‘ชัชชาติ’ ชี้ แก้มลิงไม่ใช่คำตอบทุกพื้นที่ ย้ำ ดูต้นทุน-ประสิทธิภาพ
ชี้แจงเหตุไม่ทำแก้มลิงบึงคู้บอน–บึงบางชัน ต้องใช้งบฯ ลงทุนสูง 1.1 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะค่าเวนคืนที่ดินกว่า 5,000 ล้านบาท ย้ำ แก้มลิงมีประโยชน์ แต่ต้องเหมาะกับพื้นที่ และการระบายน้ำ เข้า-ออกได้คล่อง พร้อมเสนอปรับคลองเหนือ–ใต้ วงเงิน 6,500 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ
วันนี้ (1 ต.ค. 2569) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงประเด็นกระแสในโลกออนไลน์เกี่ยวกับ โครงการแก้มลิง หลังมีเสียงกล่าวหาว่า ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริ โดยระบุว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะแนวทางที่ กทม. นำมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ล้วนเป็นไปตามแนวพระราชดำริ
หากดูรายละเอียดโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ทรงศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี 5 แนวทาง ได้แก่ 1. การก่อสร้างคันกั้นน้ำ 2. การก่อสร้างทางผันน้ำ 3. การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ 4. การสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ และ 5. การทำแก้มลิง
ทั้งหมดเป็นแนวทางอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยแก้มลิงก็เป็นหนึ่งในแนวคิดที่พระราชทานแก่ประชาชน แต่การจะเลือกพื้นที่ใดมาทำแก้มลิง เป็นเรื่องที่หน่วยงานจะต้องพิจารณาเองว่าพื้นที่ใดมีความเหมาะสม
สำหรับแนวพระราชดำริเรื่อง แก้มลิง เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2538 มีการอธิบายว่า แก้มลิงเปรียบเสมือนลิงที่เก็บกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มก่อนแล้วค่อยกิน เช่นเดียวกับเวลาที่ต้องระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยา หากช่วงนั้นมีน้ำทะเลหนุน น้ำก็ไม่สามารถระบายออกได้ จึงให้เก็บน้ำไว้ในพื้นที่แก้มลิงก่อน และเมื่อน้ำทะเลลดลงจึงค่อยระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นแก้มลิงจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักน้ำชั่วคราว
หลักการสำคัญของโครงการแก้มลิงที่จะทำให้มีประสิทธิภาพและบรรลุผลตามแนวพระราชดำริ มี 3 ประเด็น ได้แก่
การพิจารณาสถานที่ที่จะทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำ และวิธีการชักนำน้ำท่วมให้ไหลเข้าสู่บ่อพักน้ำ
เส้นทางน้ำที่สะดวกต่อการระบายน้ำเข้าสู่พื้นที่พักน้ำ
การระบายน้ำออกจากบ่อพักน้ำอย่างต่อเนื่อง
แจงทำแก้มลิง 2 บึง ไม่คุ้ม ต้นทุนพุ่ง 1.1 หมื่นล้าน
ชัชชาติ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น คือภายหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 หน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำได้มอบหมายให้ กทม. ศึกษาและวิเคราะห์ว่าจะทำอย่างไรให้ระบบสามารถรองรับปริมาณฝนได้ 110 มิลลิเมตร โดยที่ปรึกษาได้พิจารณาหลายโครงการ ทั้งการทำเขื่อน การปรับปรุงคลอง รวมถึงการเลือกพื้นที่ว่างมาทำแก้มลิงรวม 6 แห่ง ซึ่งมีการศึกษามาต่อเนื่องก่อนเข้าสู่กระบวนการในช่วงหลัง
จากนั้นได้มีการทำประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็น แต่มีประชาชนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ทำให้ 4 โครงการถูกยกเลิก เหลือ 2 โครงการที่มีผู้คัดค้านไม่มากนัก โดยปัจจุบันมาถึงขั้นตอนที่จะต้องสรุปโครงการและเวนคืนที่ดิน แต่ปรากฏว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่าหรือพื้นที่สาธารณะ
