เหตุลอบยิงทหารพราน จ.นราธิวาส พบภาพสร้างจาก AI เพิ่มความคมชัดกล้องวงจรปิด ไม่อาจระบุได้ว่า “รอยสัก” เป็นภาพจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของภาพปลอมจาก : Facebook
[caption id="attachment_14281" align="aligncenter" width="464"]
โพสต์ภาพผู้ก่อเหตุลอบยิงทหารพราน พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าผู้ก่อเหตุมีรอยสัก[/caption]
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง หลังจากโพสต์ภาพกรณีผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่ทหารพราน บริเวณจุดตรวจบูเก๊ะซามี เขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 ก.ค. 69 จนเป็นเหตุให้ทหาร 5 นาย สังกัด หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 เสียชีวิต โดยระบุว่า
คุณบอกผมหน่อยครับ..คนร้ายมี #รอยสักไม่ครับ.☝️🔥
ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความรู้สึกกว่า 280 ครั้ง รวมถึงถูกแชร์ไปกว่า 530 ครั้งด้วยกัน
ภาพจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify นำภาพจากโพสต์มาตรวจสอบคำสำคัญ จนพบว่า ภาพต้นฉบับถูกนำมาจากภาพที่ถ่ายจอของกล้องวงจรปิดของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยสังเกตได้จากภาพขององค์ประกอบในภาพที่ตรงกันทุกประการ
[caption id="attachment_14282" align="aligncenter" width="1024"]
ภาพจากโพสต์ (ซ้าย) เปรียบเทียบกับ ภาพจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ (ขวา)[/caption]
นอกจากนี้เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI จาก AI or Not พบว่าภาพดังกล่าวมีโอกาสถูกสร้างจาก AI สูงถึง 79%
[caption id="attachment_14283" align="aligncenter" width="1024"]
ผลการตรวจสอบภาพ AI จาก AI or Not[/caption]
ข้อบกพร่องทางเทคนิคที่ชี้ว่าภาพ AI ไม่ตรงกับความจริง
Thai PBS Verify ยังพบข้อสังเกตสำคัญที่บ่งชี้ว่า ภาพดังกล่าวเกิดจากการนำ AI มาประมวลผลด้วยการเพิ่มความคมชัดของภาพ จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ “AI Hallucination” หรือการที่ AI เดาและสร้างวัตถุขึ้นมาเอง โดยมีข้อสังเกตที่พบ ได้แก่
ปืนที่คนร้ายถือไม่มีอยู่จริง: ภาพอาวุธปืนที่ปรากฏในมือคนร้ายมีรูปร่างและสัดส่วนที่บิดเบี้ยว ไม่ตรงกับโครงสร้างทางกายภาพของปืนชนิดใด ๆ ในโลก
[caption id="attachment_14290" align="aligncenter" width="1024"]
ปืนในภาพมีลักษณะบิดเบี้ยวไม่ตรงกับอาวุธปืนใด ๆ[/caption]
วัตถุประหลาดข้างหู: ชายที่นั่งอยู่บริเวณกลางภาพปรากฏวัตถุแปลกปลอมติดอยู่บริเวณข้างหู ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสิ่งใด ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของ AI ที่มักเติมเต็มเงาหรือจุดพิกเซลที่มัวให้กลายเป็นวัตถุรูปร่างแปลก ๆ
[caption id="attachment_14285" align="aligncenter" width="1024"]
วัถตุแปลกปลอมไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไรบริเวณหูของผู้ก่อเหตุ[/caption]
นิ้วมือและอาวุธบิดเบี้ยว: ชายที่นั่งด้านบนซ้ายของภาพ ปรากฏลักษณะของปืนที่ไม่ตรงกับปืนมาตรฐาน และมี “นิ้วมือที่บิดเบี้ยว” ซึ่งมักมาจากการที่ AI สั่งสร้างภาพที่คำนวณจำนวนและองศาของนิ้วมือผิดพลาด
[caption id="attachment_14286" align="aligncenter" width="1024"]
นิ้วมือที่บิดเบี้ยวบ่งบอกว่าเป็นภาพที่สร้างขึ้นด้วย AI[/caption]
ผู้เชี่ยวชาญชี้อาวุธในภาพไม่ตรงกับอาวุธชนิดใดทั้งสิ้น
นายวิทยา สุขสมโสตร หรือ วิทยา กันส์แทคติกส์ ผู้เชี่ยวชาญการใช้อาวุธปืน ให้ความคิดเห็นถึงอาวุธปืนที่ปรากฏในภาพดังกล่าวว่า ภาพอาวุธปืนที่เห็นนั้น มีลักษณะของอาวุธที่ผิดเพี้ยนไปหมด นอกจากนี้โดยปกติผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ มักนิยมใช้อาวุธปืนเล็กยาวแบบ AK-47 หรือ M-16 ซึ่งมักเป็นปืนที่เคยถูกปล้นและยึดไปจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ภาพที่เห็นนั้น กลับไม่สามารถระบุได้ว่าปืนในภาพคือปืนชนิดใด
[caption id="attachment_14287" align="aligncenter" width="1024"]
นายวิทยา สุขสมโสตร ผู้เชี่ยวชาญการใช้อาวุธปืน[/caption]
วิเคราะห์ภาพต้นฉบับ ผู้เชี่ยวชาญระบุไม่มีรอยสัก
สำหรับประเด็นเรื่องของชายในภาพมีรอยสักหรือไม่นั้น เรายังได้นำภาพต้นฉบับไปให้ นายกฤตย์ เหลืองเช็ง นายกสมาคมการค้าและผู้ประกอบการสักลาย วิเคราะห์ภาพต้นฉบับ ซึ่ง นายกสมาคมการค้าและผู้ประกอบการสักลาย ระบุว่า "จากภาพต้นฉบับ ส่วนตัวคิดว่า แขนท่อนล่างของคนในภาพไม่มีรอยสักแต่อย่างใด"
[caption id="attachment_14288" align="aligncenter" width="1024"]
นายกฤตย์ เหลืองเช็ง นายกสมาคมการค้าและผู้ประกอบการสักลาย[/caption]
ทำไม AI Upscaling ถึงไม่มีความน่าเชื่อถือ ?
