โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีเอสเค-EACC-ทรู ลุยเทเลเมดิซีน ตั้งเป้า 3 ปี ขยายเข้า รพ. 500 แห่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ต.ค. 2564 เวลา 10.25 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 06.34 น.

จีเอสเค-EACC-ทรู รุกธุรกิจเทเลเมดิซีน ผุดคลินิกออนไลน์ภายใต้โครงการ Telehealth Together ปรึกษาแพทย์ จับกลุ่มคนไข้โรคหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ภูมิแพ้ทางจมูก ก่อนขยายสู่โรคเรื้อรังอื่น ๆ ตั้งเป้า 3 ปี ขยายเครือข่าย รพ. 500 แห่ง หวังดันการแพทย์เข้าหาประชาชน ชี้ใช้สิทธิ์บัตรทองได้

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญให้เทคโนโลยีก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับชีวิตโดยตรง ส่งผลให้ “เทเลเมดิซีน” ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักบนเมกะเทรนด์ประเทศไทย สะท้อนได้จากช่วงที่ผ่านมากลุ่มบริษัทสตาร์ตอัพ ไปจนถึงสถานพยาบาลเริ่มทยอยเปิดตัวอย่างจริงจัง ไม่ต่างจากจีเอสเค EACC และทรู ที่เปิดตัวลุยธุรกิจการแพทย์ทางไกล ภายใต้โครงการ “Telehealth Together” ขานรับเทรนด์ระยะยาว

นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย เนื่องจากตอบโจทย์การเข้าถึงแพทย์ได้ง่ายในสถานการณ์โควิดที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจยังมีความกังวลในการมาโรงพยาบาล แต่ต้องการการรักษาที่ทันท่วงที

ประกอบกับเทเลเมดิซีนในปัจจุบันมีทั้งการสื่อสารผ่านข้อความ เสียง ตลอดจนวิดีโอต่าง ๆ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการใช้บริการทางการแพทย์ออนไลน์มากขึ้น

ดังนั้น กลุ่มทรูจึงต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการสื่อสาร สร้างแพลตฟอร์มเพื่อสุขภาพขึ้นมาในแอปพลิเคชั่น “True HEALTH” เพื่อทำเป็นคลินิกปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ โดยเฉพาะกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่ต้องใช้การรักษาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคภูมิแพ้ทางจมูก โดยได้ผนึกกำลังกับ จีเอสเค EACC ภายใต้ชื่อโครงการ “Telehealth Together”

“แผนในเฟสแรกจะจับมือกับกลุ่มองค์กร เช่น โรงพยาบาล บริษัทประกัน เป็นต้น ในรูปแบบ B2B ส่วนแผนในระยะยาวจะจับกลุ่ม B2C และในอนาคตจะค่อย ๆ ขยายไปยังกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ อาทิ เกาต์ จากตอนนี้มุ่งดูแล 3 โรคในโครงการ คือ หืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง และภูมิแพ้ทางจมูก ส่วนเทรนด์การรักษาในอนาคตเชื่อว่าการรักษาพยาบาลจะเป็นในรูปแบบไฮบริดมากขึ้น หรือเป็นการรักษาใหญ่โรงพยาบาล แต่การติดตามผลอย่างต่อเนื่องจะเป็นในทางออนไลน์”

ด้าน รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย หรือ EACC กล่าวว่า ขณะนี้เครือข่ายคลินิกโรคหืดฯ มีเครือข่ายกว่า 1,300 แห่งในโรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ และมีคนไข้ในมือกว่า 6 แสนราย ขณะที่ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคหืดถึง 3 ล้านคน แต่มีข้อจำกัดเรื่องการมา รพ.

การจับมือร่วมกับทรูและจีเอสเคจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ทั้งโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคภูมิแพ้ทางจมูก ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องแม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถือเป็นการยกระดับบริการสาธารณสุขเพื่อรองรับวิถีการใช้ชีวิตแบบใหม่ เป็นประโยชน์แบบองค์รวมต่อผู้ป่วยและสังคม ตรงตามยุทธศาสตร์ด้านการจัดบริการสุขภาพแบบ New Normal ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เน้นให้ความสำคัญในปี 2564 นี้ รวมไปถึงยังช่วยลดต้นทุนทั้งในส่วนของ รพ. และประชาชน ในการวอล์กอินเข้ามารักษาอีกด้วย

“โครงการดังกล่าวประชาชนสามารถเข้าถึงได้ทุกคน เนื่องจากอนุมัติให้ใช้สิทธิ์บัตรทองได้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ส่วนการเข้าถึงประชาชนจะเข้าถึงทุกภาคในทั่วประเทศ”

นายวิริยะ จงไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ จีเอสเค ผู้ดำเนินธุรกิจวิจัยพัฒนายาและวัคซีนนวัตกรรม กล่าวว่า ในส่วนของโครงการคลินิกออนไลน์ดังกล่าว จีเอสเคจะเข้ามาสนับสนุนด้านข้อมูลทางการแพทย์ (Scientific Information) และนวัตกรรมทางสุขภาพที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล

ตลอดจนร่วมสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ เพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์โดยรวม ซึ่งในเบื้องต้นจะนำร่องใช้กับโรงพยาบาล 15 แห่งที่มีความพร้อม และคาดว่าจะสามารถขยายเพิ่มมากกว่า 100 แห่งในปี 2565 และมากกว่า 500 แห่งในปีถัดไป

“ปัจจุบันจากการนำร่อง 15 โรงพยาบาล สามารถเข้าถึงประชาชนเฉลี่ย รพ.ละ 700 ราย หรือรวมทั้งหมดราว 10,500 คน อนาคตหากขยายการจับมือกับสถานพยาบาลต่าง ๆ คาดว่าจะทำให้คนไทยอีกจำนวนมากเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สูง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...