โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรียลลิตี้จับคู่ยิ่งฮิต หาคู่ในชีวิตจริงยิ่งลด? เหตุผลที่เอเชียเต็มไปด้วย ‘รายการจับคู่เดต’

TODAY

อัพเดต 14 ก.พ. 2568 เวลา 16.52 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2568 เวลา 09.52 น. • workpointTODAY

“ฉันว่าอีตาคนนี้ต้องได้คู่กับผู้หญิงผมสั้น”

“บ้า! ไม่มีทาง นางดูเหมาะกับอีกคนมากกว่าเหอะ”

แม้ไม่ใช่แฟนรายการก็เชื่อว่า ทุกคนน่าจะพอจับสัญญาณความนิยม ของเรียลลิตี้แนวโรแมนติก ที่นำกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมาทดลองใช้ชีวิตร่วมกัน มีการสนทนา ทำภารกิจ ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่จะพัฒนาต่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้หลังจบรายการ

คอนเซ็ปต์ที่ว่ามานี้ถูกนิยามแบบกว้างๆ ว่า ‘รายการเรียลลิตี้หาคู่ (Reality Dating Shows)’ เนื้อหาซึ่งกำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบเอเชีย ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น หรือกระทั่งไทย หลักฐานเชิงประจักษ์ คือ การที่รายการอย่าง Single’s Inferno ซีซั่น 4 ยังคงเกาะ Top 10 TV Shows ในประเทศได้อย่างเหนียวแน่น แถมไม่มีทีท่าว่าจะตกอันดับ

ความนิยมของเรียลลิตี้จับคู่ นำมาซึ่งจำนวนรายการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหากนับเฉพาะฝั่งเกาหลีใต้ สื่ออย่าง The Straits Time รายงานว่า ปี 2022 แดนกิมจิส่งออกรายการประเภทนี้มากกว่า 20 รายการ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าปีก่อนหน้าถึง 3 เท่าตัว ตอกย้ำได้อย่างดีว่า เนื้อหาลองคุยแอบจีบที่ทางรายการบอกว่า ‘ไม่มีสคริปต์’ กำลังช่วย ‘เติมเต็ม’ ความต้องการบางอย่างของคนดูแบบที่เนื้อหาประเภทอื่นทำไม่ได้

ทั้งที่รายการอย่าง Terrace House กับ REA(L)OVE จากญี่ปุ่น Heart Signal จากจีน หรือ Single’s Inferno, Love Catcher และ EXchange จากเกาหลีใต้ ต่างมีรูปแบบรายการที่คล้ายคลึงกัน แต่ละรายการอาจมีลูกเล่นเป็นของตัวเองบ้าง ทว่าหลักใหญ่ใจความล้วนว่าด้วยการหาคู่ทั้งสิ้น แล้วเพราะอะไร รายการเหล่านี้จึงได้รับความนิยม ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่คนดูไม่รู้สึกเบื่อ หลายรายการไม่ได้มีเซเลบริตี้หรือดาราดัง แต่ก็ยังคว้าความสนใจของคนเอเชียได้อยู่หมัด ผู้ชมตั้งตารอซีซั่นต่อไปยิ่งกว่าซีรีส์ทุนสร้างหลายร้อยล้าน และที่น่าขบคิดต่อคือ ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนภาพใหญ่ภาพไหนในสังคมเอเชีย

[ร่วมลุ้นร่วมเชียร์]

มนุษย์เกิดมาพร้อมสัญชาตญาณในการเรียนรู้ เรามีความอยากรู้อยากเห็น ตื่นเต้นเป็นกังวลกับสิ่งที่สงสัยหรือยังไม่เกิดขึ้น นี่คือเหตุผลเดียวกับที่เราอยากรู้ว่า สิ่งที่เขียนอยู่ในหน้าสุดท้ายของหนังสือคืออะไร หรือหนังที่เราดูอยู่จะมีตอนจบแบบไหนกันแน่

