โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[มี E-book] อัลฟ่าคลั่งรัก | Omegaverse END

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 03 พ.ค. 2567 เวลา 01.15 น. • SunDear
ฉันจะไม่ให้เงินเธอสักบาท…ฉันจะไม่มีวันนอนกับเธอ…ฉันจะไม่แต่งงานกับเธอ คนที่พูดวันนั้น วันนี้หายไปไหนแล้ว?

ข้อมูลเบื้องต้น

อัลฟ่าคลั่งรัก

ราชา X นที

นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนว Omegaverse (อัลฟ่า X โอเมก้า)

ไม่ดราม่า ไม่ตับแตก สาย Feel good ถูกใจ และจบแบบสุขนิยมค่ะ

14 วันแรก อัพทุกวัน หลังจากนั้นเจอกันทุกวันจันทร์ พฤหัสบดี และเสาร์ เวลา 19.00 น. ค่ะ

………………………………………………………………………………………………

- ตอนแรก -

“ปริยาภรณ์สกุลจะไม่ให้เงินใช้อีกแม้แต่บาทเดียว”

“ฉันไม่มีวันแต่งงานกับเธอ”

“เธอก็แค่คู่หมั้นสัญญาสามเดือน สามเดือนผ่านไปเราก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว”

- ตอนหลัง -

“นทีคือคู่หมั้นของฉัน”

“ถ้าในหนึ่งเดือนเธอไม่ยอมเอาบัตรไปรูดซื้อของ ฉันจะตีเธอ”

“นทีครับ…”

#อัลฟ่าคลั่งรัก

****************************************************

ติดตามนักเขียน

Facebook Page : SunDear

X : @SunnDearr

#อัลฟ่าคลั่งรัก

00 : 1/2

00

“เมื่อไหร่คุณจะเลิกใช้เงินฟุ่มเฟือยสักที! แค่นี้บ้านเรายังแย่ไม่พออีกเหรอ!?” เสียงตวาดของเกษม นรงค์เดชา ดังไปทั่วบ้าน มือที่เหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาปาซองจดหมายทวงหนี้บัตรเครดิตจนกระจายว่อน ดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยตวัดไปมองธัญญา นรงค์เดชา ภรรยาตามกฎหมายของตนเองที่กำลังนั่งจิบชาอยู่บนโซฟาตัวแพง

ธัญญาวางแก้วชาเซรามิกสีขาวนวลลงบนที่รองแก้ว ดวงตาคมมองไปยังสามีของตนเองก่อนจะถอนหายใจออกมา

“ฉันก็แค่เอาเงินไปซื้อเครื่องเพชรและกระเป๋าใบใหม่สำหรับออกงานสังคม คุณอยากให้ฉันใช้ของเก่า ๆ แล้วทำให้ตระกูลผู้ดีอย่างนรงค์เดชาเสียชื่อเสียงเหรอคะ?”

“เทียนไม่ใช้ของเก่าให้บรรดาลูกผู้ดีจอมปลอมมองเหยียดใส่หรอกนะคะ เสียชื่อตระกูลอัลฟ่าเก่าแก่ชื่อดังหมด” ธัญชนก ลูกสาวเพียงคนเดียวของธัญญาเอ่ยพูด มือเรียวสวยที่ทาเล็บเจลสีแดงสดพร้อมติดคริสตัลระยิบระยับกดโทรศัพท์หาซื้อรองเท้าคอลเลกชันใหม่จากแบรนด์ดัง

เกษมถอนหายใจ ทิ้งตัวลงกับโซฟาอย่างหมดแรง

นรงค์เดชา คือตระกูลอัลฟ่าเก่าแก่ที่สืบเชื้อสายกันมานาน ทุกคนในตระกูลล้วนเป็นอัลฟ่าผู้ดีที่มีชื่อเสียงในสังคมชนชั้นสูง มีทรัพย์สินในครอบครองหลายร้อยล้าน แต่เมื่อเกษมขึ้นมารับช่วงต่อเป็นหัวหน้าตระกูล บริษัทหลายแห่งที่เป็นของนรงค์เดชาก็ต้องปิดตัวลงเนื่องจากเจ้าตัวไม่มีความสามารถในการบริหารมากนัก แต่เพราะยังมีสมบัติเก่าแก่อยู่มากมาย การปิดตัวของบริษัทจึงไม่ใช่ปัญหา หลายปีผ่านไปธัญญาแต่งเข้ามาในตระกูลนรงค์เดชา เธอคือผู้หญิงสวยที่มีหน้าตาในสังคม มาจากตระกูลอัลฟ่าที่ไม่โด่งดังมากนัก แต่กลับวางตัวดีในงานสังคมจนถูกใจเกษม

