โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

คลัง อัพจีดีพีปี 69 โต 2.5% ส่งออก-ลงทุนหนุน จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 2.5% จากเดิมคาด 1.6% หลังแรงส่งจากภาคส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคในประเทศฟื้นตัวชัดเจน พร้อมประกาศเดินหน้าผลักดันให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" อาศัยมาตรการ Thailand FastPass การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ขณะที่เตือนจับตาความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง มาตรการภาษีสหรัฐฯ และภัยแล้งจากซุปเปอร์เอลนีโญ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 2.5% หรืออยู่ในช่วง 2.0-3.0% ปรับเพิ่มจากประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีกว่าคาดจากแรงหนุนทั้งอุปสงค์ต่างประเทศและอุปสงค์ภายในประเทศ

คาดส่งออกโต 12.5% แรงกว่าคาด

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจ คือ การส่งออกสินค้าที่ขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐปี 2569 จะขยายตัว 12.5% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 6.2%

การปรับเพิ่มดังกล่าวเป็นผลจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าหลักที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569การส่งออกไทยขยายตัวเฉลี่ย 10.9% โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้า คาดว่าจะขยายตัว 19% สอดคล้องกับการเร่งลงทุนของภาคเอกชน ส่งผลให้มีการนำเข้าเครื่องจักร เครื่องมือ และสินค้าทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงได้รับผลจากราคาพลังงานนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 2

บริโภคเอกชน-ลงทุนเอกชน ยังเป็นเครื่องยนต์หลัก

ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ กระทรวงการคลังคาดว่า การบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัว 2.7% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนทยอยฟื้นตัว

ส่วน การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 9% จากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve)

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการลงทุน ได้แก่ มาตรการ Thailand FastPass การเร่งอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และการแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

ส่งผลให้ในช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีมูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติรวม 1.87 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

งบปี 2570 หนุนลงทุนรัฐต่อเนื่อง

สำหรับภาครัฐ กระทรวงการคลังคาดว่า การบริโภคภาครัฐ จะขยายตัว 1.5% ขณะที่ การลงทุนภาครัฐ จะเติบโต 3.2%

ปัจจัยสำคัญมาจากการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลา ต่างจากความกังวลเดิมว่าจะล่าช้า ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และก่อให้เกิด Crowding-in Effect ดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา

เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ น้ำมันลดลง

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จะอยู่ที่ 2% หรืออยู่ในกรอบ 1.5-2.5%

ขณะที่สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีปรับลดเหลือ 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากประมาณการเดิม 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะขาดดุลเพียง 0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกไทยยังขาดดุลการค้าในหมวดพลังงานในระดับสูง

ดันปี 69 เป็น "ปีแห่งการลงทุน"

โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" โดยใช้มาตรการสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐ ทั้งการเร่งอนุมัติโครงการผ่าน Thailand FastPass การอำนวยความสะดวกของหน่วยงานรัฐ และการจับคู่ธุรกิจผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของระบบโลจิสติกส์ และนโยบาย Active Neutralityหรือความเป็นกลางเชิงรุก ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนแห่งใหม่ของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้หลายบริษัททยอยย้ายฐานการผลิต

เตือนจับตา 3 ความเสี่ยงเศรษฐกิจ

แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น แต่กระทรวงการคลังยังประเมินว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  • ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น
  • ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ หลังสิ้นสุดมาตรการชั่วคราว
  • ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุณหภูมิสูงและภัยแล้งในช่วงปลายปี กระทบต่อภาคเกษตรและกำลังซื้อในประเทศ

“คลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมใช้นโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสมเพื่อรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัว และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในระยะต่อไป”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...