ขนาดเป็นเพียงเรื่องแต่ง ผู้ชมยังตื่นเต้นกับเรื่องราวมากขนาดนั้น นับประสาอะไรกับเนื้อหาที่ถูกโปรโมตว่าเป็นเรียลลิตี้ นี่คือเรื่องจริง คนจริง รักจริง เจ็บจริง แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่คนดูไม่เอาใจช่วย ยิ่งรูปแบบรายการมีความดราม่าเข้มข้นเหมือนใน Single’s Inferno กับ Heart Signal คนดูก็ยิ่งอิน มีอารมณ์ร่วม หรือหากเป็นแบบ Terrace House ของญี่ปุ่นที่เน้นความสมจริง เป็นธรรมชาติ คนดูก็จะรู้สึกเหมือนกำลังติดตามชีวิตของเพื่อนสนิทสักคน ร่วมลุ้นว่าเขาจะได้พบรักและมีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างที่ใจปรารถนาหรือไม่

เหนือสิ่งอื่นใด ตลอดการรับชม ครีเอทีฟที่อยู่เบื้องหลังเรียลลิตี้ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า จังหวะและการตัดต่อแบบไหน ที่จะกระตุ้นความรู้สึกของคนดู ควรเลือกผู้ร่วมรายการและเล่าเรื่องอย่างไรจึงจะเปิดโอกาสให้จินตนาการของผู้ชมได้ทำงาน ทิ้งเวลาให้ได้เดาว่าใครชอบใคร ปล่อยบางอย่างให้มีความคลุมเครือเพื่อให้คนที่อยู่หน้าจอได้ทำหน้าที่เป็น ‘นักสืบ’ ค้นหาความจริงในความสัมพันธ์ของคนอื่น

[รู้สึกเชื่อมโยง]

“ฉันสนุกกับการดูรายการเหล่านี้พร้อมกับจินตนาการว่า ตัวเองเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วม”

นี่คือความในใจของ จอง ซีอึน แฟนตัวยงวัย 26 ของ EXchange ซีซั่น 2 เรียลลิตี้ที่ชวนอดีตคู่รักสี่คู่มาอาศัยใต้ชายคาเดียวกัน พร้อมสลับวันใช้เวลากับแฟนเก่าของแต่ละคน

การที่ผู้ชมจินตนาการว่า ตัวเองเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมได้นั้น แปลว่ารายการต้องนำเสนอความสมจริง เล่าเรื่องด้วยท่าทีราวกับไม่มีการตระเตรียมไว้ก่อน ประกอบกับการที่คนในรายการไม่ใช่นักแสดง แต่เป็นผู้ที่มีชีวิตจิตใจ ใช้ชื่อจริงในการตามหาความสัมพันธ์ที่ใช่ไม่ต่างจากคนดู ก็ยิ่งส่งให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงใกล้ชิด หลายครั้งคนดูอาจนำชีวิตจริงไปทาบทับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรียลลิตี้ ทำนองว่า ‘ฉันเข้าใจความรู้สึกเธอดี’ หรือ ‘สิ่งที่เขาเจอช่างเหมือนกับฉันเหลือเกิน’ ความรู้สึกเชื่อมโยงนี้เองที่อาจช่วยเติมเต็มบางอย่างที่ขาดหายไปจากความรู้สึกของผู้ชม

[ตอบโจทย์วัฒนธรรม และข้อจำกัดของสังคมเอเชีย]

Reporter Journey ระบุว่า ในปี 2024 คนเกาหลีใต้ทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 1,915 ชั่วโมงต่อปี หนักติด 5 อันดับแรกของโลก ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกันนัก เรียนหนัก งานเหนื่อย พ่วงด้วยบริบททางวัฒนธรรมที่ไม่ได้เปิดกว้าง ขี้อาย สังคมมองการแสดงความรักในที่สาธารณะว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

เรียลลิตี้หาคู่เข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้ ในเมื่อทำงานหนักจนไม่มีเวลาหาคู่ของตัวเอง หรือต่อให้มีเวลา ค่านิยมที่หล่อหลอมก็ปลูกฝังให้เราไม่กล้าแสดงออกเหมือนอย่างชาวตะวันตก พูดง่ายๆ คือหลายครั้งอยากจีบ แต่ไม่กล้า งั้นถ้าไม่กล้า ไม่มีเวลา ก็ขอดูความสัมพันธ์ของคนที่กล้าและมีเวลาในหน้าจอก็แล้วกัน

มากไปกว่านั้น การที่หลายประเทศในเอเชียยังไม่เปิดกว้างต่อการเป็นตัวเองของผู้มีความหลากหลายทางเพศ รายการจากแดนปลาดิบอย่าง The Boy Friend เรียลลิตี้หาคู่ที่เปิดพื้นที่ให้ชายหนุ่ม 9 คนลองใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน หรือรายการจากเกาหลีใต้อย่าง His Man ที่มุ่งสะท้อนเรื่องราวความรักของ LGBTQ+ ในประเทศที่ผู้คนไม่สามารถเปิดเผยรสนิยมทางเพศที่มีมากกว่าแค่ชายกับหญิง ก็ไม่ต่างจากการทลายข้อจำกัด ตีแผ่ให้สังคมเห็นว่า คนกลุ่มนี้มีตัวตนอยู่จริง ขณะที่ผู้ชมที่เป็น LGBTQ+ เองก็ได้รับรู้ว่า เขาและเธอไม่ได้โดดเดี่ยว แม้จะยังไม่สามารถเป็นตัวเองได้ในชีวิตจริง แต่อย่างน้อย ขอปลดปล่อยอารมณ์ผ่านการสวมบทบาทเป็นผู้เข้าร่วมรายการก็ยังดี

อีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจคือการรับชมในฐานะบุคคลที่ 3 จอง ด็อกฮยอน นักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรมป๊อบเกาหลีใต้อธิบายว่า คนเกาหลีมีความเหนื่อยล้าเมื่อต้องจัดการความสัมพันธ์ของตัวเอง ทั้งการปฏิสัมพันธ์กับคนรัก และอาจเหนื่อยขึ้นไปอีกเมื่อต้องจัดการการแต่งงานที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน.

“ดังนั้นแทนที่จะเผชิญกับความสัมพันธ์จริง ผู้ชมจึงหันไปหารายการเรียลลิตี้หาคู่แทน”

คำอธิบายของ จอง ด็อกฮยอน สอดคล้องกับแฟนรายการ EXchange อย่าง จอง ซีอึน เพราะเธอเองก็บอกเช่นกันว่า

“ฉันดูรายการออกเดตเหล่านี้ได้สบายใจมากกว่าตอนที่ฉันยังไม่ได้คบกับใคร เพราะตอนนั้น ฉันแค่เฝ้าดูผู้เข้าร่วมรายการในฐานะคนนอก”

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือ ความต้องการในการสร้างครอบครัวของคนเอเชียลดลง โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีใต้เผยว่า ในปี 2022 อัตราการแต่งงานในเกาหลีใต้อยู่ที่ 3.8 คู่ต่อประชากร 1,000 คน เป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติครั้งแรกในปี 1970 ทำนองเดียวกับอัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศในปี 2023 (Total Fertility Rate – TFR) ซึ่งอยู่ที่ 0.72 คน ต่อผู้หญิงหนึ่งคน ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน

ความไม่ต้องการสร้างครอบครัวอาจเป็นผลจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่พุ่งสูง สภาวะการทำงาน ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ทว่าอย่างไรเสีย มันส่งผลให้รายการหาคู่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เพราะนี่คือความโรแมนติกที่ไม่แทบไม่ต้องใช้เงิน มีเวลาเมื่อไหร่ก็ดูเมื่อนั้น ไม่ต้องมีปัญหาความสัมพันธ์ของตัวเอง และที่แน่ ๆ ไม่มีวันมีลูก

[กระตุ้นการสร้างครอบครัว]

ถึงจะย้อนแย้งกับประเด็นก่อนหน้า แต่ดูเหมือนว่า นี่จะเป็นความจริงอีกด้านที่ส่งเสริมความนิยมให้กับรายการหาคู่เดต ยกตัวอย่างรายการ Somebody ของเกาหลีที่เปิดโอกาสให้ผู้มีความหลงใหลในการเต้นมาพบเจอกัน สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมรู้สึกว่า โลกภายนอกจะต้องมีคนที่ชื่นชอบอะไรคล้ายกับเรา พูดคุย และเข้าใจกันได้อย่างลึกซึ้ง หรือรายการสมมติอย่าง We Got Married ก็แสดงให้เห็นการใช้ชีวิตคู่ของสามีภรรยา ไม่มากก็น้อย มันเชื้อเชิญให้ผู้ชมลองคิดถึงการมีชีวิตแต่งงานเป็นของตัวเอง

“ฉันได้ย้อนกลับไปทบทวนความสัมพันธ์ของตัวเองผ่านการดูคู่รักทะเลาะกันในรายการ”