ขณะที่หลักการตามแนวพระราชดำริ คือ การนำลำคลอง หนอง บึงธรรมชาติ หรือพื้นที่ว่างเปล่ามาใช้เป็นบ่อพักน้ำ โดยในอดีตสามารถนำพื้นที่ธรรมชาติที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุง เช่น ขุดให้ลึกขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ
แต่กรณีพื้นที่ที่ที่ปรึกษาเลือกมาในครั้งนี้ ไม่ใช่พื้นที่ที่มีพระราชดำริให้ดำเนินการโดยตรง แต่เป็นการนำแนวคิดแก้มลิงมาประยุกต์ใช้ และพื้นที่ดังกล่าวที่ปรึกษาก็เป็นผู้คัดเลือก
เมื่อมาถึงขั้นตอนที่จะต้องเวนคืนที่ดิน พบว่าโครงการบึงคู้บอนและบึงบางชันต้องใช้งบฯ ลงทุนสูงถึงประมาณ 11,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องปรับระบบน้ำทั้งหมด ตั้งแต่ระบบน้ำโดยรอบเพื่อนำน้ำเข้าไปเก็บในบึง ไปจนถึงระบบนำน้ำออก โดยเฉพาะค่าเวนคืนที่ดินกว่า 5,000 ล้านบาท เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินเอกชนแล้ว ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะหรือบึงธรรมชาติ
เสนอปรับคลองทางด่วนน้ำ 6,500 ล้านบาท
กทม. จึงพิจารณาว่าอาจมีทางเลือกอื่นที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณถึง 11,000 ล้านบาท และหากวิเคราะห์ในทางเทคนิคแล้ว อาจมีวิธีอื่นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและทำให้น้ำไหลได้ดีขึ้นกว่าการสร้างบึงขนาดใหญ่ โดยเสนอให้ปรับปรุงแนวคลองเหนือ-ใต้ ตั้งแต่คลองหกวาสายต่าง ๆ ไปจนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ ใช้วงเงินลงทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท
“เราคิดว่าทำแบบนี้มันคุ้มกว่า ไม่ต้องไปขุดดิน ไปทำอะไร เพราะว่าสุดท้ายแล้วน้ำทั้งหมดก็ต้องออกไปอีกข้างล่างอีกที เอามาพักไว้ชั่วคราว แต่ถึงเวลาน้ำลงก็ต้องดูดน้ำออกไป เวลาน้ำมาก็ต้องพร่องน้ำ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ดีที่สุดคือทำให้น้ำลงไปอีกข้างล่างให้เร็วที่สุด นั่นคือทั้งทางทฤษฎีและการวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นหลักวิชาการ และก็เป็นหนึ่งใน 5 แนวทางที่พระราชทานมา คือการทำทางด่วนน้ำ”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ผู้ว่าฯ กทม. อธิบายว่า การทำโครงการแก้มลิงในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า กทม. จะได้พื้นที่มาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องเวนคืนที่ดินและจ่ายค่าชดเชยตามราคาตลาด ซึ่งอาจทำให้เอกชนเจ้าของพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการที่ กทม. เข้าไปเวนคืนพื้นที่ด้วย
ดังนั้น กทม. จึงต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก รวมถึงความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ ไม่ได้เกี่ยวกับการไม่ต้องการทำโครงการแก้มลิง
เตรียมสร้างแก้มลิงอีก 7 แห่ง
สำหรับโครงการแก้มลิง กทม. ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 มีแก้มลิง 34 แห่ง และในปี 2569 เพิ่มเป็น 38 แห่ง ขณะที่ในอนาคตมีแผนจะเพิ่มอีก 7 แห่ง กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ
ทั้งนี้ พื้นที่ทำแก้มลิงไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่มาก แต่ควรอยู่ในพื้นที่ที่สามารถนำน้ำเข้าและระบายออกได้สะดวก เช่น บริเวณวงเวียนหลักสี่ก็มีแก้มลิงที่ช่วยรองรับน้ำในพื้นที่ดังกล่าว หากแก้มลิงมีขนาดไม่ใหญ่มาก การนำน้ำเข้า-ออกก็จะสะดวกกว่า และสามารถบริหารจัดการได้ง่าย ยกตัวอย่าง บึงหนองบอนในเขตประเวศ เป็นพื้นที่แก้มลิงรองรับน้ำได้ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันยังมีพื้นที่ว่างรองรับน้ำเหลือประมาณ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร
“การนำน้ำเข้ามาที่แก้มลิงมันไม่ได้ง่าย และการนำน้ำออกก็มีความยากลำบากพอกัน อันนี้คงต้องเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องวิเคราะห์ให้เหมาะสม”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
นอกจากนี้ค่าเวนคืนที่ดินประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ถือเป็นเรื่องใหญ่ ขณะเดียวกัน การนำน้ำเข้าไปยังพื้นที่อย่างบึงบางชัน ก็ไม่ได้ง่าย เพราะคลองบางชันไม่ใช่คลองขนาดใหญ่ การนำน้ำเข้าไปเก็บจึงมีข้อจำกัด
แก้มลิงมีประโยชน์ แต่ต้องเหมาะกับพื้นที่
แก้มลิงอาจเหมาะกับบางบริบท เช่น ภายในหมู่บ้านที่มีพื้นที่สำหรับกักน้ำไว้ก่อน เมื่อฝนหยุดจึงค่อยทยอยปล่อยน้ำออกมา หรืออาคารสูงที่ตามกฎหมายมีข้อกำหนดเรื่องพื้นที่หน่วงน้ำ ซึ่งหากเก็บน้ำไว้และไม่ปล่อยออกมาทันที ก็ถือเป็นแก้มลิงอีกรูปแบบหนึ่ง โดยรูปแบบดังกล่าวเป็นการกระจายพื้นที่พักน้ำออกไปตามจุดต่าง ๆ คล้ายเส้นเลือดที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ และอาจเป็นรูปแบบที่เหมาะสมมากกว่าในบางบริบท
ชัชชาติ ยังมองว่า แก้มลิง 6 แห่ง ที่ที่ปรึกษาคัดเลือกสมัยปี 2556 และถูกยกเลิกไป 4 แห่งนั้น สะท้อนว่าที่ปรึกษาก็ไม่ได้เลือกมาดีทั้งหมด ซึ่งก็น่าจะมีเหตุผลของแต่ละพื้นที่ แต่ตนไม่ได้ลงไปดูรายละเอียด เนื่องจากโครงการถูกยกเลิกไปแล้ว และเชื่อว่าหากสามารถดำเนินการได้ง่ายก็น่าจะทำมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว หรืออาจมีปัญหาบางอย่างที่ผู้บริหารในช่วงเวลานั้นพิจารณาเห็น
“พอเราจะเวนคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่เอาเงินไปจ่ายอีกหมื่นกว่าล้าน ค่าเวนคืน 6,000 ล้านบาท ผมว่ามันก็ต้องคิดทางเทคนิค อย่าเอาไปเกี่ยวโยงกับเรื่องโครงการพระราชดำริ อันนี้เป็นเรื่องเทคนิค เข้ามาคุยกันว่ามันเหมาะสมไหม ควรจะทำคลองหรือทำอย่างไร”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ทั้งนี้ แก้มลิงเป็นแนวทางที่มีประโยชน์มาก แต่ต้องนำไปใช้ในบริบทที่เหมาะสม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ พื้นที่สนามชัย เมื่อมีน้ำทะเลหนุนก็สามารถนำน้ำไปเก็บไว้ในแก้มลิงสนามชัยก่อน และเมื่อน้ำลดจึงค่อยปล่อยออก ซึ่งเป็นแนวคิดที่เหมาะกับพื้นที่ที่อยู่ใกล้คลองหลัก สามารถนำน้ำเข้าและระบายออกได้สะดวก และสอดคล้องกับหลักการที่มูลนิธิชัยพัฒนาได้อธิบายไว้
ระบายน้ำอุโมงค์ 1 แห่ง เทียบเท่าแก้มลิง 5 บึง
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาในปีนี้รวมประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่แก้มลิง 2 แห่ง บึงคู้บอนและบึงบางชันมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร อาจช่วยลดผลกระทบในพื้นที่โดยรอบได้ แต่คงไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ทั้งระบบได้
ในขณะที่อุโมงค์ระบายน้ำ 1 แห่ง สามารถระบายน้ำ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะสามารถระบายน้ำได้ประมาณวันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น หากพิจารณาในบริบทของการแก้ปัญหาน้ำทั้งกรุงเทพฯ การใช้อุโมงค์ร่วมกับพื้นที่บึงก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ ทั้งนี้ การทำอุโมงค์หรือทางผันน้ำก็เป็นหนึ่งในแนวทางตามพระราชดำริเช่นเดียวกัน โดยอยู่ในข้อ 2 เรื่องการทำทางผันน้ำ หรือ ทางด่วนน้ำ
“อุโมงค์ทั่วไป 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที วันหนึ่งก็ได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับบึงขนาด 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ถึง 5 บึงเลย”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง