โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบแล้ว)เกิดใหม่เป็นคู่นอนตัวร้าย #ขุนเขาคีรินทร์ (yaoi)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 15 เม.ย. 2567 เวลา 02.48 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2567 เวลา 02.48 น. • Katerose__
คีรินทร์เข้ามาอยู่ในร่างคู่นอนของตัวร้ายที่กำลังจะถูกเฉดหัวทิ้ง ตอนแรกตั้งใจจะหอบเงินหนีไปอยู่ที่อื่น ทำไมกลายเป็นว่าต้องมาช่วยตัวร้ายเลี้ยงหลานแทน งง

ข้อมูลเบื้องต้น

คีรินลืมตาตื่นมาพบบุรุษหล่อเหลากำลังลุกออกจากเตียงไปด้วยร่างกายเปลือยเปล่า เขาคือตัวร้ายของนิยายเรื่องหนึ่งที่ตนเองเคยอ่าน คนผู้นั้นคือขุนเขา และตัวเราคือคีริน ตัวละครใช้แล้วทิ้งคนหนึ่งที่อีกฝ่ายกกด้วยหลายวันก่อนเฉดหัวทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
ในใจขุนเขาย่อมมีแต่นายเอกอยู่เต็มหัวใจ
ช่างสิ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาเลย คีรินไม่ใช่ตัวหลัก จำได้ว่าตัวร้ายให้คอนโดที่กำลังอยู่แก่เขา รถหนึ่งคัน และเงินสามล้านเหมือนตอนบริษัทปลดพนักงานออก จะไปยากอะไร ก็แค่ออกมาจากตัวหลักของเรื่องก็สบายแล้ว ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก สุดแต่พ่อตัวร้ายจะไปรักใครก็ไม่สน
ดั่งคำกล่าวที่ว่า ใครตายช่างมัน
ตอนนี้ก็รอแค่พ่อหนุ่มคนนั้นกลับมาที่นี่อีกครั้ง นั่งรอคอยคนรวยเจ้าพ่อมาเฟียเอาเงินมาฟาดหัวจากนั้นคีรินก็จะร้องไห้สักหน่อยแล้วหอบเงินเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ขายคอนโดย้ายไปอยู่ไกลๆจากตัวเอกทั้งหลาย
สมองอันชาญฉลาดของเขานี่มัน ล้ำเลิศแท้
ขณะที่กำลังหาทางออกให้ตัวเองอยู่นั้นพ่อตัวร้ายก็มาหาที่ห้องตามเนื้อเรื่อง แต่กลับไม่ได้มาคนเดียว ในอ้อมแขนมีเด็กคนหนึ่งนอนหลับอยู่ทั้งน้ำตา คีรินจำไม่ได้ว่าในนิยายมีฉากนี้อยู่ ทั้งยามจดจ้องใบหน้าตัวร้ายเองก็มีร่องรอยการร้องไห้หลงเหลืออยู่เช่นกัน
“รินทร์ ช่วยเฮียเลี้ยงเขาหน่อย”
“ชิบหาย”

@@@

ภูผามองพี่รินทร์ที่หลับอยู่บนตักอาขุนนิ่งๆ มือเล็กอยากปลุกพี่รินทร์มาเล่นด้วยก็ถูกคุณอาห้ามเอาไว้

“พี่รินทร์เหนื่อยพี่ภูให้พี่รินทร์พักก่อนครับ” ขุนเขาดึงหลานชายมานั่งบนขาอีกข้างที่ว่างอยู่ ก่อนเด็กน้อยวัยสามขวบจะยืดตัวกระซิบกระซาบกับคุณอาแทนกลัวรบกวนพี่รินทร์เข้า

“พี่รินทร์เหนื่อยเพราะอาขุนหรอ”

“ครับ เพราะพี่ภูด้วย”

“เราสองคนเลยนี่นาอาขุน”

“หึ” ขุนเขาหัวเราะเบาๆกระชับกอดร่างบางเอาไว้ มืออีกข้างก็จับหลานชายนั่งดีๆในขณะที่ภูผากำลังเจาะกล่องนมกินเอง

ผิงคือผู้ให้

“ผมหวังว่าจะได้งานก่อนอาทิตย์หน้า” เสียงเข้มเอ่ยจบก็เดินออกจากแผนกไป ทิ้งไว้เพียงความคุกกรุ่นของอารมณ์ให้ลูกน้องในแผนกได้ซึมซับ ทุกคนต่างทอดถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายที่ต้องมารองรับอารมณ์ของหัวหน้างานคนใหม่คนนี้

“จ้า จ้าจ้าจ้า” พนักงานสาวคนหนึ่งพูดออกมาทั้งทำท่าเหมือนจะตามไปต่อยหัวหน้าจนเพื่อนชายต้องรีบไปห้ามเช่นทุกครั้ง

“เดี๋ยวหัวหน้าก็ได้ยินหรอก” ผิงหันมองเพื่อนด้วยความหงุดหงิด อยากต่อยหน้าคนจนตัวสั่น ถ้าไอ้รินไม่ห้ามวันนี้คงได้ไปจบกันที่โรงพักแน่ คีรินมองแขนเพื่อนที่สะบัดออกจากกอบกุมอย่างไม่สบอารมณ์ หันมองคนอื่นที่ทำหน้าไม่ต่างกัน ตั้งแต่หัวหน้าคนใหม่ย้ายมาที่นี่ดูเหมือนสุขภาพจิตคนทั้งแผนกจะย่ำแย่ลงมาก รู้เหอะว่าในใจแอบเชียร์ไอ้ผิงต่อยหน้าอีกฝ่ายสักทีสองที

“หมั่นไส้ กลับเถอะ วันนี้อยากเดินตลาดนัด งานช่างมันก่อน” หว่าผิงกลับไปที่โต๊ะทำงานเพื่อเก็บของกลับบ้าน ตอนนี้ถึงเวลาเลิกงานแล้ว เรื่องงานเอาไว้ก่อน เลิกงานแล้วก็ต้องเลิกคิดถึงงาน วันนี้มีตลาดนัดเธอจะพาเพื่อนไปเดินเล่นสักหน่อย ไอ้รินไม่ค่อยไปไหน จะมีก็แต่ตลาดนัดเนี่ยแหละที่เธอลากไปด้วยได้

“เออ ๆ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับขณะเก็บข้าวของใส่กระเป๋า พี่ ๆ ในแผนกหอบงานกลับออกไปก่อนแล้วเพราะเดินทางกลับด้วยรถไฟฟ้า แต่เขามากับผิงเพราะมันมีรถเราสองคนจึงยังลีลาอยู่ที่นี่ได้ เก็บของเสร็จก็ปิดห้องเดินตามกันออกไป

หนึ่งทุ่มตอนนี้คนพลุกพล่านจนเดินไม่สะดวก ตลาดนัดมีทุกวันศุกร์และเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ร้านเยอะ ทำงานเหนื่อย ๆ ก็ยังพอมีที่ให้เดินเล่นผ่อนคลายสมองบ้าง มีร้านรวงมากมายให้เลือกซื้อ ทั้งสองเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ไม่ได้คิดอะไร เห็นอะไรน่ากินค่อยซื้อ ไม่รู้ทำไมการเดินผ่านผู้คนที่ไม่รู้จักกันถึงเป็นกิจกรรมคลายเครียดของพวกเราไปได้

คีรินเดินตามเพื่อนสาวซื้อของ ผู้ชายร่างบางในมือมีเพียงอาหารถุงสองอย่างกับข้าวหนึ่งห่อเท่านั้น อยู่หอคนเดียวไม่รู้จะซื้ออะไรกิน แต่มือผิงนั้นเต็มไปด้วยของกินจนเขาต้องถือช่วย เพราะที่บ้านคนเยอะ ซื้อไปก็มีคนกินหมดแน่นอน

ซื้อของเสร็จเพื่อนก็มาหยุดที่หนึ่งก่อนออกจากตลาด เป็นที่ขอพรบนบานศาลกล่าวยอดฮิต ผิงฝากของไว้กับเพื่อนก่อนจะเดินไปพร้อมของไหว้เจ้าแม่ เห็นว่ากันว่าเจ้าแม่มอบคู่ให้ตรงปกที่สุดและเร็วมาก ตอนนี้เธอก็อายุยี่สิบห้าแล้ว บางทีก็อยากรู้ซึ้งการมีแฟนบ้างว่ามันเป็นยังไง

สิบนาทีผ่านไป

“ผิง เสร็จยัง” คีรินยืนรอเพื่อนขอพรอยู่นานจึงเอ่ยเร่ง นี่ไม่ใช่นับเส้นผมบอกเจ้าแม่นะถึงนานขนาดนั้น หญิงสาวผู้ครองโสดหันมามองเพื่อนก่อนจะรีบขอพรต่อ เสร็จแล้วกำลังจะนำธูปไปปักกระถางก็ชะงัก ใบหน้างดงามหันมองคีรินเพื่อนสุดที่รักครู่หนึ่ง

“เจ้าแม่ ขอเผื่อได้มั้ยเจ้าคะ ให้อีนี่มีผัวด้วย หนูกลัวตัวเองมีผัวแล้วมันเหงา”

"ขอหล่อกว่าผัวมันนะครับเจ้าแม่” คีรินเอ่ยเสริมเพื่อนไป ไม่นานก็ถูกกระเป๋าเงินราคาเฉียดแสนโยนใส่ ร่างบางรับเอาไว้ได้ทันพร้อมหัวเราะเบา ๆ ที่ได้กลั่นแกล้งหญิงสาวคืนบ้าง

“กูเจ้าของน้ำแดงกูต้องได้หล่อกว่าสิ” หญิงสาวเอ่ยแย้งก่อนจะป้องปากกระซิบกระซาบขอพรกับท่านแม่ต่ออย่างไม่ยอม ธูปที่จุดไว้แทบจะหมดดอกกว่าจะขอเสร็จ ก่อนจะปักธูปยังย้ำอีกรอบว่าขอหล่อกว่าเพื่อนตัวเอง

“หึ” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ในลำคอไม่ได้แกล้งเพื่อนต่อ ปกติเราสองคนก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ผิงคือเพื่อนผู้หญิงที่คบกันมาตั้งแต่มอปลาย จนตอนนี้ยี่สิบห้าปีแล้วก็ยังไม่มีใครมีแฟนสักคน

หญิงสาวมาจากบ้านที่มีฐานะดี ส่วนเขามาจากบ้านเด็กกำพร้า เจ้าตัวมาสมัครทำงานบริษัทเพราะไม่มีเพื่อน เพื่อนมีอยู่คนเดียวเลยมาทำด้วยซะเลย มันบอกทำงานเล่น ๆ วันแรกขับรถหรูมาที่บริษัทจนคนคิดว่าเป็นลูกเจ้าของบริษัทปลอมตัวมาทดสอบสังคม กว่าคีรินจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้ก็หลายวัน

หลังขอหนุ่มจากเจ้าแม่เสร็จทั้งสองก็เดินออกจากตลาดเพื่อกลับหอ ผิงจะไปส่งเพื่อนที่หอพักค่อยกลับคอนโดเช่นเดิม ทางเข้าหอรินมันเปลี่ยว เพื่อนเธอแม้จะเป็นผู้ชายแต่ตัวเล็กเท่าไม้จิ้มฟันจะไปสู้ได้ยังไง เวลาขับรถเข้าซอยส่วนมากจะมีคนมานั่งกินเหล้าอยู่หน้าห้อง น่ากลัวจะตาย

