วากีตา เจ้าของฉายาโลมาทะเลลดฮวบลงเหลือไม่ถึงสิบตัวบนโลก เร่งร่วมมือฟื้นฟู
‘วากีตา’ โลมาหน้าหมีแพนด้าตัวน้อยที่หลงเหลืออยู่ไม่ถึง 10 ตัวบนโลก กับภัยคุกคามที่มาจากมนุษย์-มาตรการที่ไร้ผล และความหวังของนักอนุรักษ์ที่เชื่อว่ามันยังไม่สายเกินแก้
โลมาวากีตา (Vaquita porpoise, Phocoena sinus) หรือแพนด้าทะเล เป็นโลมาขนาดเล็ก ที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นขอบตาสีดำ และปากที่ดูเหมือนกำลังยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา วากีตา ถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลที่มีแหล่งอาศัยที่เล็กที่สุดในโลก เพราะพวกมันอาศัยอยู่แค่ในน่านน้ำทางตอนเหนือของอ่าวแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น
สิ่งที่น่าเศร้าใจสำหรับวากีตาก็คือ ประชากรของพวกมันหดตัวลงไปถึง 99% ภายในเวลาเพียง 10 ปี เพราะภัยคุกคามจากมนุษย์ โดยนักวิจัยคาดว่าตอนนี้ น่าจะมีวากีตาหลงเหลืออยู่ไม่ถึง 10 ตัวสุดท้ายบนโลก ทำให้มันอาจกลายเป็นสัตว์ตัวต่อไปที่จะสูญพันธุ์ในไม่ช้า
นอกจากโลมาวากีตาแล้ว น่านน้ำแห่งเดียวกันนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของ “โคเคนแห่งท้องทะเล” หรือปลา totoaba ปลาที่มีถุงลม (กระเพาะปลา) ราคาแพง ทำให้มันเป็นที่ต้องการของตลาดเอเชียเป็นอย่างมาก โดย totoaba เองก็มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤตเหมือนกับโลมาวากีตา
ปัญหาก็คือ ในการจับ totoaba ชาวประมงจะใช้อวนติดตา (gillnets) ซึ่งทำให้สัตว์ทะเลอื่น ๆ อย่าง วากีตาหรือเต่าเข้ามาพันติดด้วยจนเสียชีวิต ถึงแม้สหรัฐฯ และเม็กซิโกได้พยายามร่วมมือกันปกป้องวากีตา แต่เม็กซิโกก็ยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้มากเท่าที่ควร และไม่สามารถเยียวยาชาวประมง ที่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือการประมงได้อย่างเหมาะสมและเท่าเทียม
พอผู้คนขาดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยน ตลาดประมงผิดกฎหมายก็เริ่มเติบโตขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขของประชากรวากีตาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ค้าบางกลุ่มเริ่มเข้าตลาด ราคาของ totoaba ก็ยิ่งพุ่งสูง กลายเป็นว่าผลตอบแทนที่จะได้นั้น หอมหวานกว่าสิ่งอื่นใด ถึงขั้นที่แม้แต่นักวิจัยซึ่งได้ออกไปทำการสำรวจยังเผยว่า “ไม่มีใครสนใจว่าจะต้องซ่อนอะไรจากพวกเราด้วยซ้ำ”
#การอนุรักษ์หรือเศรษฐกิจท้องถิ่น?
แม้ว่าการอนุรักษ์จะเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่แหล่งอาศัยของวากีตาถือเป็นพื้นที่ทำกินของผู้คนในชุมชน ซึ่งได้ใช้อวนติดตาในการจับสัตว์น้ำในละแวกนั้นมาก่อนที่ตลาดค้าปลา totoaba จะบูมขึ้นมาเสียอีก ฉะนั้น สำหรับหลาย ๆ คน พวกเขามองว่า “รัฐบาลยังไม่มีทางออกให้พวกเขาเลิกหาเลี้ยงชีพด้วยการทำประมงผิดกฎหมาย”
และ “หากโลมาวากีตายิ่งสูญพันธุ์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี พวกเขาจะได้ไม่มีอุปสรรคเวลาจับปลา”
จากเรื่องนี้ Francis Gulland กรรมาธิการของ US Marine Mammal Commission ได้กล่าวว่า “การสร้างความร่วมมือจากระดับชุมชนนั้น เป็นกลยุทธ์ที่น่าจะได้ผลดีกว่าการบังคับใช้กฎหมายแบบ top-down เพียงอย่างเดียว ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าที่พวกเราไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้จนมันมาถึงขั้นวิกฤต”
“แต่เรายังพอมีเวลาช่วยเหลือวากีตา แม้จะมีอยู่ไม่มากก็ตาม” Gulland กล่าวต่อ ในระหว่างที่ Barbara Taylor นักชีววิทยาทางทะเลจาก National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) เผยว่า ตอนนี้นักวิจัยที่ศึกษาเสียงใต้น้ำ ยังคงได้ยินเสียงร้องเรียกของเหล่าวากีตาอยู่ และ “แม้ว่ามันจะเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเข็มมันอยู่ในนั้น”
ที่มา
https://www.theguardian.com/…/tiny-vaquita-numbers-less…
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
https://www.facebook.com/…/a.17450274…/4266242146837533/
https://www.facebook.com/…/a.17572495…/3867135790081506/
ขอบคุณภาพจาก: VaquitaCPR (Consortium for Vaquita Conservation, Protection and Recovery) via https://www.mentalfloss.com/…/facts-about-the-vaquita