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงหลักการทำงานของ AI ประเภทปรับภาพชัด (Image Enhancement/Upscaling) เอาไว้ว่าการทำงานของ AI ประเภทปรับภาพชัดนั้น ไม่ได้เป็นการ “ดึงข้อมูลที่ซ่อนอยู่” ออกมาจากภาพถ่าย แต่เป็นการ “คาดเดาเชิงสถิติ” ว่า จุดพิกเซลมัว ๆ นั้น น่าจะเป็นอะไร แล้วจึงวาดสิ่งนั้นขึ้นมาใหม่โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลที่เคยเรียนรู้มา
[caption id="attachment_14289" align="aligncenter" width="960"]
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[/caption]
ดังนั้น ผลลัพธ์ไม่ใช่ภาพจริงที่ถูกพัฒนาความคมชัด แต่เป็นเพียงภาพที่ถูกเดาขึ้นมาใหม่ และนอกจากนี้ AI ยังมีโอกาสเกิดอาการหลอนหรือสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมาเองที่เรียกว่า Hallucination ด้วยเหตุผลสองข้อนี้ เราจึงไม่ควรเชื่อถือภาพที่ผ่าน AI Upscaling
AI มักสร้างภาพจากอคติและความลำเอียง (AI Bias)
นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา ยังระบุถึง การแต่งเติมโดย AI ที่ซึมซับความลำเอียงมาด้วย โดยตัวอย่างงานวิจัย ที่ผ่านมา พบว่า เมื่อใส่คำว่า "ผู้ก่อการร้าย" เข้าไป AI มักจะคาดเดาและสร้างภาพออกมาเป็นคนผิวสีดำ หรือชาวมุสลิมตามความเชื่อมโยงที่มีการพูดถึงบ่อยในโลกออนไลน์ การนำมาใช้ในบริบทความมั่นคงจึงต้องระมัดระวังอย่างมาก
AI อาจสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดข่าวลวงและการด่วนตัดสินในสังคม โดยเฉพาะหากไม่มีการคัดกรองหรือข้อกำหนดว่าต้องใช้ AI สำหรับงานนิติวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ อาจส่งผลให้บุคคลทั่วไปนำภาพใด ๆ ก็ได้ ไปใส่ AI แล้วนำภาพที่ถูกแต่งเติมใหม่ มาแชร์เพื่อสร้างวาทกรรมชี้นำสังคม (เช่น การอ้างเรื่องการมีหรือไม่มีรอยสักเพื่อระบุตัวตน) ซึ่งจะทำให้เกิดการด่วนตัดสินกันเองบนโลกออนไลน์ และกลายเป็นการแพร่กระจายข่าวสารที่เป็นเท็จอย่างน่ากังวล
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
ภาพที่ปรากฏ "รอยสัก" ไม่ใช่ภาพถ่ายจริง แต่เป็นภาพที่ AI วาดขึ้นมาเอง (AI Hallucination): ภาพผู้ก่อเหตุที่มีคนนำมาโพสต์ถามเรื่องรอยสักนั้น เกิดจากการนำภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิดไปผ่านโปรแกรมปรับความคมชัด (AI Upscaling) ซึ่งระบบ AI ไม่ได้นำข้อมูลที่ซ่อนอยู่จริงออกมา แต่ใช้วิธี "คาดเดาเชิงสถิติ" แล้ววาดรายละเอียดขึ้นมาใหม่ จนเกิดข้อบกพร่องวิบัติทางเทคนิค สร้างรอยเงามัวบนผิวหนังให้กลายเป็นรอยสัก และวาดวัตถุแปลกปลอมข้างหูรวมถึงอาวุธปืนที่บิดเบี้ยว
ภาพต้นฉบับจริง "ไม่มีรอยสัก": จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายกล้องวงจรปิดต้นฉบับอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญ ยืนยันว่าบริเวณแขนท่อนล่างของผู้ก่อเหตุ ไม่ได้มีรอยสักแต่อย่างใด
ผลตรวจจากระบบชี้เป็นภาพ AI สูงถึง 79%: เมื่อนำภาพดังกล่าวไปเข้าเครื่องมือตรวจสอบ AI or Not พบว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 79% ที่ภาพนี้จะถูกสร้างหรือแต่งเติมขึ้นมาใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์