“เดือนนี้พอใช้มั้ย ทำไมเห็นซื้อของน้อยจัง” หญิงสาวเอ่ยถามเพื่อนขณะเดินไปที่รถ รินเป็นคนตัวเล็ก กินน้อยกว่าเธอที่เป็นผู้หญิงอีกแต่ปกติไม่ได้ซื้อของน้อยขนาดนี้เลยอดถามไม่ได้ เราสองคนตัวเท่า ๆ กัน แต่รินจะดูตัวเล็กกว่า น่ารักขนาดนี้แต่ก็ไม่เคยมีแฟนเพราะทำแต่งาน บางทีเธอก็ไปเจอเพื่อนแอบไปทำพาร์ทไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อ ผิงกลัวเพื่อนตายไม่ใช่อะไร ทำงานที่บริษัทก็หนักแล้ว เอาเวลาที่ไหนไปพักผ่อน พอสังเกตุเห็นว่าเพื่อนซื้อของน้อยเลยกลัวมันจะช็อตแล้วไปแอบทำงานอีก

“พอ ปกติกูก็ไม่ค่อยใช้เงินอยู่แล้ว”

“เออ ๆ แต่ถ้าไม่พอก็บอก เวลาเดือดร้อนปากอมอะไรไว้ไม่พูดตลอดเลยมึง อมขี้ไว้หรอ”

“ได้ครับ ๆ ผมจะรีบบอกคุณหนู”

“มึงมันดื้อ” คีรินยิ้มแหยเมื่อเพื่อนรู้ทัน ผิงบ่นแบบนี้มาหลายปีแล้ว บางทีรุ่นพี่บอกว่าไม่กล้าจีบผิงเพราะเห็นตอนบ่นเขาแล้วกลัว บ่นแต่ปากไม่พอ สีหน้าก็ออกด้วย

สองทุ่มกว่าชายหนุ่มก็ถึงหอพักเก่า ๆ ในซอย ขึ้นมาถึงห้องก็วางของที่ซื้อมาไว้ก่อนตรงเข้าไปอาบน้ำ เขาต้องรีบโทรหาแม่ครู คนแก่นอนไวเขาจึงต้องรีบ

“รินส่งเงินมาให้แม่เยอะเกินไปแล้วลูก เก็บไว้ใช้บ้าง” น้ำเสียงใจดีดังขึ้นจากมือถือทันทีที่กดรับสาย คีรินยิ้มเดินไปหยิบจานข้าวมาวางที่โต๊ะ ปลายสายมีเสียงเด็ก ๆ ที่นอนกับแม่ครูเรียกเขาพี่ริน ๆ ไม่นานก็ถูกดุจนร่างบางหลุดยิ้มออกมา

“รินไม่ค่อยใช้ครับแม่”

“แล้วกินข้าวกินปลาหรือยัง”

“กำลังกินครับ”

“อ้าว งั้นกินข้าวเถอะ หรือจะคุยกับเด็ก ๆ มั้ย แม่จะปลุกให้ หลับไปแล้ว”

“งั้นไม่เป็นไรครับ แม่นอนเถอะ” ดวงตางดงามเหลือบมองนาฬิกาบนผนังพบว่าตอนนี้ก็เกือบสามทุ่มแล้ว

“รักษาสุขภาพด้วยนะริน”

“ครับ” มือถือวางลงบนเตียงเมื่อสายถูกตัดไป รอยยิ้มบางเบาประดับใบหน้าบ่งบอกว่าความขุ่นมัวในใจตลอดทั้งวันเลือนหายไปหมดแล้วเมื่อได้พูดคุยกับคนที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ถูกนำมาทิ้งไว้ที่บ้านเด็กกำพร้า คีรินจึงกินข้าวไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปอย่างผ่อนคลาย

กินข้าวเสร็จก็เปิดคอมขึ้นมาทำงานต่อ เขารับจ้างทำสื่อการสอนทั่วไป หาข้อมูลเพิ่มนิดหน่อยแต่รายได้ดีพอสมควร อย่างน้อยซื้อรองเท้าใหม่ให้เด็กๆ ได้หลายคู่ จะได้ไม่ต้องรอเงินบริจาคที่ซื้ออาหารก็แทบไม่พอ รู้สึกว่าทำงานไปได้ไม่นานแต่เงยหน้าขึ้นอีกทีก็ตีสามแล้ว คอมถูกปิดเครื่องก่อนผู้เป็นเจ้าของจะลุกขึ้นเดินโอนเอนไปนอนบนเตียงไม่นานก็หลับไป

ทุกวันก็เป็นเช่นนี้

แสงแดดยามเช้าส่องสว่างผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามาด้านใน ปลายปีหนึ่งเริ่มเข้ายามหนาวแล้วช่างอากาศดีน่าหลับนอนต่อไม่ต้องตื่น หากแต่งานมากมายที่รั้งรออยู่ปล่อยไว้นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ใบหน้าคมคายหันมองคนที่กำลังนอนหันหลังให้ตนอยู่ด้วยรอยยิ้ม แผ่นหลังขาวเนียนเต็มไปด้วยรอยรักที่เขาเป็นคนทำ ครู่หนึ่งร่างกายก็ขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น กดจูบลงบนลาดไหล่ขาวก่อนจะผละออกลุกจากเตียงไป

วันนี้ต้องเข้าบริษัท ใกล้จะสิ้นปีแล้วมีงานแทบล้นมือ ขุนเขาวัยสามสิบห้าปีใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำครู่หนึ่งก็ออกมา ร่างกายสูงใหญ่มองคนหลับบนเตียงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาก็เดินไปแต่งตัวต่อ ก่อนหยิบมือถือเดินออกจากห้องไปหลังเลขาโทรตามสามสายแล้ว

เสียงเดินและเสียงฝักบัวปลุกให้คนหลับใหลอีกคนบนเตียงตื่นแล้วเช่นกัน แต่เขายังไม่อยากสนทนาพาทีกับร่างสูงที่ออกจากห้องไปเมื่อครู่นี้ อีกฝ่ายตัวใหญ่กลัวโดนต่อยเอา คีรินลุกขึ้นนั่งพร้อมถอนหายใจหนัก ๆ ออกมาอย่างโล่งใจทั้งยังสับสนจนเหมือนฝัน

ก่อนหลับตานอนอยู่ในห้องเช่าเท่ารูหนู ลืมตาตื่นขึ้นมาทำไมเป็นคอนโดหรูหราไปได้ คอนโดไม่ว่า บุรุษหล่อเหลาปานเทพบุตรเมื่อกี๊นี้เป็นไผ ไม่นานก็ได้รับความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยเข้ามาในหัว อ๋อ เราเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องพานพบที่เคยอ่านไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน

ถามว่าใครแต่ง อีผิงจ้า

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาก ก็แค่นายเอกเป็นดารา แสดงหนังแสดงละครแต่ยังไม่ดังจึงเข้าร่วมรายการวาไรตี้ เป็นรายการทำกิจกรรมโดยมีการถ่ายทอดสดให้ชมด้วย จากนั้นก็มีพระเอกหนุนหลังอยู่ในเงาให้นายเอกสงสัยเล่น ๆ มีตัวร้ายที่ชอบนายเอก พระรองที่เป็นดาราเหมือนกันคอยหนุนหลังช่วยเหลืออีกแรง และมีตัวร้ายอีกคนหน้าตาน่ารักก็ชอบพระเอก ทั้งสองร่วมรายการวาไรตี้ด้วยกัน มีตัวร้ายช่วยเพิ่มความสนุกของเรื่องให้นายเอกได้แสดงความฉลาดเอาตัวรอด

สุดท้ายพระเอกนายเอกก็ครองรักกัน เหมือนชาติที่แล้วเคยรักกันมั้งแต่ไม่สมหวัง ตามชื่อเรื่อง ชาตินี้เลยได้กลับมารักกัน ตัวร้ายดาราหมดอนาคตเพราะถูกแฉที่ทำร้ายเพื่อนร่วมวงการ พระรองก็เป็นพระรอง ถูกสาปให้ไม่สมหวังแต่ก็ยังยิ้มได้

ส่วนตัวร้ายที่พึ่งเดินออกไปไม่รู้ว่าตายมั้ย คีรินจำไม่ได้แล้ว เขารับจ้อบเบต้ารี้ดให้เพื่อน คืออ่านนิยายแล้วแสดงความคิดเห็นว่าเป็นยังไงก่อนผิงมันจะอัพโหลดลงในเว็บ อ่านรอบเดียวเอง แต่ตอนนี้กลับเป็นตัวเองที่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ที่นี่ จำได้ว่าเมื่อวานนี้ยังทำงานอยู่เลย คงเพราะทำงานหนักไป คราวนี้ได้นอนยาวของจริง

“ไอ้ผิงจะจุดธูปตามมาด่ากูมั้ยวะ” มือบางทึ้งผมตัวเองคิดหนัก ปวดหัว งานก็ยังไม่เสร็จ อยู่ดี ๆ ก็มาอยู่ที่นี่ไม่ใช่ว่าเขาตายไปแล้วหรอ

คีรินชีวิตก่อนเป็นเด็กกำพร้า ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า มหาลัย และที่ทำงาน พอจบออกมาก็ทำงานที่เดิมต่อยาวจนถึงปัจจุบันพร้อมผิง เงินที่หามาได้ก็ส่งให้แม่ครูเอาไว้ใช้จ่าย ไม่คิดว่าอยู่ดี ๆ จะตายแล้วมาอยู่ในร่างคนอื่นแบบนี้ เหลือเชื่อจนตอนนี้เขาก็ยังคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่

เรื่องเป็นเกย์นั้นไม่ยุ่งยากเพราะเขาก็เป็นเกย์อยู่แล้วเพียงแต่ไม่เคยมีแฟนเพราะเวลาทั้งหมดทุ่มกับงาน จะเอาเวลาที่ไหนไปมี พอมีเวลาว่างก็หางานทำเสริมจะได้ไม่มีเวลาว่าง ที่เป็นปัญหาตอนนี้คือคีรินเป็นเด็กเสี่ย และเสี่ยคนนั้นดันเป็นตัวร้าย กลัวจะเป็นคนอารมณ์ร้อนชอบทำร้ายร่างกายเทือกนั้นมากกว่า

ระหว่างหัวคิดไปสายตาก็มองสำรวจห้องไป ห้องกว้างมาก ห้องนอนใหญ่กว่าห้องเช่าทั้งห้องที่เขาอยู่เสียอีก ห้องสีขาวสะอาดตา เตียงก็สีขาว โต๊ะก็สีขาว ห้องนี้ขุนเขาซื้อเอาไว้แล้วพาคีรินมานอนกกอยู่ที่นี่ก่อนจะยกให้อีกฝ่ายไปตอนเฉดหัวทิ้ง

แล้วจะทำยังไงต่อกับชีวิตดี

จำได้ว่าหลังจากนายเอกรู้จักมักจี่กับพระเอกแล้ว แต่ก็เหมือนยังไม่คบกัน ตัวร้ายก็วอแวเขาอยู่ พอนายเอกมาให้ความหวังคุณขุนเขา จากนั้นอีกฝ่ายก็เฉดเด็กตัวเองทิ้งนั่นคือคีรินคนนี้เพราะอยากรักนายเอกคนเดียว ของที่ได้คือคอนโดแห่งนี้ รถหรูหนึ่งคันและเงินสามล้านบาท

“สามล้านใช้ได้จนแก่” ปากเล็กพึมพำเบา ๆ ปกติก็ไม่ค่อยใช้เงินอยู่แล้ว สามล้านใช้เดือนละหมื่นอยู่ได้สบายอย่างที่บอก ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ใช้ชีวิตรอเขามาเฉดหัวก็แล้วกัน ได้เงินแล้วค่อยไปอยู่ที่อื่น ค่อยคิดว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อหลังจากนี้ ตัวเอกตัวร้ายจะทำอะไรก็ทำเถอะ เขาไม่ขอยุ่งเกี่ยว

“แบ่งให้แม่ครูได้คงดี เอ๊ะ” มือถือบนหัวเตียงถูกคว้ามาแสกนใบหน้าทันที กดเข้าเพจเฟสบุ๊คก่อนจะพิมพ์ชื่อบ้านเด็กกำพร้าไป ไม่นานบ้านเพียงรักก็ปรากฏสู่สายตา ภาพล่าสุดที่เพจลงคือรูปงานศพเขา มีแม่ครูและเด็ก ๆ ยืนส่ง ด้านหลังเป็นโบสถ์ มือขาวเนียนสั่นเทาจนเห็นได้ชัด มือถือที่จับอยู่หลุดลงไปบนเตียงในที่สุด

ทุกคนยังอยู่ มีแต่เขาที่ตายไป

“ดีแล้ว เขาตายคนเดียวดีแล้ว” ปากพึมพำเสียงเบาเหมือนคนละเมอ ร่างเก่าจะตกตายก็ไม่เสียใจแล้ว ขอแค่ยังอยู่บนโลกใบเดิม ทุกคนไม่หายไปเหมือนเป็นความฝัน อย่างน้อยเงินมากมายขนาดนั้นแบ่งให้แม่ครูใช้จ่ายได้หลายปีแน่ ๆ คีรินเหมือนหัวโล่งเบาสบายขึ้นมา เหมือนปลดล็อกอะไรสักอย่าง

เมื่อไม่มีอะไรให้กังวลแล้วเขาก็จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเอง ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างนี้ไปไหนแล้ว อย่าบอกนะว่าบะฮึ่มกับตัวร้ายจนตาย คิดได้แบบนั้นก็พูดไม่ออก จะให้บอกว่า ไปดีนะ ไว้จะบะฮึ่มกับหมอนี่ต่อแทนนายเองก็กลัวถูกผีมาหักคอ

ร่างบางลุกออกจากเตียงอย่างทุลักทุเล ใครจะบะฮึ่มก็บะฮึ่มไป เขาจะรอเงินฟาดหัวแล้วหอบเงินหอบเสื้อผ้าหนีไปอยู่ที่อื่น ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปก่อนละกัน รอเนื้อเรื่องในนิยายดำเนินไปตามที่นักเขียนผิงผิงแต่งเอาไว้ แต่ตอนนี้ขออาบน้ำก่อน หิวข้าว

เข้ามาในห้องน้ำโอ่อ่าสิ่งแรกที่เห็นคืออ่างแช่ ดีเลย เกิดมาไม่เคยอาบน้ำแร่แช่น้ำนม ก่อนจะถูกเฉดหัวออกไปเขาจะลงแช่ทุกวันเลยคอยดู มองสำรวจอ่างเสร็จก็หันมาที่กระจก จ้องมองใบหน้าที่ได้เห็น สวย พูดได้คำเดียวว่าสวยจริงๆ ตัวเล็ก ผิวขาว รูปหน้าก็สวยไม่รู้จะอธิบายออกมายังไง เหมือนรูปตัวละครในเทพนิยายหรือนายเอกหน้าหวาน

มองใบหน้าเสร็จก็หันมองตามร่างกาย ผิวขาวเนียนมีแต่รอยรักที่ตัวร้ายทำ ไม่นานใบหน้าก็เห่อร้อนเพราะในหัวยังมีคลิปวิดีโอเก็บเอาไว้ให้เขาดู คีรินพยายามสลัดภาพนั้นออกจากหัวแต่กว่าจะหายไปก็ทำเอาขนลุกไปทั้งตัว เห็นตัวร้ายตอนแผลงฤทธิ์ก็ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมถึงอิ่มอกอิ่มใจจนตาย สำรวจร่างกายจนพอใจก็เริ่มอาบน้ำได้สักทีก่อนจะคิดไปไกลกว่านี้

ตู้เสื้อผ้าถูกเปิดออกหลังจากเจ้าของอาบน้ำเสร็จแล้วในช่วงสายของวัน คีรินเลือกหยิบชุดเข้ากันมาชุดหนึ่ง เปิดดูเงินในกระเป๋าแล้วมีเงินพอสมควร มีบัตรที่ตัวร้ายให้ไว้ใช้จ่ายอีกหนึ่งใบ เขาจะเอาไปซื้อของกินเข้าห้อง ปกติเด็กคนนี้สั่งอาหารมากินเพราะทำเองไม่เป็น แต่เขาทำเป็น ซื้อของมาตุนไว้หน่อยก็ดี เช็คเงินและเสื้อผ้าเรียบร้อยก่อนหยิบคีย์การ์ดเปิดประตูออกจากห้องไป

ชีวิตใหม่ของคีรินได้เริ่มขึ้นแล้ว

ดวงคนจะมีผัวนะคะ

โรงละครเล็ก

ผิง : เจ้าแม่ มันลัดคิวหนูได้ไง น้ำแดงเงินหนูซื้อ

เจ้าแม่ : ผิงรีบมั้ยลูก พอดีแม่ไม่ค่อยรีบ

สวัสดีค่ะ เจอกันอีกแล้ว แต่คราวนี้ยังไม่ใช่เรื่องต่อของเฟิ่งเจี๋ยนะคะ เพราะจักรวาลค่อนข้างเกี่ยวโยงกันต้องใช้เวลาสักพักเลยค่ะ เรื่องนี้สุขนิยมเหมือนเดิม นิยายไรท์ไม่เครียดแน่นอน (สำหรับไรท์55555) ประมาณ 30 40 ตอนจบค่ะ จากนั้นจะได้ฤกษ์แต่งอี้หานแล้ว