แรกเริ่มนั้นธัญญาเป็นเพียงหญิงสาวผู้ดีทั่วไปที่หลายคนชื่นชม แต่เมื่อพ่อและแม่ของเกษมเสียชีวิตด้วยโรคร้าย ความโลภมากในตัวธัญญาก็เริ่มออกอาละวาด หญิงสาวที่เคยวางตัวดี แท้จริงแล้วภายในนั้นใช้เงินฟุ่มเฟือยราวกับเปิดน้ำให้ไหลผ่านมือ สมบัติเก่าแก่ของตระกูลถูกขายไปเกือบครึ่ง ยิ่งลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างธัญชนกโตขึ้น เธอก็ยิ่งเรียนรู้นิสัยการใช้เงินมาจากแม่ ทำให้ปัจจุบัน สมบัติเก่าแก่เหล่านั้นถูกขายไปจนเกือบหมด อีกทั้งแม่ลูกคู่นี้ยังสร้างหนี้สินต่อไม่จบสิ้น

“แล้วก็อย่าพูดเหมือนฉันผิดแค่ฝ่ายเดียวสิคะ ถ้าคุณเลิกเอาเงินไปให้อีตัวทั้งหลายที่นอนอ้าขาให้ทีละหลายแสน นรงค์เดชาก็คงไม่ย่ำแย่แบบนี้หรอกค่ะ”

ธัญญาพูดเสียงเย็น ปรายตามองสามีที่มีบ้านเล็กบ้านน้อยไปทั่ว เกษมหน้าชาวาบราวกับโดนตบ แรกเริ่มเดิมทีธัญญาตัดสินใจแต่งงานกับเกษมเพราะต้องการยกระดับฐานะของตนเองให้ดีขึ้น เธอคิดว่าชีวิตในอนาคตของเธอจะสุขสบายบนกองเงินกองทอง มีกินมีใช้ไปตลอดทั้งชาติ แต่พอแต่งงานไปได้สักพักถึงได้เริ่มรู้ถึงสันดานธาตุแท้ของสามี

เกษมเป็นผู้ชายที่ไม่มีภาวะความเป็นผู้นำ บริหารงานไม่เก่ง แต่นั่นยังไม่สร้างปัญญาเท่านิสัยเจ้าชู้ มีบ้านเล็กบ้านน้อยไปทั่ว แค่มีไม่พอ แต่ยังหอบเงินและของมีค่ามากมายไปเปย์สาว ๆ ในสังกัดจนแทบจะหมดตัว บางครั้งก็ซื้อเด็กไว้บริการ จ่ายทีเดือนละเป็นแสนเป็นล้าน หาเรื่องให้เธอปวดหัวได้ไม่เว้นวัน

เพราะอย่างนั้น จะมาหาว่านรงค์เดชาย่ำแย่เพราะเธอคนเดียวไม่ได้

กึก!

เสียงกาน้ำชากระทบกับขอบแก้วชาเซรามิกทำให้ธัญญาปรายตามองสิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจที่นั่งคุกเข่ารินชาให้เธออยู่ที่พื้น

โอเมก้าน่าขยะแขยง…

“แถมคุณยังไปไข่เรี่ยราดจนมีโอเมก้าออกมาหนึ่งตัวให้นรงค์เดชาเสียชื่อตระกูลอัลฟ่าสายเลือดบริสุทธิ์ ต้องมารับผิดชอบเลี้ยงดูมัน ส่งเสียจนเรียบจบ และให้มันใช้นามสกุลนรงค์เดชาชูหน้าชูตา แต่มันกลับไม่เคยสร้างประโยชน์ให้ตระกูล ตั้งแต่มีมันเข้ามา นรงค์เดชาก็ตกต่ำไปทุกวัน คุณคิดว่าทั้งหมดเป็นเพราะคุณมีเมียน้อยชั้นต่ำจนคลอดลูกชั้นต่ำออกมา หรือเป็นเพราะเด็กนี่มันเป็นโอเมก้าดวงซวยที่ไปเกิดตระกูลไหน ตระกูลนั้นก็ต้องล่มจมล่ะคะ?”

โอเมก้าที่ถูกกล่าวถึงกลืนก้อนสะอึกลงคอ เจ้าตัวพยายามอดทน รินชาลงแก้วด้วยมือที่สั่นเทาเพราะโดนฟีโรโมนของอัลฟ่ากดดันจนตัวสั่น

กึก ๆ …

เสียงกาน้ำชากระทบกับขอบแก้วตามแรงสั่นของมือ ธัญชนกมองก่อนจะผลักแขนโอเมก้าตรงหน้าด้วยความหงุดหงิด น้ำร้อนจากกาน้ำชากระฉอกโดนตัวโอเมก้าจนเสื้อสีขาวชุ่มไปด้วยชาสีส้มอ่อน ๆ

“น่ารำคาญ!”

