‘กองทัพพม่า-ธนาคารไทย’ เบื้องหลังการโยงใยที่อาจพาไทยติดร่างแหการคว่ำบาตร กับ สุณัย ผาสุข
เมื่อปลายเดือนมิถุนายน รายงานจากองค์กรสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งในฐานะทางผ่านของกองทัพพม่าในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อปราบปรามประชาชนฝั่งต่อต้านและสู้รบกับกองกำลังคู่ขัดแย้ง และที่สำคัญคือพบว่าธนาคารบางแห่งของไทยเป็นช่องทางสำคัญที่กองทัพพม่าใช้ทำธุรกรรมการเงินดังกล่าว
เบื้องลึกของเรื่องนี้เป็นอย่างไร การเปิดโปงนี้จะนำไปสู่อะไร และแต่ละภาคส่วนของไทยควรต้องมีมาตรการต่อเรื่องนี้อย่างไร? 101 ชวน ‘สุณัย ผาสุข’ ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย มาร่วมพูดคุยในเรื่องนี้
หมายเหตุ : เรียบเรียงเนื้อหาจากรายการ101 One-on-One Ep.332 – ‘ธนาคารไทย’ ทางผ่านเงินทุนค้าอาวุธกองทัพพม่า? กับ สุณัย ผาสุขออกอากาศเมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2567
เจาะเบื้องหลังเส้นทางเงินทุนอาวุธกองทัพพม่า
ทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ผู้เสนอรายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในพม่าแห่ง UN ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงปี 2565-2566 ระบบธนาคารไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการทำธุรกรรมสนับสนุนการสังหารหมู่และทำสงครามในประเทศพม่า โดยรายงานระบุว่ามียอดทำธุรกรรมโดยรัฐบาลทหารพม่าที่ดำเนินการผ่าน 5 สถาบันทางการเงินของไทย ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารธนาคารทหารไทยธนชาต และธนาคารกรุงไทย ทำให้ธนาคารไทยเป็นกลุ่มธนาคารที่รัฐบาลทหารพม่าทำธุรกรรมในการจัดหาอาวุธสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายในการสนับสนุนซื้อเฮลิคอปเตอร์จู่โจม เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินขนาดเล็ก รวมไปถึงยุทโธปกรณ์ที่ใช้โจมตีฝ่ายพลเรือนพม่า
สุณัย ผาสุก ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย จึงชวนมองไปที่ต้นตอหลักของปัญหา กล่าวคือการเมืองภาพใหญ่และสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศพม่า แม้จะผ่านมากว่า 3 ปีหลังจากที่ มิน อ่อง ลาย (Min Aung Hlaing) นำกองกำลังทหารทำการรัฐประหารยึดอำนาจโดยคาดหวังจะสถาปนาอำนาจการปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ทว่าเห็นได้ชัดเจนว่าจนถึงตอนนี้ฝ่ายกองทัพทหารพม่ายังไม่สามารถเอาชนะฝ่ายพลเรือนได้สมบูรณ์อย่างที่หวังไว้
การรัฐประหารของมิน อ่อง ลาย มีผลพวงมาจากประวัติศาสตร์การสู้รบอันยาวนานระหว่างฝ่ายเผด็จการทหารและฝ่ายประชาธิปไตยในพม่า สุณัยอธิบายว่าเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ฝ่ายทหารไม่ยอมวางมือจากอำนาจโดยสมบูรณ์ ในขณะที่ฝ่ายพลเรือนพม่าก็ไม่มีศักยภาพมากพอจะคุมประเทศได้ทั้งหมด ประเทศจีนซึ่งถือเป็นพันธมิตรกับฝ่ายกองทัพพม่าจึงเข้ามาเสนอแนวทางให้ฝ่ายทหารกับพลเรือนแบ่งอำนาจกันปกครองประเทศในรูปแบบรัฐบาลผสม ให้กองทัพมีบทบาทหน้าที่ในการดูแลจัดการความมั่นคงของประเทศ ในขณะเดียวกันก็ยินยอมให้พลเรือนจัดการเลือกตั้ง แต่ท้ายที่สุดฝ่ายประชาธิปไตยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง ทำให้กองทัพพม่าเกิดความสั่นคลอนว่าในระยะยาวฝ่ายเผด็จการจะยิ่งหมดอำนาจ อันเป็นชนวนเหตุให้เกิดการรัฐประหารในปี 2564