วันแรกของชีวิตใหม่

ตึกรามบ้านช่องตั้งตระหง่านตามสองข้างทางของถนน มองไปทางไหนก็มีแต่ตึกและรถรา ที่นี่ยังคงเป็นกรุงเทพมหานครเพียงแต่อยู่ย่านคนรวย ช่วงสายของวันแดดไม่ค่อยแรงมากเท่าไหร่ เด็กหนุ่มตัวเล็กเดินมาจนถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ใกล้ที่สุดหน้าโครงการ มีรถแต่ขับไม่เป็น เดินเอาก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้น ปกติเขาก็เดินบ่อยอยู่แล้ว แต่เด็กคนนี้นี่สิเหมือนจะไม่ค่อยได้เดิน แทบจะเป็นลมกว่าจะมาถึง
//ติ๊ง//
“คุณลูกค้าเชิญค่ะ”
รินพยักหน้าให้พนักงานที่เดินสวนมาพอดีจึงเปิดประตูให้เขา หยิบตะกร้าใบหนึ่งถือเอาไว้ตรงดิ่งไปยังโซนอาหารเป็นที่แรก ข้าวของมีให้เลือกเยอะจนตาลาย ทั้งยังมีราคาแพงมากอีกด้วย อะโวคาโดลูกละร้อยกว่าบาทเขาพึ่งเคยเห็น แน่นอนว่าคนอื่นอาจจะคิดว่าไม่แพง แต่สำหรับคีรินที่มาจากบ้านเด็กกำพร้าเขาพึ่งเคยเห็นจริง ๆ
มือบางเลือกหยิบผักสามสี่ชนิดและเนื้อสัตว์ เครื่องปรุงที่ต้องใช้ พริกแกงเผ็ด พริกแกงเขียวหวาน กะทิ ไข่ไก่ ส่วนอุปกรณ์เครื่องครัวนั้นมีอยู่แล้วที่คอนโดไม่ต้องซื้อ เดินดูของใช้ต่ออีกครึ่งชั่วโมงก็ไปที่เคาน์เตอร์คิดเงิน บัตรเครดิตวงเงินเกือบล้านถูกยื่นให้พนักงานมือสั่น คีรินกลัวมันเสียหายหรือถูกขโมย
พนักงานสาวรับไปใบหน้ายิ้มแย้มทำงานของเธอต่อโดยมีเจ้าของบัตรยืนดูอยู่ รูดของเต็มตะกร้ายังไงก็เหลือแน่นอน แม้จะสงสัยว่าทำไมเปย์หนักขนาดนี้แต่ช่างเถอะ คนรวยไม่ได้คิดว่ามันเยอะมั้ง
หลังซื้อของเสร็จเขาเลือกแวะกินข้าวร้านข้างทางก่อนเพราะหิวมาก ถ้าทำเองคงต้องรออีกเป็นชั่วโมง ร่างบางเลือกร้านที่คนไม่เยอะไม่น้อยจนเกินไป นั่งลงพี่ชายก็เอาน้ำมาเสิร์ฟพร้อมคุณป้าเดินมารอจดอาหาร
“เอากระเพราหมูกรอบจานนึงครับ” คิดอะไรไม่ออกเอากระเพราไว้ก่อน
“ได้เลยสุดหล่อ” เจ้าของร้านยิ้มรับก่อนจะเดินไปทำอาหารให้ลูกค้าต่อ เดินผ่านดวงตาวาววับของเด็กหนุ่มโต๊ะนี้ไปด้วยความขบขัน หลายครั้งเธอพบเจอลูกค้าแบบนี้เวลาสั่งหมูกรอบ แต่หากวันไหนหมูกรอบหมดจากสายตาสดใสจะกลายเป็นสายตาหมองหม่นอมทุกข์ทันที
เป็นอย่างที่คุณป้าคิด เขาดีใจจริง ๆ ที่ยังมีหมูกรอบอยู่ ปกติตอนเที่ยงหน้าบริษัทลูกค้าเยอะ บางวันจัดการงานเสร็จช้าก็ไปไม่ทัน ตอนนี้ร่างบางจึงดูมีความสุขมากเป็นพิเศษ
มีหมูกรอบ เท่ากับว่าวันนี้เป็นวันที่ดีแน่นอน
ระหว่างรออาหารก็หยิบมือถือมาเล่น โลกใบเดิมไม่ค่อยมีสิ่งใดให้ตกใจมากเท่าการเข้ามาอยู่ร่างคนอื่นอีกแล้ว กดเช็คดูโซเชี่ยลของเด็กคนนี้ว่าเป็นยังไง แม้กระทั่งรูปครอบครัวเขาก็กดดู
คีรินคนนี้พึ่งเรียนจบคณะบริหารธุรกิจ การจัดการมา ยังไม่ทันได้ทำงานก็มาเป็นเด็กตัวร้ายแล้วเพราะแอบชอบมานาน ดูจากในมือถือมีแต่รูปตาขุนเขาแล้วอะนะ คงจะชอบมากจริง ๆ
“เพื่อนไม่ค่อยมีหรอคนนี้” เขากดดูรูปหรือช่องสนทนาแต่ละที่ก็ไม่ค่อยเจอ ไม่ได้อยากเสียมารยาทแต่ตอนนี้เขาอยู่ในร่างคีรินแล้วก็ต้องตรวจสอบข้อมูลเอาไว้ว่าอีกฝ่ายมีมิตรสหายหรือศัตรูที่ไหนหรือเปล่าจะได้หลีกเลี่ยงได้ทัน
แต่เท่าที่ดูก็แทบไม่มีเลย เหมือนเด็กคิดบวกพ่อแม่ตกตายไปแล้วเหลือเจ้าตัวกับลุงป้านักธุรกิจช่วยดูแล ทั้งสองดีต่ออีกฝ่ายมากแต่คีรินก็รู้สึกอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อโตขึ้น
ด้วยเพราะทั้งสองมีทัศนคติไม่ค่อยดีต่อเพศที่สามเด็กน้อยวัยยี่สิบจึงเริ่มทำงานหาเงินเองจนถึงตอนนี้ เงินที่ลุงป้าโอนมาแทบไม่แตะต้อง แต่ที่มาอยู่จุดนี้อาจเพราะชอบขุนเขาจริง ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์
ดูไปได้ไม่นานข้าวก็เสร็จ มือเรียวกดปิดมือถือแล้วสนใจกับอาหารตรงหน้า ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้วพึ่งมีอาหารตกถึงท้อง กินไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงในที่สุดเขาก็ยกมือสั่งกระเพราหมูกรอบกับป้าอีกจานเพราะไม่อิ่ม ได้แต่เอ่ยขอโทษขอโพยคีรินเจ้าของร่างอยู่ในใจที่กินเยอะขนาดนี้ สัญญาว่าจะออกกำลังกายบ่อย ๆ
กินข้าวเสร็จก็เดินกลับคอนโด การใช้ชีวิตรอเงินสามล้านของคีรินเรียบง่ายและปกติสุข ของสดถูกเก็บใส่ตู้เย็นเอาไว้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซื้อมาหลายห่อเผื่อหิวตอนดึก กุ้ง หมูสัก ผักก็มี การมีเงินมาก ๆ นี่มันดีจริง ๆ
ระหว่างเก็บของทีวีก็ถูกกดเปิดไปด้วยขณะกำลังเตรียมตัวทำอาหาร ตอนนี้ก็บ่ายกว่า ๆ แล้ว มื้อเย็นนึกอยากกินข้าวสวยร้อน ๆ กับแกงเขียวหวานหมูสักจานจึงเริ่มทำอาหารตั้งแต่ตอนนี้
ข่าวในทีวีกำลังรายงานเรื่องซุบซิบดาราที่กำลังเป็นกระแสตอนนี้ หนีไม่พ้นนายเอกของเรื่อง จำได้ว่านายเอกดังเป็นพลุแตกขึ้นมาตั้งแต่รายการวาไรตี้จบ ร่างบางรีบเดินไปดูหน้าอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่นานก็ได้พบอย่างที่ต้องการ นายเอกของนิยายเรื่องนี้ชื่อเอวา เป็นผู้ชายตัวเล็ก ๆ หน้าตาน่ารัก แต่กลับทำให้เขานิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาฉายแววสับสนขึ้นอย่างไม่ปิดบัง
“เดี๋ยว เด็กคนนี้เราเคยเห็นเมื่อสามปีก่อนยังไม่โตขนาดนี้นี่นา” ทุกอย่างเหมือนกำลังเล่นตลกกับเขาอยู่ คีรินรีบมือถือถูกหยิบขึ้นมาเปิดดูปฏิทิน ก่อนจะจ้องมือถือตาแทบถลนออกมาด้วยความตกใจ ผ่านมาสามปี แสดงว่าเราป่วยมาสามปีก่อนจะตายหรอ เด็กคนนี้อายุ 22 ปี เราอายุ 25 ตายจริง ๆ ตอนอายุ28 ห่างกันหกปี
คราแรกคิดว่าเขาหลับไปแล้วเสียชีวิตทันที วันต่อมาก็มาอยู่ที่นี่ แต่กลับไม่ใช่ คีรินหลับไป แต่ตายหลังจากสามปีต่อมา ก่อนจะเข้ามาอยู่ในร่างคีรินคนนี้ ทุกคนคือคนตัวจริงมีชีวิตจริงตั้งแต่เมื่อเขามีชีวิตอยู่ ไอ้ผิงมันแต่งนิยายจากโลกอนาคตหรือยังไงกัน ปวดหัว บอกได้คำเดียวว่าปวดหัว
“ผิงอายุ28แล้วไม่รู้จะมีผัวรึยัง” ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว คีรินหายปวดหัวทันทีที่คิดถึงเรื่องนี้ เอาไว้ถ้าเจอกันที่บ้านเด็กกำพร้าเขาจะแนะนำอีกฝ่ายลองแต่งนิยายที่ตัวละครชื่อผิงเป็นนางเอกของเรื่องเผื่อจะเสกสามีในอนาคตให้ตัวเองได้
ได้เห็นหน้านายเอกจนพอใจและเข้าใจเรื่องราวมากขึ้นก็กลับไปทำอาหารต่อ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่ช่างมันเถอะ ยังไงตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากใช้ชีวิตต่อไปเขาจึงไม่อยากคิดถึงให้ปวดหัว
ร่างบางหยิบแก้วออกมาจากชั้นบนนำมาล้างเตรียมเอาไว้สี่ใบเผื่อได้ใช้ จากนั้นก็นำของมาทำอาหารต่อ จริง ๆ เขามีความฝันอยากมีบ้านดี ๆ แบบนี้สักหลัง อยากจัดบ้าน อยากทำความสะอาดบ้านสวย ๆ มีครัวดี ๆ เอาไว้ทำอาหาร แต่หอพักที่อยู่นั้นประตูมีกลอนก็บุญหัวมากแล้ว
ทำอยู่นานแกงเขียวหวานหมูก็เริ่มส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้อง มือบางกดปิดเตาก่อนหยิบสเปย์ดับกลิ่นฉีดตามห้อง โซฟาและผ้าม่านเพราะพึ่งนึกได้ ไม่ใช่ความจริงแล้วคู่นอนตัวร้ายถูกเฉดตัวทิ้งเพราะขุนเขาเหม็นกลิ่นแกงเขียวหวานตามโซฟาหรอกนะ
ทำเสร็จก็พักเอาไว้แล้วเข้าไปอาบน้ำ ร่างเปลือยเปล่าหย่อนกายลงแช่ในอ่างอยู่นานอย่างผ่อนคลาย ตอนนี้เริ่มรู้สึกปวดเท้าแล้วเพราะเดินไปซื้อของ ร่างกายของคีรินถูกคีรินคนนี้ทรมานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่เลย
ออกมาก็หกโมงเย็นแล้วจึงเดินกลับไปที่ครัวเพื่อตักอาหารมากินข้าว คิดเอาไว้ว่ากินข้าวเสร็จค่อยสำรวจสภาพแวดล้อมและที่ทางที่จะหนีไปอยู่ พรุ่งนี้ถ้าไม่มีอะไรต้องทำเขาคิดว่าอยากซื้อของไปบริจาคที่บ้านเด็กกำพร้าสักหน่อยเผื่อจะเจอแม่ครู เด็ก ๆ ก็ ไม่รู้โตขนาดไหนแล้ว
“รินทร์”
“อื้อ” เอวบางถูกสวมกอดไม่ได้ตั้งตัวขณะกำลังตักอาหารอยู่พร้อมเสียงเรียกข้างหู คีรินเบี่ยงตัวหันมองเจ้าของท่อนแขนแกร่งก็พบว่าเป็นตัวร้ายเจ้าของคอนโดนั่นเอง ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ เสียงเปิดประตูก็ไม่ได้ยินหรือเขาไม่ได้ตั้งใจฟังก็ไม่รู้ ดีที่ไม่เอาทัพพีตีหัวเอา
“วันนี้ออกไปซื้อของหรอ”
“ครับ สั่งอาหารบ่อยก็เลยอยากทำกินเอง” คีรินยิ้มหวานส่งไปให้ จำได้ว่าสามสี่วันไม่ใช่หรอถึงจะได้เจอกันอีก ไม่คิดว่าวันนี้อีกฝ่ายจะมาหาอีกรอบ ขุนเขากระชับกอดสูดดมกลิ่นหอมจากคนในอ้อมแขน ตามองอาหารที่คีรินทร์กำลังตัก ที่ผ่านมาเห็นกินแต่อาหารอิตาเลี่ยนคงจะเบื่อเขาจึงไม่ได้พูดอะไร
ตอนแรกร่างสูงไม่ได้คิดจะมาที่นี่ แต่เพราะทำงานหนักเลยรู้สึกว่าการมีคนอยู่ด้วยอาจจะดีกว่า คีรินทร์เองก็ไม่ได้ทำตัวงี่เง่าหรือรบกวนเขาขนาดนั้น พูดตามตรงคือขุนเขาต้องการเพื่อนร่วมห้องตอนกำลังเครียดกับงาน
“ทำไมไม่ขับรถไป” ร่างสูงเอ่ยถามทั้งไม่ยอมผละออก โอบกอดเอวคอดอยู่แบบนั้นจนตักแกงเขียวหวานใส่ถ้วยเสร็จ ร่างบางเองก็ไม่ได้ผละออกหรือรู้สึกอึดอัดเช่นกันเหมือนถูกกอดจนชิน ในหัวก็พยายามเค้นความทรงจำหาว่าตัวร้ายมีมุมนี้ด้วยหรอ แต่เพราะผิงมันไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรไว้เลย อาจจะเพราะอีกฝ่ายเป็นแบบนี้มั้งนายเอกก็เลยเก็บเอาไว้เป็นอีกตัวเลือก เดานะ
“รินขับรถไม่เป็น”
“ลืมไป” ร่างสูงเอ่ยออกมาสั้น ๆ ก่อนเงียบไป
“คุณปล่อยก่อน อื้อ” แก้มเนียนถูกหอมฟอดใหญ่ มือหนาแย่งถ้วยแกงเขียวหวานไปวางไว้เคาน์เตอร์ด้านหลังก่อนจับคนตรงหน้าให้หันมาหาตัวเองเหมือนนึกอยากแกล้ง เด็กคนนี้สูงถึงจมูกเขาเองทำให้รินทร์ต้องเงยหน้าขึ้นเวลาพูดกับเขา นี่เป็นวันแรกที่เขามาที่นี่ก่อนช่วงดึก ไม่ยักรู้ว่าเวลาที่คนน้องหยิบเสื้อยืดเขามาใส่แล้วจะน่ามองมากขนาดนี้
“เรียกเฮียสิ”
“คุณ อื้อ” คราวนี้คีรินตาโตเพราะอีกฝ่ายโน้มใบหน้าลงมาประกบปากจูบก่อนจะผละออก มือก็โอบเอวเขาเอาไว้ ร่างบางทำได้เพียงดันอกอีกฝ่ายพร้อมใบหน้าแดงก่ำ คนไม่เคยมีแฟนมายี่สิบห้าปีวันนี้กลับมีหนุ่มมากอดมาหอมใครจะไม่เขิน ใบหน้าเขินอายก้มงุดถูกมือหนาจับปลายคางดันให้เงยหน้าขึ้นอีกรอบ ก่อนปากหยักจะกดจูบลงมาอีกครั้งแล้วผละออกไม่ได้รุกล้ำไปมากกว่านี้เหมือนต้องการทักทายกันเท่านั้น
ทักทายบ้าอะไรแบบนี้ เขิน
“โอเครครับ ๆ รินเรียกแล้ว เฮียขุน” เหมือนอีกฝ่ายจะก้มลงมาจูบเขาอีกในที่สุดสมองทื่อ ๆ ของคีรินก็หาทางออกให้ตัวเองเจอว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งใด อย่างที่คิด ทันทีที่เขาเรียกว่าเฮียขุน ขุนเขาก็ผละออกจากร่างกายหอมกรุ่นด้วยรอยยิ้มพอใจ หันหลังเดินเข้าไปในห้องพร้อมเสื้อผ้าในกระเป๋าที่จะเอามาเก็บไว้ที่นี่และงานบางส่วน ท่ามกลางความสับสนของคีรินที่มองตามหลังไปจนประตูปิดลง
เสี่ยขุนสายเปย์ล้มหัวฟาดพื้นมาหรือเปล่า
หรือเราจำชื่อตัวร้ายกับพระเอกผิด ก็ไม่นี่
19:00
ร่างสูงเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยชุดนอนราคาแพง มือพลางติดกระดุมเสื้อปิดลอนกล้ามสวยที่โผล่ออกมาให้เห็นขณะเดินไปที่ประตู มองผ่านช่องเล็ก ๆ ออกไปเห็นคู่นอนกำลังจัดโต๊ะอาหารเงียบ ๆ มุมปากหยักกลับยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
คีรินทร์เป็นคู่นอนคนแรกและคนเดียวที่เขามี เป็นเพื่อนที่คะยั้นคะยอส่งมาให้จะได้เลิกชอบดาราคนนั้นสักที เขาเองก็ไม่รู้ทำไมเพื่อนถึงไม่ชอบหน้าเอวาขนาดนั้น แต่เพราะมีคู่แข่งเป็นคริสเตียนทั้งยังดูเหมือนทั้งสองจะชอบพอกันแล้วด้วย การรับเด็กคนหนึ่งจึงไม่ได้ยากเย็นอีกต่อไป
ตอนแรกเขาไม่ได้รู้สึกดีเท่าไหร่ เขากับคีรินทร์อายุห่างกันสิบกว่าปี ทั้งยังรับเด็กคนนี้เข้ามาเพื่อให้แทนเอวาโดยความคิดของเพื่อนที่หยิบยื่นมาให้ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าชีวิตที่มีคีรินทร์อยู่รอบ ๆ ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ไม่ได้ปวดหัวเพิ่มขึ้น ทั้งเด็กคนนี้ก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายกับเขามากอย่างที่กังวล เหมือนคนไม่สนิทกันแต่เข้ามาอาศัยอยู่ที่เดียวกัน บางทีกลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายกว่าปกติเสียด้วยซ้ำแม้จะเจอกันสามสี่วันเองก็ตาม
ร่างสูงเดินไปหยิบกระเป๋าเข้าไปเก็บในห้องนอน บนโต๊ะทำงานมีโน้ตบุ๊คเครื่องหนึ่งวางอยู่ก่อนเป็นของคนน้อง เขาจึงวางงานไว้ข้างๆ คิดว่ากินข้าวเสร็จจะมาทำงานต่อ วางของเสร็จก็คว้าเอาไอแพดเดินออกไปด้านนอก
คีรินรอตัวร้ายออกมาก็ไม่เห็นออกมาสักที อาหารทำเสร็จแล้วจึงเดินเข้าไปเรียกอย่างระแวง ขึ้นชื่อว่าตัวร้ายเขาต้องมองแง่ลบเอาไว้ก่อน พอเห็นว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้เหมือนตัวร้ายอย่างที่คิดจึงรู้สึกแปลกใจ ทั้งวันนี้ยังมาที่นี่ด้วย ทว่ายังไม่ทันก้าวขาอีกฝ่ายก็เดินออกมาจากห้องมาพอดิบพอดี
“กินข้าวเลยมั้ยครับ หรือเฮียกินมาแล้ว”
“ยัง” ร่างสูงตอบนิ่งๆ เดินตามคนน้องมาที่โต๊ะกินข้าวตัวใหญ่ ตอนนี้มีข้าวสองจานและกับข้าวหนึ่งอย่าง คีรินรอให้เจ้าของเงินตักข้าวเข้าปากก่อน อีกฝ่ายพยักหน้าบ่งบอกว่ารสชาติไม่ได้แย่คีรินจึงเริ่มกินบ้าง
“เผ็ด” ทันทีที่อาหารเข้าปากคีรินเหมือนจะพ่นไฟได้ ลืมไปว่าเด็กคนนี้ไม่กินเผ็ด แสดงว่ากระเพราหมูกรอบสองจานตอนเที่ยงไม่เผ็ดหรอกหรือนี่
“ไม่กินเผ็ดทำไมทำเผ็ด” แก้วน้ำเย็นยื่นให้คนน้องรับไปด้วยความขบขัน ทั้งยังช่วยยื่นทิชชู่ให้อีกรอบ แต่เหมือนเด็กคนนี้จะอยากกินอย่างที่บอก ปากก็บอกว่าเผ็ด เหงื่อเริ่มผุดขึ้นพร้อมกับน้ำตาเริ่มคลอแต่ยังไม่หยุดกิน สุดท้ายเขาก็ทนไม่ได้ลุกขึ้นไปเจียวไข่มาเพิ่มเพราะกลัวจะปวดท้องเอา
แผ่นหลังกว้างขยับทำนั่นทำนี่ปรากฎสู่สายตาคีรินที่นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ นี่ตัวร้ายเจียวไข่ให้คู่นอนตัวเองหรอ ไม่ยักรู้ว่ามีมุมนี้ด้วย ไอ้ผิงมันซ่อนรายละเอียดพวกนี้ไว้ไม่บอกคนอ่าน ไม่อย่างนั้นในเรื่องขุนเขาคงเป็นอีกตัวละครที่ได้รับความเห็นใจไม่ต่างจากพระรองแน่ ๆ
คุณขุนคือนักธุรกิจชื่อดังระดับประเทศวัยสามสิบห้าปีอายุเท่ากับพระเอก ธุรกิจของเจ้าตัวทำเงินได้ปีละหลายหมื่นล้านบาทไม่ใช่มีเพียงแค่ธุรกิจส่งออก ครอบคลุมโรงแรมห้าดาวหลายแห่งในประเทศไทยและต่างประเทศอีกด้วย