“ไสหัวไปซะ จะไปไหนก็ไป อย่ามาให้ฉันเห็นหน้า!” ตามมาด้วยเสียงพ่อแท้ ๆ ที่พูดรอดไรฟันออกมา โอเมก้าที่น่าสงสารเดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากห้องรับแขกที่แสนอึดอัด

พ้นจากตัวบ้านหลังใหญ่ มือเล็กก็ยกเช็ดน้ำตาตัวเองด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

นที นรงค์เดชา คือชื่อของโอเมก้าน่ารังเกียจที่ธัญญาพูดถึง เขาคือเด็กหนุ่มอายุ 22 ปี ที่เพิ่งเรียนจบจากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีการประกอบอาหารชื่อดัง โชคดีที่แม้เขาจะโดนเกลียด แต่เกษมและธัญญาก็ห่วงชื่อเสียงของนรงค์เดชาเกินกว่าจะไล่โอเมก้าออกไปใช้ชีวิตลำพังให้เป็นที่ครหาว่านรงค์เดชาทิ้งลูกในไส้ และหากจะกักขังไม่ให้ไปเรียนหนังสือ ก็กลัวว่าจะยิ่งทำให้ตระกูลผู้ดีเก่าแก่เสื่อมเสียชื่อเสียง เกษมและธัญญาจึงต้องกัดฟันส่งโอเมก้าเรียนจนจบปริญญาตรีแบบจำใจ

ยี่สิบสองปีก่อน เกษมหลงรักนารา โอเมก้าสาว เจ้าของหน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตา เธอทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารบนเรือยามค่ำคืน เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อชนะใจนารา รวมไปถึงหลอกนาราว่าตัวเขายังไม่ได้แต่งงาน จนนาราหลงเชื่อ ยกใจให้เกษมไปทั้งดวง ผ่านไปไม่นานนาราตั้งท้องนทีขึ้นมา เกษมที่กลัวธัญญารู้เรื่องแล้วอาละวาดก็เอาเงินฟาดหัว ไล่นาราให้ไปตั้งตัวต่างจังหวัด

แต่นารารู้ดี…ชีวิตของโอเมก้าที่ต้องยืนให้ได้ด้วยตัวเองนั้นแสนจะลำบาก เธอโดนรังแกและกดขี่ข่มเหงสารพัดเพียงเพราะมีสถานะเป็นโอเมก้า ไม่ได้รับการศึกษา ทำงานที่ไหนก็ลำบาก ดังนั้นเธอจะไม่ยอมให้ลูกชายเพียงคนเดียวต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกันกับเธอ

นาราตัดสินใจติดต่อสำนักข่าว เล่าเรื่องระหว่างตนเองกับเกษมให้นักข่าวฟัง พร้อมโชว์หลักฐานต่าง ๆ มากมายที่เกษมไม่สามารถปฏิเสธได้ เวลานั้น สำนักข่าวทุกแห่งล้วนเขียนถึงตระกูลนรงค์เดชากันให้ทั่ว นรงค์เดชาต้องเสียเงินหลายล้านสำหรับปิดข่าวนี้ แต่ใช่ว่าทุกสำนักข่าวจะสนใจเงิน แม้ว่าจะใช้เงินปิดปากไปเท่าไหร่ ข่าวก็ไม่เงียบลงสักที ช่วงนั้นธัญญาถึงกลับเครียด ไม่สามารถออกงานสังคมได้เพราะกลัวตระกูลอื่นจะถามถึงเรื่องนี้ สุดท้ายสังคมก็ประณามเกษม จนเจ้าตัวต้องออกมายอมรับ และรับสองแม่ลูกเข้าตระกูลไปเป็นภรรยารองเพื่อให้สามารถยืนในสังคมได้แบบที่เจ็บตัวน้อยที่สุด

แต่ใครจะรู้ว่านรกที่แท้จริงคือตระกูลนรงค์เดชา…

หลังจากสองแม่ลูกเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ได้ไม่นาน พอนทีโตได้หกขวบ นาราก็จากไปด้วยโรคประจำตัวที่เป็นมาตั้งแต่เกิด โอเมก้าตัวน้อยที่ไร้ที่พึ่งจึงต้องเอาตัวรอดอย่างสุดความสามารถในตระกูลนรงค์เดชา ท่ามกลางพ่อที่เกลียดจนไม่อยากเข้าใกล้ ธัญญาที่หาเรื่องจิกหัวใช้ไม่เว้นวัน และธัญชนกที่หาเรื่องด่าและลงไม้ลงมือกับเขาเป็นประจำ