“จีนไม่ได้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์กับการรัฐประหารครั้งล่าสุด ดังนั้น ถ้ารัฐบาลพม่าไม่เห็นด้วยกับสูตรการแบ่งอำนาจกับฝ่ายพลเรือน ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าหลังจากรัฐประหารแล้วจะกุมอำนาจได้จริงๆ แต่จนถึงตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่ามิน อ่อง ลายเอาไม่อยู่” สุณัยขยายความ
นอกจากนี้ สุณัยชี้ให้เห็นว่าหลายพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศพม่า ฝ่ายกองทัพได้เพลี้ยงพล้ำต่อฝ่ายต่อต้านที่ได้สนธิกองกำลังระหว่างฝ่ายที่มีฐานมาจากกลุ่มการเมืองเดิม หรือฝ่ายพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ผนวกรวมกับฝ่ายกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defence Force: PDF) ซึ่งเป็นปีกทหารของรัฐบาลเงาพม่า รวมไปถึงกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ ที่สู้รบกับรัฐบาลทหารพม่ามาหลายทศวรรษ เมื่อกองกำลังเหล่านี้ล้วนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับมิน อ่อง ลาย และร่วมกันสนธิกำลังกันเพื่อแย่งชิงการคุมพื้นที่จากกองทัพ อำนาจในการกุมพื้นที่ของรัฐบาลทหารจึงอ่อนแอลงเรื่อยๆ อย่างเหตุการณ์เมียวดีแตกก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่การตอกย้ำความพ่ายแพ้ของกองทัพทหารพม่า
“ตอนนี้กองกำลังจากฝ่ายต่อต้านสามารถยึดหลายพื้นที่บริเวณชายแดนไทยได้จากกองกำลังรัฐบาลพม่า โดยเฉพาะพื้นที่ทางเหนือที่ติดกับชายแดนจีน อินเดีย บังคลาเทศ ฝ่ายต่อต้านล้วนได้เปรียบกว่า โดยภาพรวมตอนนี้มีแค่พื้นที่ตอนกลางค่อนใต้ที่รัฐบาลพม่ายังมีอิทธิพลอยู่ หรือแม้แต่เนปิดอร์ซึ่งเป็นเมืองหลวงและที่เป็นฐานที่มั่นของรัฐบาลพม่าก็ถูกโจมตีเป็นระยะๆ จากฝ่ายต่อต้าน”
หากมองลึกลงไปในรายละเอียด การสู้รบและแย่งชิงพื้นที่ระหว่างสองฝากฝั่งอันยาวนานนี้ถือเป็นภาพสะท้อนความระส่ำระส่ายซึ่งนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของฝ่ายกองทัพ สุณัยระบุว่าความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นเป็นความสุ่มเสี่ยงที่พม่าอาจกลายเป็น ‘ประเทศอกแตก’ หรือกลายเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อทั้งคนในประเทศพม่าและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคนอพยพหรือคนพลัดถิ่น รวมถึงปัญหาการค้ามนุษย์ จีนเทา สแกมเมอร์ และออนไลน์คาสิโน่ที่พัวพันเข้ามา
“รายงานจาก UN ชิ้นหนึ่งระบุว่าตอนนี้พม่าเป็นแหล่งอาชญากรรมของสแกมเมอร์ออนไลน์ที่มีการค้ามนุษยซึ่งระดับความรุนแรงถือเป็นภัยคุกคามระดับโลก แทบจะเอาคนจากทั้งโลกมาเป็นทาสอยู่ในศูนย์รวมนี้ ไม่ได้กระทบแค่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” สุณัยกล่าว
พื้นที่ในเวทีนานาชาติของไทยและการโยงใยในร่างแหคว่ำบาตร
การรัฐประหารพม่าในปี 2564 นำมาสู่การกวาดล้างและปราบปรามประชาชนคนบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลในพม่า เป็นเหตุให้รัฐบาลทหารพม่าถูกคว่ำบาตรจากการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการคว่ำบาตรจากกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ได้ดำเนินการบล็อกระบบธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญอย่าง SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) จากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบอบเผด็จการพม่า เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพพม่าสามารถจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และทรัพยากรมาใช้ในการสร้างความรุนแรงต่อพลเรือนในประเทศได้