อีกฝ่ายดังควบคู่มากับคริสเตียนพระเอกของเรื่อง คนนั้นเหมือนจะเอนไปทางธุรกิจสีเทาเล็กน้อยตามที่นักเขียนบรรยายเอาไว้ นิสัยเงียบขรึมขี้หวง ฆ่าคนเป็นผักปลาแต่ส่วนมากจะเป็นคนที่เทา ๆ เหมือนกันแต่ก็ยังเป็นการฆ่าหรือสั่งฆ่าคนอยู่ดี ทั้งสุดท้ายก็ได้นายเอกไปครอบครอง คิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกงงนิดหน่อย
แต่มีช่วงที่ตัวร้ายทำตัวไม่ดีก็หลังจากทิ้งคู่นอนไปแล้วแต่นายเอกกลับตกลงคบกับพระเอก ออกงานด้วยกันจนออกข่าวหน้าหนึ่งและข่าวในทีวีพูดถึงอยู่บ่อยๆ อีกฝ่ายจึงตามฆ่าตามเล่นงานพระเอกบ่อยครั้งจนกว่าจะจบเรื่อง ไม่รู้ตอนจบเป็นยังไง เขาลืม
แต่เท่าที่มองอีกฝ่ายก็ไม่ได้ดูเหมือนตัวร้ายเลยนี่ จะแค้นจนตามฆ่าแกงพระเอกได้ขนาดนั้นหรอ
//แกร่ก//
“เหม่ออะไร” เสียงจานวางลงตรงหน้าพร้อมกลิ่นหอมของไข่เจียวธรรมดาเรียกสติกลับมาได้ คีรินส่ายหน้าตอบพร้อมยิ้มหวานส่งไปมองอาหารตรงหน้า ไม่ลืมตักอาหารให้อีกฝ่ายก่อนเพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับอาหารจานนี้ ร่างสูงเพียงยิ้มเล็กน้อยก่อนเราสองคนจะลงมือกินข้าวต่อเงียบๆ จนอิ่ม เสร็จจากนี้ร่างบางก็ไล่ตัวร้ายไปทำงานทำการเพราะเห็นหอบงานมาเยอะส่วนตัวเองจะล้างจานเก็บกวาดเองซึ่งอีกฝ่ายไม่ได้แย้งอะไรเดินเข้าห้องไปแต่โดยดี
ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ถูกเฉดหัวทิ้ง เด็กหนุ่มล้างจานอย่างอารมณ์ดี ฮัมเพลงไปด้วยบางครั้งบางคราก็ขยับตัวตามเพลงที่กำลังร้อง ล้างจานเช็ดจานเสร็จก็เก็บของนิดหน่อยต่อ ก่อนจะปิดไฟห้องครัวไม่ลืมหมักเนื้อหมูเอาไว้ทำแซนวิสมื้อเช้าพรุ่งนี้ด้วย เสร็จจากนี้จึงเดินเข้าห้องตามเฮียขุนไป
ตอนนี้สี่ทุ่มกว่าแล้ว แต่ร่างบางกำลังนั่งอยู่บนเตียงมองเฮียขุนทำงานอยู่ที่โต๊ะ ใครจะกล้านอนถ้าอีกฝ่ายยังไม่นอน คีรินเข้าไปอาบน้ำอีกรอบตอนนี้อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งและกางเกงขาสั้นเช่นเดิม เหมือนเด็กคนนี้จะชอบใส่เสื้อตัวใหญ่ ๆ ไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วเป็นเสื้อผ้าของขุนเขาทั้งเสื้อเมื่อตอนเย็นและที่ใส่อยู่ตอนนี้
สุดท้ายจึงเอนตัวลงนอนราบกับเตียงหยิบมือถือมาเล่นฆ่าเวลาแทน วันนี้ตัวร้ายยังไม่เฉดหัวทิ้ง แสดงว่านายเอกกับพระเอกยังไม่ทะเลาะกัน ไม่นานร่างบางก็ถูกมือถือดึงความสนใจไปจนหมดเพราะไม่มีเรื่องต้องคิดมาก มือถือเขาเครื่องละไม่ถึงสามพันเล่นเกมส์ได้แต่ค้างบ่อย ทั้งไม่ค่อยมีเวลาด้วย วันนี้มีโอกาสจึงจัดหนักเสียเลยระหว่างรอเสี่ยขุนคนรวยทำงานหาเงินเอาไว้ฟาดหัวเขาในอีกสองสามวันที่กำลังมาถึง
ขุนเขาปิดแฟ้มเอกสารเล่มที่สองในเวลาห้าทุ่ม หันมองคนน้องที่คว่ำตัวเล่นเกมส์ในมือถืออยู่พร้อมหาวหวอด ๆ ขณะหยิบแฟ้มสุดท้ายมาเปิด ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะรอเขาอยู่ ตอนนี้งานมีปัญหาเลยต้องตรวจสอบก่อน พรุ่งนี้พี่สาวและพี่เขยจะกลับมาช่วยงานหลังจากพาหลานไปเที่ยวต่างประเทศกว่าหนึ่งเดือน
ปกติแล้วงานมากมายพวกนี้เป็นของทั้งสองที่ดูแล แต่ตั้งแต่ที่พวกเขามีลูกชายเขาจึงรับงานส่วนหนึ่งมาดูแลนับแต่นั้นให้ทั้งสองได้มีเวลาอยู่กับหลานเยอะ ๆ จะดีกว่า จนตอนนี้หลานชายอายุสามขวบแล้ว นาน ๆ ครั้งที่งานมากเกินไปเขาจึงจะไหว้วานให้มาช่วยเช่นครั้งนี้ ทำไปได้สักพักก็เสร็จแล้ว มือหนาปิดแฟ้มปิดไฟเดินมาที่เตียงด้วยความเมื่อยขบ
จังหวะที่ตัวร้ายนั่งลงบนเตียงคีรินก็ดีดตัวขึ้นเหมือนรออยู่ก่อน ก็ตัวร้ายกกเอาไว้บะฮึ่มไม่ใช่หรอ คีรินเลยคิดว่าอีกฝ่ายต้องการก่อนนอน แม้ตอนนี้ตาแทบลืมไม่ขึ้นแล้วแต่ใจกลับสู้มาก จนสุดท้ายมือหนาก็ดันเขานอนลงไปเหมือนเดิมคล้ายกำลังสมเพศเวทนาจับใจ
“วันนี้นอนเฉย ๆ ไม่ได้จะทำอะไร” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาพร้อมหัวเราะในลำคอ มือเล็ก ๆ กำลังดึงเสื้อตัวเองขึ้นเหมือนจะถอดแต่เขาจับเอาไว้ทันพอดีแล้วดันคนน้องนอนลงไป ตาจะปิดแล้วใครจะทำลงกัน
“อือ” พูดอะไรก็พูดไปเถอะ ตอนนี้เขาง่วงจนลืมตาไม่ไหวแล้ว มัวแต่ทำงานเขาก็ไม่กล้านอนก่อน สุดท้ายคีรินก็นอนลงเหมือนเดิม ไม่นานก็หลับไปก่อนตัวร้ายจนได้ พอคีรินทร์หลับไปร่างสูงก็นอนพิงหัวเตียงหยิบไอแพดมาทำงานต่ออีกสักหน่อย คนหนึ่งทำงานคนหนึ่งนอนอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ เหมือนมีเพื่อนทำงาน
หน้าจอไอแพดที่กำลังขึ้นรายละเอียดงานอยู่ถูกละความสนใจไปทันที สายตาคมกริบเหลือบมองคนที่กำลังมุดข้างเอวเขาเหมือนกำลังหาความอบอุ่น ไม่รู้เลยว่าคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเมื่อครู่นี้คลายออกตั้งแต่เมื่อไหร่พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากก่อนจะเลือนหายไป มือหนาเอื้อมดึงผ้าห่มมาห่มให้แต่ก็ยังมุดเขาไม่หยุด
สุดท้ายจึงตัดสินใจวางงานลงในเวลาตีหนึ่งครึ่ง ขยับตัวปิดโคมไฟก่อนนอนลงดี ๆ ไม่ถึงนาทีเด็กคนนี้ก็ขยับเข้ามาซุกเขาจริงๆ มือก็โอบกอดเขาเอาไว้ ตั้งแต่ที่อยู่ด้วยกันสองสามคืนส่วนมากเราจะทำเรื่องอย่างว่าตลอด ทำจนร่างบางหลับไปเขาก็พาไปอาบน้ำแล้วมานอน ไม่คิดว่าเวลาปกติจะติดกอดขนาดนี้ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ถูกห้วงนิทราฉุดดึงจนหลับไหลตามอีกคนไปในที่สุด
สายลมพัดโบกในยามเช้าเสียจนผ้าม่านปลิวไหว แสงแดดส่องสว่างผ่านเข้ามาจนเปลือกตาต้องเปิดออกเพราะถูกรบกวน ห้องนอนกว้างใหญ่กว่าหกฟุตกลับมีสองร่างนอนเบียดเสียดกันอยู่บนเตียงเหมือนกับว่าพื้นที่มีเพียงเล็กน้อยให้หลับนอนอย่างไรอย่างนั้น ขุนเขาลืมตาตื่นเพราะความเคยชิน จังหวะเดียวกับมือถือเครื่องสีขาวสั่นรัวเพราะมีคนโทรเข้ามา
//ตื้ด//
เป็นมือถือเขาที่มีสายเข้า มือหนาเอื้อมไปหยิบมากดรับสายทันที ยามเช้าแบบนี้หากไม่ใช่เลขาก็เป็นคนในครอบครัวเสียมากกว่า
“อาขุน” ทันทีที่กดรับเสียงเล็กที่คุ้นเคยและคิดถึงก็ดังขึ้น
“ครับ” เสียงทุ้มต่ำขานรับหลานชายตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้ จะไปหาน้า”
“ครับ ไว้เจอกัน”
คุยกันเข้าใจหลานชายก็ตัดสายไป ปากหยักเตรียมจะเอ่ยถามต่อก็ได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขบขัน ก่อนตาคมจะเหลือบมองแมวเกาะบนตัวไม่ยอมปล่อย ไม่รู้เลยว่าตัวเองเผลอยิ้มออกมาเหมือนกำลังเอ็นดู
ขุนเขาพยายามงัดตัวเองออกจากแมวตัวนี้ในที่สุดก็สำเร็จ ร่างสูงห่มผ้าให้คนหลับก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปเพื่อไปทำงานเช่นทุกวัน เหมือนจะเพิ่มความขบขันเล็กๆ น้อยๆ ในเช้าวันนี้ได้โดยไม่รู้ตัว
เวลาเกือบเจ็ดโมงแล้วร่างสูงก็ออกมาพร้อมไปทำงาน ก่อนจะไปจึงเดินมาดึงผ้าห่มขึ้นให้คีรินทร์อีกรอบเพราะคนน้องถีบมันไปอยู่ปลายเท้าอีกแล้ว
“อือ”
“เฮียจะไปทำงานแล้วนะ”
“รินจะไปบ้านเด็กกำพร้านะ” คีรินเหมือนยังไม่ตื่นดีแต่กลับโต้ตอบพูดคุยกับร่างสูงได้แม้ยังไม่ลืมตา ขุนเขาพยักหน้าให้คนน้องพร้อมดึงผ้าห่มมาห่มให้แล้วผละออก
“ให้คนขับรถมารับมั้ย”
“ไปเอง” ขุนเขามองคนน้องส่ายหน้าปฏิเสธทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“ตามใจ นอนต่อเถอะ” เขาตอบกลับเพียงแค่นั้นก่อนจะหยิบมือถือแล้วเดินออกจากห้องไป ร่างบางบนเตียงเองก็เหมือนจะถูกดึงกลับเข้าสู่ห้วงฝันอีกคราเช่นกัน