สุดท้าย นทีก็กลายเป็นโอเมก้าตัวเล็กที่ใช้นามสกุลนรงค์เดชา แต่มีชีวิตต่ำต้อยยิ่งกว่าต้นหญ้าในรั้วบ้านเสียอีก ยิ่งช่วงสองสามปีหลังที่นรงค์เดชาเริ่มวิกฤต มีหนี้สินมากมาย คนรับใช้ถูกไล่ออกไปจนหมด นทีต้องรับทำหน้าทำความสะอาด ทำอาหาร ดูแลสวน และงานอื่น ๆ อีกมากมาย จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง รวมถึงไม่มีเวลาแม้แต่จะออกไปหางานทำด้วยซ้ำ

ใช่ว่านทีไม่อยากออกจากนรงค์เดชา เขาเกลียดตระกูลนี้พอ ๆ กับที่ตระกูลนี้เกลียดเขา แต่เพราะโอเมก้าเป็นชนชั้นต่ำสุดของสังคม การจะออกไปใช้ชีวิตคนเดียวโดยที่ไม่มีเงิน ไม่มีที่พึ่งพิง ไม่มีอะไรเลยนั้นน่ากลัวเกินไป หากไม่ระวังตัวอาจโดนจับไปขายก็ได้ นทีจึงอดทน เขาตั้งใจเรียน และมีเป้าหมายในชีวิตคือการหลุดพ้นจากตระกูลนรงค์เดชา นทีตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะไปสมัครงาน เก็บเงินสักก้อนแล้วออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ตัดขาดกันนรงค์เดชาอย่างสิ้นเชิง

แต่มันไม่เป็นอย่างที่คิด แม้จะเรียนจบแล้ว เขากลับยิ่งโดนคนพวกนั้นจิกหัวใช้มากกว่าเดิม แทนที่จะได้หางานทำดี ๆ กลับต้องมาคอยรองมือรองเท้าคนพวกนั้นทุกวัน

แต่นทีจะอดทน เขาเชื่อว่าทุกคนมีเวลาที่เหมาะสมของตัวเอง เวลานั้นของเขาเองก็จะต้องมาถึงแน่นอน

00 : 2/2

นทีเดินกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านหลังเล็กด้านหลัง บ้านหลังนี้ถูกสร้างให้นทีกับนาราอยู่ แต่หลังจากนาราเสียชีวิต นทีก็ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตลอด มันกลายเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในรั้วของตระกูลนรงค์เดชาไปเสียแล้ว

โอเมก้าตัวเล็กเดินออกมาจากบ้านเล็กหลังเปลี่ยนชุดเสร็จ สองขาก้าวออกจากรั้วของตระกูลนรงค์เดชาทางประตูหลังบ้าน เขาต้องไปซื้อยาระงับอาการฮีทเพราะเมื่อวันก่อนเทียนอาละวาดโยนยาของเขาทิ้งลงสระน้ำไปยกแผง นทีถอนหายใจยามนึกถึงนิสัยโมโหร้ายของพี่สาวต่างแม่

ช่างมันเถอะ…ช่างมันมาได้ตั้งยี่สิบสองปี ช่างมันต่ออีกสักนิดจะเป็นอะไรไป

คนตัวเล็กสูดหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะออกเดินเท้าไปยังร้านขายยาร้านประจำใกล้ตลาดแถวบ้าน ดวงตากลมโตสีเขียวสวยมองไปฝั่งตรงข้าม ชายผมสีดอกเลาท่าทางอายุมากคนหนึ่งกำลังถือกล่องใส่ผลไม้เดินอยู่บนทางเท้าฝั่งตรงข้าม แต่ในจังหวะที่คุณปู่คนคนนั้นหยุดจะข้ามถนน ก้นของกล่องผลไม้ที่ถืออยู่ก็พัง ส้มหลายลูกกลิ้งไปตามถนนกระจัดกระจายไปทั่ว เจ้าของกล่องผลไม้ตกใจผงะถอยหลังเหยียบผลส้มแล้วล้มลงไปต่อหน้าต่อตา

นทีอ้าปากค้าง เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก โอเมก้าตัวน้อยไม่รอช้ารีบวิ่งข้ามถนนไปหาคุณปู่ มือเล็กค่อย ๆ ประคองคนล้มให้ลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนโยน

“เป็นอะไรมากไหมครับ”

เจ้าของผมสีดอกเลาเงยหน้ามอง ฟีโรโมนกลิ่นชิฟฟ่อนของโอเมก้าตรงหน้าทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ดวงตาคมแฝงความอ่อนโยนส่งยิ้มให้โอเมก้าตัวน้อยที่กำลังประคองเขาให้ลุกขึ้นยืน

“ไม่เป็นไร ๆ ขอบใจมาก”