คำสัมภาษณ์ของ อีบอมยอล ผู้ชมรายการ Change Days ซีซั่น 2 สะท้อนว่า นอกจากจะจุดประกายให้คนดูบางส่วนลองคิดถึงการสร้างครอบครัวแล้ว เรียลลิตี้หาคู่ยังมีส่วนช่วยประกอบติดความสัมพันธ์ที่มีรอยร้าว เท่ากับว่า มันตอบโจทย์ทั้งในกลุ่มคนที่ไม่อยากมีครอบครัว ขอดูรายการเพื่อเติมเต็ม และคนที่อยากมีความรัก ซึ่งดูรายการไว้ใช้เป็นคู่มือ

“หลังดูจบ ฉันก็ทบทวนว่าควรแก้ปัญหาความสัมพันธ์ของตัวเองอย่างไร และในทางกลับกัน ถ้าฉันเห็นพวกเขามีช่วงเวลาดี ๆ ระหว่างเดต ฉันก็จะนำไปเป็นแนวทางสำหรับเดตของตัวเองด้วย” อีบอมยอล สรุป

เมื่อเต็มไปด้วยความเป็นไปได้มากขนาดนี้ ในปี 2024 รัฐบาลเกาหลีจึงนำโมเดลของเรียลลิตี้หาคู่มาปรับใช้บ้าง โดยในวันที่ 23 พ.ย. รัฐบาลเกาหลีได้จัดกิจกรรมให้ชายหญิงจำนวน 100 คน มาพักผ่อนบนเกาะเซบิตซอม ในกรุงโซล ภายในกิจกรรมมีการเล่นเกม เวิร์กช็อป ล่องเรือยอทช์ หรือก็คือมีแทบทุกการปฏิสัมพันธ์ที่จะนำไปสู่การจับคู่ ไม่ต่างจากในรายการจับคู่เดตที่หลายคนเคยดู

อย่างไรก็ดี ด้วยงบประมาณที่สูงทะลุ 10 ล้านวอน (บางแหล่งบอกว่า มากกว่า 100 ล้านวอน หรือ 2.3 ล้านบาท) จึงมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมตำหนิรัฐบาลว่าควรนำเงินไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด หรือใช้กับเรื่องอื่นที่จำเป็น เพราะไม่มีอะไรการันตีเลยว่า คนโสดที่ได้พบกันจากกิจกรรมเหล่านี้ จะได้สร้างครอบครัวร่วมกันจริงในอนาคต

นอกเหนือจากความตั้งใจของรัฐบาล Los Angeles Times เผยว่า พระในเกาหลีใต้เองก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเนรมิตคู่รัก โดยมีเรียลลิตี้หาคู่เป็นแรงบันดาลใจ

เหตุการณ์เริ่มในช่วงต้นปี 2024 พระสามรูปในเกาะคังฮวา นำรายการจับคู่ที่โด่งดังไปทั่วเกาหลีใต้อย่างI Am Solo มาผนวกกับหลักธรรมและจิตวิทยา ช่วยชายหญิง 20 คนให้ได้พบคู่ที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง ตอกย้ำอีกทางหนึ่งว่า เรียลลิตี้ประเภทนี้มีอิทธิพลในหลากหลายวงการอย่างแท้จริง

ท่ามกลางปัจจัยที่ได้ไล่เรียงมา ทั้งรูปแบบรายการและอุปนิสัยของผู้เข้าร่วมที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้อย่างสม่ำเสมอ บริบททางวัฒนธรรมของคนเอเชียที่ฝังรากลึก อุปสรรคในการสร้างครอบครัวที่นับวันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น จึงไม่แปลกที่รายการเรียลลิตี้หาคู่จะมีกลุ่มคนดูมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในเมื่อโลกความจริงมันโหดร้าย จะนัดเดตก็อาจเจอ PM2.5 อยากศึกษาดูใจ เวลาก็ไม่มี ลูกเหรอ ไม่ต้องพูดถึง ลำพังตัวเองยังเอาไม่รอด…ตราบใดที่ชีวิตยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด รายการเรียลลิตี้หาคู่ก็คงได้รับความนิยมต่อไป

อ้างอิงจาก

straitstimes.com

tatlerasia.com

koreajoongangdaily.joins.com

thairath.co.th

koreatimes.co.kr

koreatimes.co.kr

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...