เจอครอบครัวตัวร้ายถึงสองคน

รถหรูจอดหน้าคอนโดในเวลาเจ็ดนาฬิกาตรงก่อนผู้เป็นนายจะเปิดประตูเข้าไปนั่งด้วยตัวเองเพื่อความรวดเร็ว ตอนนี้เหมือนจะสายมากแล้วเขาต้องรีบไป
เข้าไปนั่งในรถสิ่งแรกที่ได้รับจากเลขาคนสนิทก็ยังเป็นแฟ้มงานเช่นเดิม ขุนเขาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวรับมาเปิดดูขณะที่รถเคลื่อนออกสู่ถนน
“นายท่านพาคุณหญิงไปฮันนีมูนเลยฝากคุณขุนตรวจเอกสารให้ครับ” เสียงเลขาเอ่ยบอกบุตรชายของผู้เป็นนายเสียงเรียบ
“ปีนี้ไปครบทุกเดือนแล้ว” ร่างสูงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ เลขาทำเพียงหัวเราะแห้ง ๆ เพราะใครก็รู้ว่าพ่อของคุณขุนชอบพาภรรยาไปเที่ยวไม่ต่างจากบุตรสาวเลย
“คู่นอนฉันจะไปบ้านเด็กกำพร้า”
“ครับ” เลขาหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นไม่รู้ว่าผู้เป็นนายต้องการจะสื่ออะไร อยู่ดี ๆ ก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“คุณต้องส่งคนไปดูสิ” ผู้เป็นนายเอ่ยตอบอย่างไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันควรเป็นเรื่องที่ต้องถามอีกรอบหรืออย่างไร ไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองกำลังตีความคำว่าคู่นอนผิด ตอนนี้เหมือนคีรินทร์เป็นเพื่อนร่วมห้อง เพื่อนทำงานหรือคนรักไปแล้วเสียมากกว่า
ตาณเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้รับคำสั่งเช่นนี้ ตั้งแต่รับเด็กคนนั้นวันแรก วันแรกไม่ใช่วันที่พาไปคอนโด วันแรกคือวันที่อีกฝ่ายตกลงรับคำแนะนำจากเพื่อน
คุณขุนฝากเขาจัดการเรื่องคอนโดและรถเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ทั้งให้คนตามดูแลความปลอดภัยให้ตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้ แม้กระทั่งคุณรินทร์ขับรถไม่เป็นยังโทรมาถามเขาว่าต้องทำยังไงต่อเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเดินตากแดด
“คุณดูแลคู่นอนเหมือนคนรักเลย”
“คู่นอนก็มีเลือด ผมกลัวเขาได้รับอันตรายครับคุณตาณ ขอความกรุณาช่วยเหลือเขาด้วยครับผมขอร้อง” เสียงทุ้มเอ่ยเสียงอ่อนเหมือนกำลังขอร้องอ้อนวอนคนตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น ทั้งยังเป็นคำตอบที่ทำให้เลขาประจำตัวผู้เป็นบิดาแปลกใจ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างขบขันปนเอ็นดูในสิ่งที่คุณขุนคิด
“สมแล้วที่เขาเป็นคู่นอนคนแรกของคุณ” ผู้เป็นเลขาทั้งคนขับรถจำเป็นหัวเราะเบา ๆ ใครเขาดูแลคู่นอนแบบนี้กัน ปกติเห็นแต่ไปหลับนอน ไปเที่ยวด้วยแก้เบื่อ ทั้งให้เงินให้ของตามความต้องการแค่นั้น
แต่เขาเข้าใจว่าเพราะครอบครัวเจ้านายเป็นแบบนี้ เลยเข้าใจว่าต้องดูแลเหมือนปกติที่ดูแลคนอื่นหรือดูแลเช่นคนรักเพราะเป็นคนในปกครอง เพียงแต่เขาผู้เป็นเลขาที่เห็นคนอื่นมีคู่นอนเหมือนกันจึงรู้สึกแปลกอยู่บ้างเรื่องการให้ความสำคัญหรือการแสดงออกต่อคู่นอนเช่นนี้
ขุนเขาเห็นว่าเลขาผู้เป็นพ่อไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อก็ก้มลงอ่านเอกสารในมือต่ออย่างสบายใจ คุณตาณคือเลขาประจำตัวตั้งแต่คุณพ่อยังทำงานอยู่ ตอนนี้เขาเข้ามาดูแลบริษัทแทนจึงกลายเป็นเลขาเขาเพราะสนิทสนมกับอีกฝ่ายอยู่แล้วดีกว่าจะไปหาคนใหม่ ทั้งอีกฝ่ายยังไม่มีครอบครัวจึงทำงานได้จนถึงทุกวันนี้ ตอนนี้ก็อายุสี่สิบสองแล้ว นับเป็นพี่ชายคนหนึ่งก็ว่าได้
ณ บริษัทส่งออกแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ช่างบ่ายของวันห้องใหญ่ด้านบนในที่สุดก็เปิดออก ไม่ช้าก็มีพนักงานเดินออกจากห้องประชุมด้วยสภาพเหมือนจะไร้ชีวิตรอดไปถึงปีใหม่ ก่อนสิ้นปีทุกคนวิ่งวุ่นกันแบบนี้ตลอด แต่อีกไม่นานก็จะสบายแล้ว
ห้องชั้นบนสุดยังคงมีเสียงปากกาวาดเขียนลายเซ็นต์ตั้งแต่เดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้หลังจากประชุมเสร็จชายวัยสามสิบห้าปีหยิบแฟ้มจากเลขามาเปิดแฟ้มแล้วแฟ้มเล่าข้างโต๊ะมีแก้วกาแฟส่งกลิ่นหอมอยู่ อาหารเช้าและอาหารเที่ยงของวันนี้ยังคงเป็นขนมปังและกาแฟเช่นเดิมเพราะไม่มีเวลา
//แกร่ก//
“อาขุนนนน” ประตูยังไม่ทันเปิดดีเสียงเล็ก ๆ ก็ตะโกนขึ้นมาก่อน ไม่นานตัวคนก็วิ่งตามเสียงมาในห้องหาผู้เป็นอาที่อ้าแขนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ขุนเขารวบตัวหลานชายขึ้นมานั่งบนตักด้วยความคิดถึง ภูผาเป็นลูกชายของพี่สาวเขา ตอนนี้อายุสามขวบเข้าแล้วแต่พูดเก่งมากไม่รู้ได้ใครมา
เด็กชายยืดตัวหอมแก้มสากคุณอาด้วยความคิดถึง ไม่บ่อยนักที่จะได้โทรหาคุณอาได้เวลาอยู่ต่างประเทศเพราะคุณอาทำงานหนัก ทั้งเวลายังไม่ตรงกันอีกด้วย คุณแม่จึงมักจะถ่ายคลิปเขาส่งมาให้คุณอาดูแทน
“มาแล้วหรอตัวแสบ สนุกมั้ย” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพลางรับถุงขนมจากผู้เป็นพี่สาวที่เดินตามหลังหลานชายมา นารานั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่ ส่วนผู้เป็นสามีนั้นเดินไปอีกห้องเพื่อสะสางงานช่วยน้องชายของเธอหลังจากพวกเราทั้งสามลาพักร้อนรอบที่เจ็ดของปีไปเที่ยวต่างประเทศ พี่วัสมาก็คงช่วยแบ่งเบางานน้องชายของเธอได้ไม่มากก็น้อย
ขุนเขาทั้งกอดหลานชายเอาไว้ทั้งทักทายพี่สาวโดยที่มือยังกดปากกาลงบนกระดาษวาดลายเซ็นต์อยู่ เหมือนนี่คงกลายเป็นความสามารถพิเศษของเขาไปแล้ว ภูผานั่งบนตักคุณอามองดูอีกฝ่ายทำงานเช่นกัน กองเอกสารสูงกว่าหัวเขาแล้ว
“สนุก ขนมอันนี้พี่ภูเลือกเอง คุณอาหิวมั้ย”
“ไม่หิวครับ”
“แต่พี่ภูหิวแล้วครับ” เด็กน้อยยิ้มแหยส่งไปพร้อมมือเล็ก ๆ ที่ลูบท้องตัวเองให้ร่างสูงดู
“หึ ไปกินข้าวกันเถอะ ขุนกินยัง” นาราที่นั่งฟังอยู่ได้โอกาสพูดขึ้นเพราะเธอเองก็ยังไม่กินอะไรไม่ต่างจากลูกชาย กะว่าจะมาชวนน้องชายไปกินด้วย
“ยังครับ แต่ขอทำงานตรงนี้ก่อนเหลือแฟ้มนึง ออกจากบริษัทจะได้ไม่ต้องกลับมาอีก” นาฬิกาข้อมือถูกยกขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้ก็บ่ายสามแล้ว จะได้ไม่ต้องวกกลับมาทำงานอีก นารามองตามมือน้องชายก่อนพยักหน้าเข้าใจ
“ได้”
“งั้นพี่ภูกินขนมรอนะ” เสียงเล็กแทรกบทสนทนาขึ้นมา ภูผานั่งอยู่บนตักคุณอาคั่นกลางระหว่างทั้งสอง แต่ตาก็มองขนมตรงหน้าไม่หยุด
“ไหนขนม”
“ก็นี่ไง” นิ้วเล็ก ๆ ชี้ไปที่ขนมของคุณอาที่เลือกเองกับมือ ขุนเขาหัวเราะออกมาก่อนหยิบคืนอีกฝ่ายไป นาราเองก็ยิ้มจนใจ เลือกขนมก็เลือกที่ตัวเองชอบกิน พอตอนนี้ดันขอขนมคืนจากคุณอาเสียอย่างนั้น
“เหลือไว้ให้อาขุนกินด้วยนะ แม่จะไปหาพ่อก่อน”
“ครับ”
ทั้งสามมาถึงห้างดังแห่งหนึ่งในเวลาสี่โมงเย็น พี่วัสผู้เป็นสามีของนารานั้นมีธุระต้องไปทำต่อจึงไม่ได้มาด้วย หญิงสาววัยสามสิบเจ็ดปีเดินนำหน้าน้องชายและลูกชายมาเพื่อไปที่โซนอาหารของห้าง ส่วนพี่ภูนั้นถูกอุ้มอยู่กลัวจะเดินชนใครเข้า
“พี่ขุน สวัสดีครับ” เสียงทักทายจากด้านหลังเรียกให้พวกเราหยุดเดินหันกลับไปมอง พึ่งเดินพ้นประตูห้างมาไม่ถึงสามสิบก้าวก็เจอคนรู้จักแล้ว คนที่เข้ามาทักคือเอวาดาราที่กำลังโด่งดังที่สุดในตอนนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก ใบหน้าน่ารัก ตัวเล็กตัวบางทั้งชอบยิ้มสดใสคือเอกลักษณ์ของเจ้าตัว
นาราหันขวับมองน้องชายตัวเองทันทีที่เห็นว่าคนตรงหน้าคือดาราคนนั้น ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบ แต่เพราะเธอตามสืบแล้วเห็นอีกฝ่ายไปไหนมาไหนกับคริสเตียนตลอดจึงรู้สึกว่าขุนเขาไม่ควรจะสนิทมากเกินไปกว่าพี่น้องกับอีกฝ่าย
ขุนเขาวางภูผาลงหันไปคุยกับเอวา ไม่คิดว่าจะเจอคนน้องที่นี่ ปกติงานยุ่งยิ่งกว่าอะไร เอวายิ้มให้คนตรงหน้าด้วยความรู้สึกดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง รอยยิ้มสวยงามที่เห็นในทีวีบ่อย ๆ ปรากฏอยู่ตรงหน้าทั้งสามคน
เขามากินข้าวที่นี่ไม่คิดว่าจะได้เจอพี่ขุนที่เคยเจออยู่หลายครั้ง เอวารู้มาว่าอีกฝ่ายคอยสนับสนุนตัวเองมาตลอดไม่แพ้พี่คริสเลยจนส่งเขามาถึงจุดนี้ของวงการได้ในเวลาไม่ถึงปี คนตรงหน้าล้วนมีส่วนช่วยไปแล้วสี่ส่วน
“วามาซื้อของหรอ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามคนตรงหน้าที่ตัวเองสนใจมากว่าหกเดือนแต่ไม่เคยบอกอีกฝ่ายเลยว่าตัวเองอยากจะจีบหรือทำความรู้จักมากเกิดกว่าฐานะคนรู้จัก
“ครับ ภูผากลับมาแล้วหรอครับ” เอวาพยักหน้าหงึกหงักตอบร่างสูงก่อนจะย่อตัวลงมาหาเด็กน้อยที่พี่ขุนกำลังจับมืออยู่ แน่นอนว่าเขารู้ว่าเด็กคนนี้คือหลานของอีกฝ่ายชื่อภูผาอายุสามปี เป็นลูกของพี่นารา ดังนั้นสนิทสนมไว้ก็ไม่เสียหายไม่ใช่หรอ
“ครับ” ภูผาเอ่ยตอบเสียงเบา ก่อนจะเดินไปหลบหลังมารดาเพราะไม่รู้จักพี่ชายตรงหน้า ทั้งยังรู้สึกไม่ชอบอีกด้วย
เอวามองข้ามสายตาหวาดกลัวของเด็กตรงหน้าไปเหมือนไม่เห็น ปากเล็กวาดยิ้มกว้างอย่างใจดียืดตัวขึ้นกำลังจะทักทายพี่นาราที่ยืนมองเขาอยู่ไม่ได้พูดอะไร แต่เหมือนวันนี้โชคจะไม่ค่อยเข้าข้างเท่าไหร่
“วา” เสียงเข้มดังมาจากด้านหลัง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร คุณคริสเตียนเดินหน้าถมึงทึงมาแต่ไกลจนเอวาต้องถอยออกจากทั้งสามคนอย่างรู้ตัว
“พี่คริส”
“นัดกันหรอ” คริสเตียนกล่าวเสียงแข็งจ้องมองขุนเขาไม่วางตา ยิ่งเห็นว่ามันไม่มีทีท่าทุกข์ร้อนกับการพูดคุยกับแฟนคนอื่นยิ่งทำให้คริสเตียนจ้องอีกฝ่ายมากกว่าเดิมจนนาราเดินมาแทรกกลางจ้องกลับปกป้องน้องชายของเธอ เอวาเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีจึงจับแขนคนข้างกายเอาไว้ดึงความสนใจของอีกฝ่ายมาหาตัวเอง
“เปล่าครับ วาเดินมาเจอคุณขุนเลยทักทายนิดหน่อย”
“ไปเถอะ”
“เดี๋ยวสิ” ยังไม่ทันได้คุยกันมือหนาก็ดึงเอวาออกไปจากตรงนี้อย่างไม่สบอารมณ์ คนถูกดึงแม้อยากจะต้านแรงเอาไว้ก็ทำไม่ได้เพราะตรงนี้เป็นที่สาธารณะ คนมองมาค่อนข้างเยอะ สุดท้ายทั้งสองก็เดินตามกันไปจนลับสายตาคนที่ยังยืนอยู่ที่เดิม