“เจ็บตรงไหนไหมครับ เดินไหวหรือเปล่า” นทีถามพลางประคองคุณปู่ไปนั่งที่ม้านั่งข้างทาง คนตัวเล็กถือวิสาสะสำรวจร่างกายของคุณปู่ตามข้อกระดูกต่าง ๆ เพราะกลัวว่าจะมีส่วนไหนหักหรือร้าว นทีเคยอ่านเจอจากในหนังสือว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดของผู้สูงอายุคือการหกล้ม

“ไม่เจ็บ…แต่เหมือนจะไม่ค่อยมีแรงเดินเลย เธอช่วยประคองฉันไปส่งบ้านหน่อยได้ไหม?” คุณปู่หันมาพูดกับนที คนตัวเล็กเลยพยักหน้าหงึกหงัก

“ไปโรงพยาบาลดีไหมครับ”

“ไม่เป็นไร ๆ ฉันไม่ได้ล้มแรงขนาดนั้น ไปทายาที่บ้านเดี๋ยวก็หาย”

“ได้ครับ แต่รอผมแป๊บนึงได้ไหมครับ เดี๋ยวผมเก็บส้มให้ก่อน”

“อืม…ขอบใจมาก”

โอเมก้าหน้าตาน่ารักส่งยิ้มจนตาหยีให้คุณปู่ท่าทางใจดี ก่อนจะวิ่งดุ๊กดิ๊กหายไปยังแผงตลาดใกล้ ๆ โชคดีที่นทีมาซื้อของที่ตลาดบ่อย เจ้าตัวเลยสนิทกับพ่อค้าแม่ค้าที่นี่อยู่พอสมควร คนตัวเล็กขอถุงพลาสติกใบใหญ่มาจากแผงขายผลไม้สุดทางเดิน ก่อนจะออกมาเก็บส้มที่หล่นตามถนนใส่ถุงจนครบ พอเสร็จเจ้าตัวก็เดินยิ้มแฉ่งไปหาคุณปู่ที่นั่งรออยู่

“เสร็จแล้วครับ” โอเมก้าตัวน้อยชูถุงส้มในมือให้ดู “บ้านคุณปู่อยู่แถวไหนครับ เดี๋ยวผมไปส่ง” มือเล็กจับต้นแขนของคุณปู่ ค่อย ๆ ประคองให้คุณปู่ลุกขึ้นยืนก่อนจะถามเสียงใส

“อยู่ไม่ไกลจากที่นี่หรอก ปั่นจักรยานไปสิบห้านาทีก็ถึง” นิ้วที่เหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาชี้ไปทที่จักรยานแม่บ้านคันสีชมพูที่จอดอยู่ใกล้ ๆ

“จักรยานของคุณปู่เหรอครับ”

“ใช่ ฉันปั่นจักรยานมาซื้อส้มเพราะรู้สึกอยากกินขึ้นมาน่ะ”

นทีพยักหน้าหงึกหงักเข้าใจพลางประคองคุณปู่ไปที่จอดจักรยาน โอเมก้าตัวน้อยเดินไปที่จักรยานแม่บ้านคันใหญ่ วางถุงส้มลงที่ตะกร้าหน้ารถ ก้าวขาขวาขึ้นคร่อมประจำตำแหน่งคนปั่น ก่อนจะหันมาหาคุณปู่ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กัน

“คุณปู่ขึ้นมาไหวไหมครับ เดี๋ยวผมปั่นจักรยานไปส่งคุณปู่ที่บ้านเอง”

“ไหว ๆ ” เจ้าของใบหน้าใจดียิ้มให้โอเมก้าตัวน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวขาขึ้นซ้อนจักรยาน นทีหันไปมองสำรวจความเรียบร้อย

“จับผมไว้แน่น ๆ นะครับ ผมจะค่อย ๆ ปั่นไป คุณปู่บอกทางผมด้วยนะ”

“ได้”

สองขาเรียวของโอเมก้าค่อย ๆ ออกแรงปั่นจักรยานไปตามทาง ดวงตากลมโตมักจะเหลือบมองคนซ้อนอยู่บ่อย ๆ ด้วยความเป็นห่วง จักรยานเคลื่อนที่ด้วยความช้าชนิดที่ว่าเดินอาจจะเร็วกว่า คุณปู่ใจดีที่นั่งซ้อนอยู่ถึงกับหลุดยิ้ม

เหมือนภรรยาของเขาที่เสียไปเมื่อสิบปีก่อนเลย…

“คุณปู่แข็งแรงจังเลยนะครับ ปั่นจักรยานมาซื้อผลไม้เองด้วย” นทีชวนคุยเพราะกลัวว่าคุณปู่จะเหงา เขาได้ยินเสียงหัวเราะดังมาแว่ว ๆ

“นาน ๆ ทีก็อยากออกกำลังกายบ้าง…เลี้ยวซ้ายซอยข้างหน้านะ”