ต่อประเด็นนี้ สุณัยอธิบายว่า เมื่อกองทัพพม่าถูกคว่ำบาตรจากการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ รัฐบาลทหารพม่าจึงใช้มาตรการที่ซับซ้อนขึ้นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศและพยายามหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เช่น การตั้งบริษัทนายหน้าขึ้นมาเพื่อประสานงานกับธนาคารต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น หากสถาบันการเงินหรือประเทศใดก็ตามที่ถูกมองว่ามีส่วนเอื้ออำนวยให้รัฐบาลพม่าฝ่าวงล้อมการถูกคว่ำบาตรทางธุรกรรมไปได้จะถือว่ามีความผิด และอาจติดร่างแหการถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติไปด้วย
รายงานของ UN ปี 2566 อ้างว่าสิงคโปร์เคยเป็นประเทศทางผ่านของการทำธุรกรรมโดยกองทัพพม่ามากที่สุด ซึ่งสุณัยชี้ว่าทันทีที่มีการเผยแพร่รายงานดังกล่าว รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้สั่งดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพพม่า และผลจากการสอบสวนทำให้การซื้อขายอาวุธจากบริษัทที่ลงทะเบียนในประเทศสิงคโปร์โอนผ่านไปยังธนาคารนานาชาติลดลงถึงร้อยละ 90
“สิงคโปร์มองการณ์ไกลจึงทำให้มีการสอบสวนครั้งใหญ่ทั้งส่วนของหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน รวมถึงบริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ โดยสอบสวนว่ามีส่วนในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับพม่าหรือไม่ อย่างไร และกลุ่มที่มีหลักฐานค่อนข้างชัดว่าเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมที่มีส่วนในการปราบปรามประชาชนและละเมิดสิทธิจะถูกสั่งเลิกจดทะเบียนในสิงคโปร์”
ที่สำคัญที่สุด สุณัยชี้ให้เห็นว่าเมื่อหลายบริษัทที่มีความเป็นไปได้สูงว่าเกี่ยวข้องกับกองทัพพม่าต้องปิดกิจการที่สิงคโปร์ คำถามสำคัญคือบริษัทเหล่านี้ย้ายไปจดทะเบียนที่ไหนแทน จึงเป็นที่มาของรายงานฉบับล่าสุดที่ชี้ให้เห็นว่ายอดทำธุรกรรมของสถาบันทางการเงินไทยเพิ่มขึ้นมากอย่างผิดปกติ โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565 เป็น 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 ตัวเลขนี้จึงสะท้อนความเป็นไปได้ว่าบริษัทนายหน้าได้ปิดตัวในประเทศสิงคโปร์และมาเปิดกิจการต่อที่ประเทศไทยแทน
อย่างไรก็ดี แม้ว่าธนาคารที่ปรากฎบนรายงานอาจอ้างได้ว่าไม่มีเจตนาอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมของกองทัพพม่า เพียงแต่ดำเนินธุรกรรมให้เพราะไม่ทราบถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง แต่สุณัยเน้นย้ำว่าถึงที่สุดธุรกรรมที่เกิดขึ้นล้วนเป็นการเปิดเส้นทางปราบปรามประชาชนและอำนวยความสะดวกในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหารพม่าทั้งสิ้น โดยเฉพาะการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์และนำมาซึ่งรายได้จากแก๊สธรรมชาติและแหล่งน้ำมันในการหล่อเลี้ยงกองทัพพม่า
อีกส่วนสำคัญที่สุณัยเน้นย้ำ คือความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบคว่ำบาตรไปด้วยจากการอำนวยความสะดวกให้กองทัพพม่า กระทั่งเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐได้เชิญทอม แอนดรูวส์และตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง โดยสุณัยระบุว่ารัฐบาลไทยจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดและรัดกุุมมากขึ้น รวมถึงต้องมีการตรวจสอบย้อนหลัง และระงับการทำธุรกรรมกับบริษัทที่มีความเป็นไปได้ว่าเกี่ยวเนื่องกับรัฐบาลทหารพม่า เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกคว่ำบาตร