ขุนเขามองคริสเตียนกับเอวาแล้วก็ยิ่งมั่นใจว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่พัฒนามากกว่าเขากับเอวา ถ้าเช่นนั้นเขาจะได้ออกห่างจากอีกฝ่ายมากขึ้น ถึงแม้จะชอบแต่ก็ไม่ได้อยากแย่งของใคร
“ไปเถอะ”
“ไม่เสียใจหรอ” นาราอดถามออกมาไม่ได้เพราะความเป็นห่วง กลัวน้องชายจะเสียใจ
“ไม่ได้ชอบขนาดนั้นพี่ก็รู้”
“ดีแล้ว ๆ ไปเถอะ” ได้ยินแบบนั้นผู้เป็นพี่สาวอยากหวีดร้องออกมาดัง ๆ ด้วยความดีอกดีใจ ส่งยิ้มกว้างให้น้องชายไปหนึ่งทีก่อนจะจูงมือภูผาเดินต่อไม่ได้สนใจสองคนนั้นอีก
ด้านหนึ่งของห้างมีเด็กหนุ่มร่างบางกำลังเดินซื้อของอย่างสบายใจ วันที่สองของการรอเงินสามล้านยังปกติสุขดีเช่นเดิม วันนี้คีรินจะซื้อของไปมอบให้บ้านเด็กกำพร้าในวันพรุ่งนี้ ทีแรกจะไปวันนี้แต่พอสอบถามทางเพจเฟสบุ๊คแล้วทราบมาว่าแม่ครูไม่อยู่ จึงเลือกไปในวันพรุ่งนี้แทน
อีกอย่างงานศพเขาพึ่งผ่านไปไม่ถึงหกวันเอง ทุกคนอาจจะยังไม่พร้อมรับแขก หรือแม้แต่เขาเองก็ไม่กล้าไปในวันนี้กลัวจะร้องไห้ คีรินเหมือนไม่รู้สึกว่าตัวเองตายไปเลย ในขณะที่ทุกคนร้องไห้เสียใจกับการตายของเขา
อธิบายไม่ถูกว่าต้องรู้สึกยังไงหรือจะทำยังไงต่อดี มันแปลกๆยังไงไม่รู้
ตอนนี้รถเข็นคันใหญ่เต็มไปด้วยของกิน เฮียขุนอนุญาตแล้วเขาจึงซื้อมากหน่อย มีปลากระป๋อง นม บะหมี่ และของใช้จำเป็นเป็นส่วนมาก เลือกจนพอใจแล้วก็เข็นไปจ่ายเงิน ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จแล้ว คีรินจึงเข็นต่อไปเพื่อไปหน้าห้างเรียกแท็กซี่
“รินทร์” แผ่นหลังถูกจับเอาไว้พร้อมเสียงเรียกที่คุ้นเคย คีรินสะดุ้งโหยงหันไปมองก็เป็นตัวร้ายจริง ๆ อย่างที่คิดเอาไว้ ก่อนสายตาจะเหลือบเห็นผู้หญิงคนหนึ่งและเด็ก
“เฮียขุน เอ่อ สวัสดีครับ” ร่างบางรีบปล่อยรถเข็นยกมือไหว้หญิงสาวทันที
“สวัสดีค่ะ คนรักขุนหรอ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม อย่างที่บอกว่าเธอเองก็เป็นอีกคนที่ไม่อยากให้น้องชายยุ่งกับดาราคนนั้น เห็นขุนเขาแตะเนื้อต้องตัวเด็กหนุ่มคนนี้อย่างสนิทสนมเธอจึงคิดไปก่อนแล้วว่าคนที่ทำให้น้องชายเลิกรักเอวาคนนั้นได้คงเป็นเด็กคนนี้
“พี่รินทร์” เด็กน้อยเอ่ยเรียกตามคุณอา เห็นคุณแม่ยิ้มเขาเองก็ยิ้มตาม ทั้งพี่ชายตรงหน้าเหมือนจะใจดีกว่าคนเมื่อครู่นี้อีกด้วย
“หลานเฮียเองชื่อภูผา คนนี้พี่สาวชื่อนารา คนนี้คีรินทร์ครับพี่” ขุนเขาแนะนำทั้งสองให้คู่นอนตัวเองได้รู้จัก คีรินทักทายทั้งสองคนอีกรอบไม่นานเด็กน้อยก็เดินมาจับมือเขาท่ามกลางสายตาของตัวร้ายและพี่สาวตัวร้ายที่มองอยู่แต่ไม่ได้ว่าอะไร
“พี่รินทร์อุ้ม” ภูผากางแขนออกอยากให้พี่รินทร์อุ้มเพราะเขาชอบพี่รินทร์ แต่กลับถูกคุณอาเอามือมาคั่นเอาไว้
“พี่รินทร์อุ้มไม่ได้”
“ทำไมครับ” ภูผาหันไปถามคุณอาอย่างไม่เข้าใจ
“พี่รินทร์ตัวเล็ก ให้อาอุ้มมา” ขุนเขาไม่รอให้หลานตอบก็ย่อตัวลงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาทั้งที่มือเล็กๆ ยังจับมือพี่รินทร์อยู่อย่างอาลัยอาวร
“กินข้าวก่อนแล้วค่อยกลับพร้อมกัน ของเอาไว้หน้าร้านก็ได้มีคนเฝ้าอยู่ตลอด”
“ครับ” คีรินเหมือนถูกมัดมือชก เดินซื้อของอยู่ดี ๆ ก็มาเจอครอบครัวตัวร้าย ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกชวนไปกินข้าวแล้ว สุดท้ายก็ตกลงไปเพราะทั้งสองไม่ได้มองเขาด้วยสายตาที่กลัว อีกอย่าง เหมือนจะรู้สึกดีลึก ๆ ที่ตัวร้ายคนนี้ไม่ได้ตอบออกไปตรง ๆ ว่าเขาคือเด็กเลี้ยงหรือคู่นอน แม้จะเป็นความจริงแต่คีรินก็รู้สึกแปลก ๆ ที่จะพูดออกไปตรง ๆ แบบนั้น
ทั้งสี่คนย้ายเข้ามานั่งในร้านอาหารในเวลาไม่นาน ทั้งร้านอาหารที่ว่าคือร้านหมูกระทะ และตอนนี้ร่างบางกำลังนั่งมองตัวร้ายกำลังพยายามย่างเนื้อให้อยู่บนเตาไม่ให้มันไหลตกลงไปในน้ำ
“ผมทำให้ครับ” ผู้เชี่ยวชาญการย่างเนื้อมองแล้วทนไม่ไหวอีกต่อไปสุดท้ายจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ คีบเนื้อใส่กระทะเสร็จก็หยิบตะเกียบตัวร้ายไปวางไว้จานเนื้อสด ก่อนจะหยิบตะเกียบอันใหม่ยัดใส่มือแทนเพื่อความปลอดภัย กลัวจะมีข่าวตัวร้ายเป็นไข้หูดับ
ขุนเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งรอกิน ตอนนี้รู้สึกไม่ต่างจากหลานชายกำลังรอพี่สาวคีบเนื้อให้กิน แต่จะให้ทำเองก็คงไม่น่าจะไหว ตะเกียบคีบเนื้อหมูที่คีรินทร์ย่างให้แตะน้ำจิ้มเล็กน้อยก่อนยื่นไปตรงหน้าคนน้องที่ยังไม่ทันได้กินสักคำ ซึ่งคีรินก็อ้าปากรับแต่โดยดีโดยไม่ละสายตาออกจากเตาเลยเพราะลืมตัว นึกว่าอยู่กับผิง แต่สำหรับคนมองอยู่อย่างนารากลับยิ้มกว้างกว่าเดิม
“โตขนาดนี้ยังทำไม่เป็น ต้องลำบากน้องรินทร์แล้ว” นาราเอ่ยขึ้นพยายามชวนคนตรงหน้าคุย ไม่รู้ทำไมเธอถึงถูกชะตานัก ทั้งตลอดเวลาที่คีรินทร์คุยกับน้องชายหรือลูกชายเธอจะฟังด้วยตลอด
นาราเคยเรียนจิตวิทยามาก่อนจะเรียนบริหารทั้งเคยเจอลูกค้ามานับพันคนแล้ว ดูแล้วคีรินทร์เป็นคนนิสัยดี การแสดงออกต่อเด็กดีจริง ๆ และมีวิธีพูดเหมือนคุ้นชินหรือมีวิธีพูดให้เด็กคล้อยตามได้ ภูผาที่ไม่กินผักยังกินตามพี่รินทร์ของเขาตั้งหลายคำ
แต่เธอถามแล้วว่าเรียนครูปฐมวัยมาหรือเปล่า อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าไม่ได้เรียน แต่เคยไปบ้านเด็กกำพร้าบ่อย ๆ เลยเล่นกับเด็กเป็นยิ่งทำให้นาราให้คะแนนน้องสะใภ้คนนี้มากขึ้น ถ้าขุนเขาเป็นแฟนกับคีรินทร์แน่นอนว่าไม่นานเธอและน้องชายตกกระป๋องแน่ ๆ หากพาไปเจอคุณนายที่บ้านวันใดวันหนึ่ง
“สบายมากครับ” คีรินตอบกลับไปพลางมองใบหน้ายิ้มแย้มของพี่สาวเฮียขุน ดูเหมือนครอบครัวตัวร้ายไม่ได้นิสัยไม่ดีเลยทั้งยังดีต่อเขามากอีกด้วย ทีแรกคิดว่าต้องนั่งเกร็งเหมือนที่คิดเอาไว้แต่เปล่าเลย
คนที่เกร็งดันเป็นตัวร้ายเพราะทำไม่เป็น ย่างใส่กระทะก็ทำเนื้อหมูตกลงในน้ำ ตอกไข่ใส่กระทะก็ไปตอกลงบนที่ย่าง คีรินกับพี่นาราหัวหมุนอยู่นานสุดท้ายพี่สาวตัวร้ายจึงมอบหมายหน้าที่อันใหญ่หลวงให้เขาดูแลอีกฝ่าย
นี่คือครั้งแรกที่ได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายมีพี่สาวและหลานน่ารักคนนึง ในนิยายอาจจะพูดถึงแต่เขาจำไม่ได้หรือไม่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงเลย ทั้งเฮียขุนยังดูแลทั้งสองคนดีมากด้วย มองยังไงก็เป็นคนดีคนนึง
จนถึงตอนนี้ก็ยังหาเหตุผลที่ทำให้ตัวร้ายตามฆ่าพระเอกไม่ได้อยู่ดีว่าเพราะอะไร
ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆ แขนเสื้อก็ถูกมือเล็กกระตุกยิก ๆ เรียกให้เขาหันไปสนใจ ภูผานั่งอยู่ข้างๆ พี่รินทร์ขยับเข้ามาใกล้ร่างบางมากขึ้นเหมือนมีเรื่องจะคุยด้วย
“พี่รินทร์”
“ครับ”
//ฟอด//
ปากเล็ก ๆ โน้มไปหอมแก้มใสของพี่รินทร์อย่างหมั่นเขี้ยว นาราขยับมาหวังจับลูกออกไปก็ไม่ทันแล้ว
“ไปหอมพี่รินทร์ได้ไงลูก”
“ก็พี่รินทร์หอม” ภูผาตอบคำถามคุณแม่ด้วยความใสซื่อ คีรินทร์ทำเพียงหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ว่าอะไร เวลากลับบ้านเพียงรักก็โดนเด็ก ๆ หอมแก้มอยู่บ่อย ๆ
“พี่รินทร์หอมแต่พี่ภูจะไปหอมพี่รินทร์ไม่ได้นะคะลูกแม่” นารายังคงอธิบายให้ลูกชายฟังอย่างใจเย็น เธอกลัวภูผาจะไปหอมคนอื่นอีก คีรินทร์ไม่ว่าอะไรก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ชอบขึ้นมาคงไม่ดีนัก
“แล้วใครหอมได้”
“อาหอมได้” ขุนเขาตอบหลานชายทั้งยังยักคิ้วให้เด็กน้อยไปหนึ่งที มือก็คีบเนื้อหมูที่คีรินทร์ย่างให้เข้าปากเหมือนเป็นผู้ชนะ ภูผารู้สึกเหมือนถูกแย่งของเล่นจึงขยับเข้าหาพี่รินทร์มากขึ้นจนมือบางต้องโอบเด็กน้อยเอาไว้กลัวตก
“ทำไมอาหอมได้แต่พี่ภูหอมไม่ได้”
“พี่ภูไปหอมนาราสิ ถ้าพี่ภูหอมสองคนอาจะหอมใคร” ขุนเขาตอบหลานไปอย่างนั้นทำให้เด็กน้อยชะงักไป ภูผาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็คิดออกว่าให้คุณอาหอมใครแทน
“หอมปะป๊า”
“ไม่มีทาง” ร่างสูงมีสีหน้ากล้ำกลืนทันที ก่อนเหลือบมองคนข้าง ๆ ที่หลุดหัวเราะก่อนจะถูกจับได้จึงรีบปิดปากโดยเร็วก็ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย
“พี่ภูอยากหอมพี่รินทร์ด้วยนี่นาอาขุน” ภูผายังคงต่อรองด้วยใบหน้าน่าสงสาร ขุนเขาเห็นแล้วก็ยกกยิ้มก่อนจะขยับเข้าใกล้ร่างบางมากขึ้น
“ไม่ได้ พี่ภูไปหอมนารานู่น”
สองอาหลานทะเลาะกันไปมาโดยมีคีรินทร์นั่งมองซ้ายทีขวาทีอยู่ตรงกลาง ตรงข้ามเป็นนาราที่กำลังถ่ายวิดีโอเอาไว้ก่อนกดส่งลงในไลน์กลุ่มครอบครัวให้พ่อแม่ดูด้วยความเบิกบานใจ
ไม่คิดเลยว่าไปเที่ยวแค่เดือนเดียวกลับมาทุกอย่างที่นี่จะเปลี่ยนไปขนาดนี้ ขุนเขามีคนรักทั้งยังน่ารักอีกด้วย แถมพี่ภูยังดูชอบคนนี้เหมือนล็อคมงไว้แล้วอย่างไรอย่างนั้น
อาหารมื้อเย็นผ่านไปเช่นนี้จนอิ่ม ในที่สุดภูผาก็ได้หอมแก้มพี่รินทร์ทั้งสองข้างก่อนจะลากันกลับบ้าน ไม่วายส่งสายตาหยอกล้อไปให้อาขุนที่ยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ข้าง ๆ อีก
“บ๊ายบายครับพี่รินทร์” เสียงเล็กตะโกนตามหลังมา ร่างบางหันกลับไปโบกมือลาอีกรอบก่อนภูผาและพี่นาราจะหายลับสายตาไปเพราะจอดรถคนละที่ ทั้งสองต้องไปหาพ่อน้องภูผาจึงแยกกันตรงนี้
“เดินดี ๆ” เอวบางถูกคว้าเอาไว้เมื่อคีรินทร์มัวแต่มองด้านหลังมากกว่าเบื้องหน้าจนแทบจะชนเสาอยู่แล้ว ร่างบางยิ้มแหยเดินตามร่างสูงที่เข็นรถเข็นให้ไปดี ๆ
มาถึงรถก็ช่วยกันขนของใส่หลังรถอย่างทุลักทุเล ตอนนี้สองทุ่มแล้วยังไม่ถึงคอนโดเลย ทีแรกคิดว่าจะนั่งหาบ้านเช่าสักหลังแถวจังหวัดติดกรุงเทพดู วันนี้คงต้องพักเอาไว้ก่อน เพราะกว่าจะถึงห้องคงสามทุ่มแล้ว
วันนี้เปิดเรื่องวันแรกลงสามตอนเลย
มีคำผิดแจ้งได้นะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...