นทีเลี้ยวซ้ายตามคำบอกทางของคุณปู่ ถนนสายนี้เต็มไปด้วยบ้านหลังใหญ่ทั้งสองด้าน ดูก็รู้ว่าเป็นบ้านของตระกูลใหญ่แน่นอน แต่นทีไม่เคยมาแถวนี้ เลยไม่รู้ว่ามีบ้านของตระกูลไหนบ้าง เอาเข้าจริง ถึงเขาจะเป็นนรงค์เดชา แต่เขาก็ไม่ค่อยรู้เรื่องของตระกูลใหญ่อื่น ๆ หรอกเพราะไม่เคยได้ไปออกงานสังคมในฐานะนรงค์เดชาเลย ยกเว้นตระกูลใหญ่มาก ๆ ที่ออกข่าวบ่อย ๆ

“เธอชื่ออะไร” คุณปู่ใจดีด้านหลังชะโงกหน้ามาถาม

“นทีครับ…นที”

“อายุเท่าไหร่เหรอ”

“ยี่สิบสองครับ”

“เพิ่งเรียนจบสินะ”

“ใช่ครับ”

“แล้วเธอมีคนรักหรือยัง”

นทีชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ

“ไม่มีหรอกครับ ผมเป็นโอเมก้า…ไม่ค่อยได้ออกไปเจอใครเท่าไหร่”

“งั้นเหรอ ๆ ” น้ำเสียงของคุณปู่ดูดีใจ นทีเลิกคิ้วอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขายังคงตั้งใจปั่นจักรยานไปเรื่อย ๆ ไปตามทางที่คุณปู่บอก

“ถึงแล้ว…จอดตรงนี้เลย”

นทีค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงและเบรกจักรยานด้วยความนิ่มนวลที่สุด ก่อนจะตั้งขาตั้ง กระโดดลงจากจักรยานไปประคองคุณปู่ให้ลงมายืน

“ขอบใจมากนะ” คุณปู่ใจดีหันมายิ้มอ่อนโยนให้ มือก็ค่อย ๆ เข็นจักรยานเข้าไปในบ้าน โดยไม่ลืมหันมามองนทีอีกรอบ “ไว้เจอกันนะนที” แล้วก็เดินเข้าประตูรั้วไป…

นทีเงยหน้ามองประตูรั้วที่สูงกว่าตัวเขาถึงสองเท่า ก่อนจะหันไปมองป้ายชื่อที่ติดอยู่ข้างประตู

‘ปริยาภรณ์สกุล’

ตระกูลอัลฟ่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!

ดวงตาสีเขียวเบิกโพลง นทีตาค้างไปเกือบนาทีก่อนจะสะบัดหัวดึงสติตัวเองกลับมา คุณปู่ทำงานให้ปริยาภรณ์สกุลเหรอ?

ทั้ง ๆ ที่ทำงานในตระกูลใหญ่ขนาดนี้ แต่กลับไม่มีความถือตัวหรือกดขี่โอเมก้าอย่างเขาเลย คุณปู่ใจดี มีแต่รอยยิ้มอ่อนโยนให้เขา

อัลฟ่าบางคนก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนคนที่บ้านเขาสินะ

“คุณท่าน! ไปไหนมาครับ” ชายวัยกลางคนสวมชุดสูทเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งเมื่อเห็นเจ้านายของตนเองเดินเข้ามาในบ้าน

“ไปซื้อส้ม” คุณท่านที่ว่าจอดจักรยานไว้หน้าบ้านพร้อมกับหยิบถุงส้มที่ตะกร้าหน้ารถส่งให้เลขาคนสนิท

“แล้วทำไมไม่ให้ผมขับรถไป” คนรับส้มไปถือบ่นอุบอิบ อยู่ดี ๆ คุณท่านก็หายไปจากบ้านทั้งที่วันนี้มีนัดตรวจร่างกายกับหมอประจำตระกูล ทำให้หมอต้องนั่งรอจนถึงเวลานี้

“ช่างฉันเถอะน่า…อ้อ…ฉันมีงานให้ทำ” คุณท่านของตระกูลบอกอย่างไม่ใส่ใจ มือก็ยกขึ้นมาโบกไปมาราวกับรำคาญเสียงบ่นของเลขาเต็มที

เฮ้อ…พวกคนแก่ขี้บ่นน่ารำคาญ เขาอยากเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ สักคนสองคนมาวิ่งเล่นให้กระชุ่มกระชวยหัวใจมากกว่า

“ครับ?”

“ไปสืบให้หน่อยสิว่าหนุ่มน้อยโอเมก้าคนนั้นคือใคร”

“ครับ!? คนไหนครับ?”

