนวโน้มมีเม็ดเงินไหลเข้าสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยและการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งได้อานิสงส์จากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai Bond Market Association) ระบุว่านักลงทุนต่างชาติได้เทเม็ดเงินราว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ของไทยแล้วในเดือนนี้ ซึ่งนับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ตรงกันข้ามกับพันธบัตรอินเดียและอินโดนีเซียที่เผชิญกับการไหลออกของเงินลงทุนในช่วงเวลาเดียวกัน

ซึ่งการที่เศรษฐกิจไทยมีความเป็นอิสระจากความผันผวนของตลาดโลกในระดับหนึ่ง ได้จุดความสนใจให้นักลงทุนหันมาสนใจสินทรัพย์ไทย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วที่พันธบัตรไทยประสบกับการไหลออกของเงินลงทุนสุทธิจากความเสี่ยงทางการเมืองหลายประการ

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2568 ในการประชุมวันที่ 30 เมษายน 2568 ส่งผลให้นักลงทุนเร่งเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อล็อกอัตราผลตอบแทนที่ยังสูงอยู่ ราคาทองคำที่พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ยังช่วยหนุนสินทรัพย์ในประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากไทยถือเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำรายใหญ่แห่งหนึ่งในเอเชีย

Edward Ng ผู้จัดการกองทุนจาก Nikko Asset Management Group กล่าวว่า"ความสัมพันธ์ระหว่างพันธบัตรไทยกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอกน้อยลง" พร้อมเสริมด้วยว่า "การปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของราคาทองคำ ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจของเงินบาทสำหรับนักลงทุน"

ทั้งนี้ไทยมีการถือครองทองคำสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเดียวกัน และการส่งออกทองคำของไทยเมื่อเดือนที่แล้วเพิ่มขึ้นถึง 270% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทแบบมีน้ำหนักถ่วง (Nominal Effective Exchange Rate) และราคาทองคำก็พุ่งขึ้นจาก 0.15 ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ 0.44 บ่งชี้ว่าทั้งสองมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

โดยตั้งแต่สหรัฐประกาศมาตรการภาษีเมื่อต้นเดือนนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่า 2% ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นราว 7% ในช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากนักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย

ซึ่งเงินทุนไหลเข้าสู่ไทยในช่วงที่รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อลดผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐ

Edward Ng มองว่าพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะยังคงได้รับการปกป้องจากแรงกดดันด้านการกู้ยืมภาครัฐในระยะกลาง Albert Leung นักกลยุทธ์จาก Nomura Holdings Inc. และทีมงานก็เห็นพ้องในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า "พันธบัตรระยะยาวยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอยู่"

ความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ลดลงมาแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ในเดือนนี้

วชิราวัฒน์ บรรจง นักกลยุทธ์จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "การไหลเข้าของกองทุนขนาดใหญ่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีแรงหนุนจากการเก็งกำไรว่าแบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยลงเพื่อพยุงเศรษฐกิจ" โดยเสริมว่า เงินทุนไหลเข้าสู่พันธบัตรระยะสั้น สะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่เชื่อว่า "เงินบาทจะยังคงแข็งค่าต่อไป"

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...