“กองทัพพม่าใช้วิธีตั้งบริษัทหน้าฉากขึ้นมาทำธุรกรรมในนามเอกชนเพื่อเป็นตัวแทนในการทำสัญญาและจัดหาอาวุธ ในการตรวจสอบต้องขุดลงไปที่รายละเอียดจึงจะเห็นความเชื่อมโยง เนื่องจากคู่สัญญามีหลายชั้น ถ้าไม่มีการไล่ตรวจสอบบัญชีรายชื่อก็จะมีความลักลั่นแบบนี้”
“นานาชาติพยายามออกกลไกในการตัดเส้นเลือดทางการเงินที่จะมาหล่อเลี้ยงกองทัพ จึงมีนโยบายคว่ำบาตรประเทศที่เกี่ยวข้องไปด้วย ดังนั้น ถ้าไทยติดร่างแหของการถูกคว่ำบาตรการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เช่น ถูกบล็อกจากระบบการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ไทยจะเสียหายมหาศาลและมีผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติโดยตรง รวมถึงการทำธุรกรรมของคนไทยจะได้รับผลกระทบอย่างมาก” สุณัยกล่าวเสริม
มากไปกว่านั้น ยังมีประเด็นเรื่องการฟอกเงินด้วย เนื่องจากรายได้สำคัญที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงระบอบทหารพม่า คือรายได้จากการขายก๊าซธรรมชาติที่เลือกใช้ช่องทางผ่านประเทศไทยเป็นหลัก ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงนับว่าเป็นการช่วยฟอกเงินผ่านการทำธุรกรรมที่ไทย เนื่องจากไทยยังคงใช้พม่าเป็นแหล่งพลังงานหลักอยู่
แม้ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมักมีข้ออ้างว่าไม่อาจคว่ำบาตรประเทศพม่าได้ เพราะประเทศไทยเป็นรัฐหน้าด่านและมีพรมแดนหลายพื้นที่ติดกับพม่า แต่สุณัยชี้ให้เห็นว่าด้วยสภาพการณ์ในปัจจุบัน ประเทศไทยจำเป็นต้องตระหนักถึงความเป็นจริงว่ารัฐบาลทหารพม่าไม่ใช่ฝ่ายคุมเกมหรือคุมอำนาจโดยเบ็ดเสร็จ แต่เสียการควบคุมพื้นที่ชายแดนให้ฝ่ายต่อต้านแล้ว รัฐบาลไทยจึงไม่อาจอ้างเหตุผลเดิมในการคบค้าสมาคมกับกองทัพพม่าได้อีกต่อไป
“ยิ่งถ้ามองหลักฉันทามติของอาเซียนที่เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาในพม่า มีข้อหนึ่งที่ระบุว่าเราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับทุกฝ่าย แต่ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไทยคุยแต่กับรัฐบาลทหาร ซึ่งตอนนี้สภาพทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไปแล้ว ไทยควรจะต้องคุยกับรัฐบาลเงามากกว่านี้ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นการแสดงบทบาทมากพอ”
“มาตรการที่ต้องทำคือต้องกรองข้อมูลเป็นพิเศษก่อนมีการอนุมัติทำธุรกรรมกับแต่ละบริษัท หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐบาล หน่วยงานความั่นคงแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง รวมถึงกระทรางพาณิชย์จะปล่อยผ่านไม่ได้ เพื่อรักษาทั้งภาพพจน์ของรัฐบาล ประเทศ และสถาบันทางการเงินที่เกี่ยวข้อง” สุณัยให้ความเห็น
บทบาทของรัฐบาลไทยในการรักษาสิทธิมนุษยชน
สุณัยตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อปี 2566 ที่สิงคโปร์ตื่นตัวและดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจัง ในเวลานั้นไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในลิสต์ว่ามีส่วนเป็นทางผ่านทางการทำธุรกรรมของกองทัพพม่าด้วยเช่นกัน ทว่า ณ เวลานั้น การเมืองไทยยังเป็นยุคต่อเนื่องจากระบอบเผด็จการทหารโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลในขณะนั้นจึงใช้วิธีเพิกเฉยและอ้างว่าว่ารายงานดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือ
ทว่ารายงานฉบับปัจจุบันทำให้ประเทศไทยกลายเป็นที่จับจ้องโดยตรง รวมถึงมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่รัฐบาลไทยพยายามสร้างที่ยืนในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีสิทธิมนุษยชนในเดือนตุลาคม 2567 จึงเป็นแรงผลักให้ไทยต้องปรับท่าทีและต้องมีบทบาทในการยุติความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นในพม่า เราจึงได้เห็นปฏิกิริยาและการดำเนินการของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต่างออกไปจากรัฐบาล คสช.
“รอบนี้เราเห็นปฏิกิริยาจากหลายฝ่ายที่ออกมาให้การและให้ข้อมูลอย่างจริงจัง ทั้งยังรับปากว่าจะดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กำหนด ต้องยอมรับว่าเนื่องจากรอบนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของสิทธิมนุษยชน แต่มีเรื่องการเสี่ยงจะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติเข้ามาด้วย เพราะไทยถูกมองว่าเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้พม่าละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลจึงเพิกเฉยไม่ได้อีกต่อไป” สุณัยกล่าว
อ้างอิงจากรายงานของทอม แอนดรูวส์ เขามีข้อเสนอแนะสามประการถึงรัฐบาลไทย ประการแรก คือรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแถลงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการเอื้ออำนวยธุรกรรมทางเศรษฐกิจและการซื้อขายอาวุธให้กองทัพพม่า ซึ่งเป็นไปตามหลักการมติสมัชชาสหประชาชาติเมื่อปี 2564 ที่ระบุว่าจะต้องไม่สนับสนุนการซื้อขายและการหมุนเวียนอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศพม่า และสอดคล้องกับฉันทามติของอาเซียนที่ประเทศสมาชิกจะต้องร่วมกันยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า
ประการที่สอง คือรัฐบาลไทยต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดเหมือนกับที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำเมื่อปีที่แล้ว
ประการสุดท้าย คือธนาคารของประเทศไทยต้องยุติการเอื้ออำนวยความสะดวกการทำธุรกรรมให้ทางการทหารพม่า เพื่อยุติและการป้องกันอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
ขณะเดียวกัน สุณัยมองว่านอกเหนือจากการกำหนดมาตราการที่รัดกุมรอบคอบในการดำเนินธุรกรรม ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่มีผลบังคับใช้ในอนาคต ตอนนี้สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องแสดงเจตจำนงของการรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้ามากกว่านี้ เพราะธุรกรรมเหล่านั้นต่างมีส่วนในการคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมหาศาล เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงอันไม่อาจเพิกเฉยหรือปล่อยผ่านได้
“ผมมองว่าข้อเสนอสามข้อของทอม แอนดรูวส์ คือมาตรการขั้นต่ำที่สุดด้วยซ้ำ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรทำและทำได้”
“ในฐานะคนทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมเชื่อเรื่องความรับผิดชอบ ดังนั้น เราต้องมองย้อนว่าที่ผ่านมาสิ่งไหนที่ละเมิดสิทธิอย่างชัดเจนและต้องมีการแสดงเจตจำนงของการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะมันไม่ใช่การทำธุรกรรมทั่วไป แต่คือการนำอาวุธไปยิงใส่ผู้คน ไปเผาบ้านเรือนประชาชน” สุณัยทิ้งท้าย