“คนที่ยืนอยู่หน้าประตูน่ะ”

“…”

“ฝากด้วยนะ” พูดจบเจ้าของผมสีดอกเลาก็เดินขึ้นบันไดบ้านไปชั้นสองด้วยความอารมณ์ดีโดยไม่ต้องมีใครพยุงสักนิดเดียว

01 : 1/2

01

ปริยาภรณ์สกุล คือตระกูลอัลฟ่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ยิ่งใหญ่ทั้งในด้านชื่อเสียง ทรัพย์สิน ความสามารถ และอำนาจ จนไม่มีใครหน้าไหนกล้ามีเรื่องด้วย

“ข้อมูลที่คุณท่านสั่งครับ” เสมอ เลขาคนสนิทของรณกรเอ่ยพร้อมกับยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้หัวหน้าของตนเอง

เจ้าของผมสีดอกเลาเอื้อมมือไปรับมา ส่วนอีกมือก็ยกน้ำส้มคั้นสดขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี

รณกร ปริยาภรณ์สกุล เจ้าของผมสีดอกเลาผู้มีสีหน้าขรึมทว่ามีแววตาใจดี ปัจจุบันเป็นผู้นำตระกูลปริยาภรณ์ที่ใกล้จะเกษียณตัวเต็มที่ ความฝันสูงสุดในตอนนี้ของคุณปู่ใจดีอายุ 78 ปีคือการมีเหลนตัวเล็ก ๆ วิ่งเล่นในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้

แล้วเขาก็กำลังทำตามความฝันที่ว่านั้นอยู่

‘นรงค์เดชา’

คิ้วสวยสีเดียวกับเส้นผมขมวดเข้าหากันทันทีที่เปิดเอกสารอ่านหน้าแรก ชื่อตระกูลที่ระบุไว้บรรทัดบนสุดทำให้เจ้าตัวต้องถอนหายใจออกมาอย่างเวทนา

“ลูกของผู้หญิงที่เป็นข่าวเมื่อหลายสิบปีก่อนสินะ”

รณกรจำข่าวนั้นได้ดี ทุกสำนักข่าวตีข่าวกันอึกทึกครึกโครม แต่พอสองแม่ลูกเข้าไปอยู่ในนรงค์เดชา ข่าวเริ่มซาลง ก็ไม่ค่อยมีใครได้ข่าวสองแม่ลูกอีก แต่ถึงอย่างนั้นนักข่าวก็จับตาดูนรงค์เดชาต่ออีกหลายปี จนทำให้ครอบครัวนั้นแทบเป็นบ้า…

รณกรเคยเจอผู้นำตระกูลนรงค์เดชาอยู่หลายครั้ง อีกฝ่ายเป็นคนขี้โม้ โมโหง่าย ไม่มีความรับผิดชอบ แล้วก็เจ้าชู้ตัณหากลับ ขนาดเจอกันไม่กี่ครั้ง รณกรยังเหม็นกลิ่นความเลวร้ายจากตัวของเกษมเลย แล้วลูกที่ไม่ตั้งใจให้เกิดมาล่ะ? ต้องอยู่ในครอบครัวที่ไม่ยินดีต้อนรับเขามาทั้งชีวิต จะต้องรู้สึกแย่แค่ไหนกัน

ใบหน้าขรึมครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ในใจรู้สึกสังหรณ์ไม่ดี นักบริหารธุรกิจที่ผ่านน้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วนมักจะเซนส์แรงแบบนี้เสมอ

“เสมอ”

“ครับคุณท่าน”

“จับตาดูนรงค์เดชาไว้ว่าติดต่อกับใครบ้าง อย่าให้คลาดสายตา”

“ครับ” เสมอก้มหัวรับคำสั่ง เหลือบมองรูปโอเมก้าหน้าตาน่ารักที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟา

ท่าทางจะถูกใจเด็กคนนี้น่าดู…

“อ้าวราชา…จะไปทำงานแล้วเหรอ?”

รณกรเอายทักหลานชายเพียงคนเดียวของตระกูลที่เดินผ่านห้องรับแขก ขายาวภายใต้ชุดสูทสีเทาเข้มหยุดชะงัก ดวงตาคมหันไปมองปู่แท้ ๆ ที่นั่งจิบน้ำผลไม้อารมณ์ดีอยู่บนโซฟา

“ครับ”

ราชา ปริยาภรณ์สกุล ทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของปริยาภรณ์สกุล เป็นอัลฟ่าว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไป เจ้าของกลิ่นฟีโรโมนอเมริกาโน่ผู้หล่อเหลา ใบหน้าคมกริบได้รูปทุกสัดส่วน เส้นผมสีดำสนิท ดวงตาสีเทาคมกริบราวกับใบมีด รับกับคิ้วได้รูปสีเดียวกับเส้นผม จมูกโด่งรับกับริมฝีปากสีแดงตุ่น และหุ่นกำยำสมส่วนด้วยส่วนสูง 185 เซนติเมตร

เป็นรูปร่างหน้าตาที่สาว ๆ เกือบครึ่งประเทศหมายปองอยากเป็นเจ้าของหัวใจ ทว่ากลับไม่มีใครสมหวังสักคน เพราะราชาไม่สนใจเรื่องความรักสักเท่าไหร่ แม้ปัจจุบันจะอายุ 35 ปี แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะมีคนรักหรือแต่งงานกับใครสักที

สำหรับเขา ความรักมันไร้สาระ และการแต่งงานก็ยิ่งไร้สาระเข้าไปใหญ่

“มานั่งคุยกันสักเดี๋ยวสิ”

ดวงตาคมกริบมองปู่ตัวเองด้วยสายตาไม่ไว้ใจ ตาแก่นี่หลังจากเกษียณตัวเองจากตำแหน่งประธานบริษัท ส่งต่องานกองเท่าภูเขาให้ราชาจัดการต่อ ตัวเองก็ทำตัวอิสระตามใจ ชอบหาเรื่องมาให้เขาปวดหัวบ่อย ๆ

“คุณปู่มีอะไรจะคุยกับผมครับ?” เจ้าของดวงตาสีเทานั่งลงบนโซฟาเดี่ยวใกล้กับคนที่ชวนให้นั่งคุยกัน

“ฉันอยากให้แกแต่งงาน”

“ผมไม่แต่งครับ” ราชาปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รณกรพูดเรื่องการแต่งงาน ปีที่แล้วทั้งปีราชาโดนบังคับให้ไปดูตัวถึง 12 ครั้ง และแน่นอนว่าไม่มีใครถูกใจราชาสักคน ทว่าความพยายามของตาแก่คนหนึ่งที่อยากอุ้มเหลนก็ยังคงไม่ย่อท้อ

“แกจะให้ฉันตายไปอย่างโดดเดี่ยวโดยที่ยังไม่ได้เจอเหลนหรือยังไง” ผู้นำตระกูลแกล้งไอเสียงแหบเสียงแห้ง ราชามองปู่ตัวเองด้วยสายตารู้ทัน ตาแก่นี่แข็งแรงอย่างกับอะไร ไม่มีทางจะป่วยง่าย ๆ หรอก

“ผมไม่แต่งครับ” ราชายืนยันคำเดิม

รณกรมองหลานชายหัวแข็งของตนเองแล้วก็ถอนหายใจ จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะเขาเองนี่แหละที่เลี้ยงให้ราชาโตมาเป็นคนแบบนี้ สงสัยต้องใช้ไม้ตายสุดท้าย

“สามเดือน”

“ครับ?”

“ฉันขอเวลาแกสามเดือน ให้แกหมั้นหมายกับคน ๆ หนึ่งที่ฉันถูกใจ”

“ผมไม่มะ…”

“แค่หมั้น ถ้าสามเดือนนี้แกไม่ได้รู้สึกอะไรต่อกัน แกก็ถอนหมั้นซะ แล้วฉันจะไม่เซ้าซี้แกเรื่องแต่งงานอีก” รณกรพูดเสียงจริงจังกับหลานชายเพียงคนเดียว

ราชาขมวดคิ้ว ในสมองกำลังประมวณผลว่าข้อเสนอที่คุณปู่พูดมานั้นคุ้มค่าหรือไม่ สามเดือน และกับอิสระตลอดชีวิต ฟังดูก็ไม่แย่…

“ฉันจะเลิกบังคับให้แกไปดูตัวด้วย”

“ตกลงครับ”

แค่หมั้นเท่านั้น ระยะเวลาสามเดือนแลกกับการที่คุณปู่ไม่ตามตอแยให้เขาแต่งงานตลอดทั้งชีวิต คิดยังไงก็คุ้ม เพราะยังไงสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคนที่เขาต้องหมั้นด้วยจะเป็นใคร จะสามเดือนหรือหกเดือนมันก็ไม่มีความหมาย

เขา ไม่ อยาก แต่ง งาน

“ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”

รณกรพยักหน้า ปล่อยหลานชายตัวดีไปทำงาน ก่อนที่ริมฝีปากจะลอบยิ้ม ระยะเวลาสามเดือนมันเสี่ยงมาก แต่รณกรรู้นิสัยของหลานชายตัวเองดี คนที่จะมาปราบมันให้อยู่หมัด ทำให้มันยอมสยบแทบเท้า ต้องเป็นคนอย่างหนูนทีเท่านั้น

สามเดือนนี้เขาจะทำทุกอย่างให้สองคนนี้ลงเอยกันให้ได้ เอาหัวของผู้นำตระกูลอัลฟ่าอันดับหนึ่งเป็นประกันเลย!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...