โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โอกาสใหม่ 'อุตสาหกรรมยาไทย' รับมือสหรัฐเก็บภาษีนำเข้ายา 200%

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 08.36 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 00.24 น.

การประกาศขึ้น อัตราภาษีนำเข้ายา 200% ของสหรัฐ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการปกป้องอุตสาหกรรมยาภายในประเทศสหรัฐ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ค้าและผู้ผลิตยาจากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ แคนาดา ยุโรป ญี่ปุ่น และอินเดีย แม้ประเทศไทยจะส่งออกยาไปยังสหรัฐ ในสัดส่วนที่น้อยมาก (ต่ำกว่า 0.5%ของกำลังการผลิตรวม) และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษีดังกล่าว แต่อุตสาหกรรมยาไทยก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ ผลกระทบทางอ้อม ที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

เป็นการเตรียมรับมือแรงกดดันจากตลาดอาเซียนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะผลกระทบทางอ้อมที่สำคัญคือ เมื่อประเทศที่เคยส่งออกยาไปยังสหรัฐ เสียตลาดไป พวกเขาจำเป็นต้อง แสวงหาตลาดใหม่ โดยมุ่งเป้ามายังประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยที่เป็นตลาดเปิดกว้างและมีกฎเกณฑ์ในการป้องกันการนำเข้าที่ไม่ใช่ภาษีที่ต่ำ สถานการณ์นี้จะทำให้ การแข่งขันในตลาดภายในประเทศรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตต่างชาติที่นำเข้ายาในราคาที่ถูกกว่า หรือมีต้นทุนการผลิตที่ดีกว่า เช่น ยาจากอินเดีย ซึ่งปัจจุบันยาจากอินเดียก็เข้ามาในตลาดไทยอยู่แล้ว และมีแนวโน้มที่จะเข้ามามากขึ้นอีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘BLC’ ดัน ‘สมุนไพรนวัตกรรม’เสนอภาครัฐทำงานร่วม เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

'อัยย์ไทย' SME สมุนไพรร่วมสมัย Soft Power ไทยศูนย์กลางสมุนไพรโลก

ผู้ประกอบการยาไทยต้องเร่งปรับตัว พัฒนาศักยภาพ

“ภก.สุรชัย เรืองสุขศิลป์” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ผู้ประกอบการยาไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อ ลดต้นทุน ให้ต่ำลง พัฒนายาสมัยใหม่และยาหมดสิทธิบัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาที่พึ่งหมดสิทธิบัตร (off-patent drugs) หรือยาชื่อสามัญ (generic drugs) คือยาที่หมดอายุความคุ้มครองสิทธิบัตรแล้วทำให้ผู้ผลิตรายอื่นสามารถผลิตและจำหน่ายยาชนิดนั้นได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ที่เคยได้รับสิทธิบัตร

เพราะยาที่หมดอายุสิทธิบัตรทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคายาอาจลดลงและผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น การทำเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและชดเชยส่วนแบ่งตลาดที่อาจสูญเสียไปจากการแข่งขันด้านราคายา กับยาที่ผู้ผลิตต่างชาติที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศในราคาที่ถูกกว่า หรือมีต้นทุนการผลิตที่ดีกว่า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรต้องหาทางขยายตลาดใหม่ พิจารณาก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่ในภูมิภาค โดยเฉพาะ ตลาดในอาเซียน เพื่อชดเชยส่วนที่อาจขาดหายไป

หนุนขึ้นทะเบียนยาใหม่ๆ รับภาษีนำเข้ายา 200%ของสหรัฐ

“แนวทางหนึ่งที่ภาครัฐให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการปรับตัวเพื่อรับมือกับการประกาศขึ้นอัตราภาษีนำเข้ายา 200% ของสหรัฐก็คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยาไทย ให้ความสำคัญการขึ้นทะเบียนยาใหม่ๆ ที่เพิ่งหมดสิทธิบัตรที่เรียกว่า “ยามุ่งเป้า” เป็นอันดับต้นๆโดยมี เป้าหมายหลักคือการ ลดการนำเข้ายาที่มีราคาสูงจากต่างชาติ หากสามารถผลิตยาเหล่านี้ทดแทนได้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีรายได้และได้ตลาดเข้ามาทดแทนส่วนที่อาจมียานำเข้าราคาที่ถูกกว่า หรือมีต้นทุนการผลิตที่ดีกว่าตัดราคาในการแข่งขันในตลาดลงไปได้”

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา ส.อ.ท.อธิบายว่าปัจจุบันมี “ยามุ่งเป้า” ประมาณ 40-50 ชนิด ที่ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายร่วมกันระหว่าง อย.และเอกชน.ที่จะมุ่งผลิต ยามุ่งเป้าที่มีความจำเป็นสูง แต่ยังไม่มีผู้ประกอบการไทยผลิตขึ้นมาทดแทนยาต่างชาติที่เพิ่งหมดสิทธิบัตร ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการผลิตยาเหล่านี้ โดยมีบริษัทที่สนใจหรือสามารถทำได้ ไม่น้อยกว่า 15 บริษัท เช่น บริษัท ชุมชนเภสัชกรรมจำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการผลิตไปแล้ว 2 ชนิด และกำลังดำเนินการผลิตอีก 4 รวมเป็น 6 ชนิด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุตสาหกรรมยาไทยจะเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา ส.อ.ท.มองว่า อุตสาหกรรมยาไทยก็มีโอกาสหาตลาดทดแทน รวมทั้งสร้างตลาดใหม่ๆ ผ่านการสนับสนุนจากภาครัฐ การพัฒนายาใหม่ และศักยภาพของผู้ประกอบการเอง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมยาไทย

ตลาดยาแผนปัจจุบันไทย270,000 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมตลาดยาแผนปัจจุบันในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 270,000 ล้านบาท และยังคงมีอัตราการเติบโตที่ไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปี ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยาของไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุน จากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และตัวเลขของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งต้องการยาที่มีคุณภาพมาทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง

จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยาในไทย ในการยกระดับอุตสาหกรรมยาไปสู่ New S-Curve เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และก้าวไปสู่การเป็น Medical Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

นอกจากนี้เขายังมองว่าการที่สหรัฐ เสนอเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศ(Local Content) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิทางการค้า นั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการช่วยสร้างงานและรายได้ภายในประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมยา ตัวเลขเฉลี่ยของ Local Content อยู่ที่ประมาณ 40% โดยส่วนใหญ่ของวัตถุดิบ 60% ยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย

"ในอนาคตจะมีการประกาศ ดัชนีอุตสาหกรรมสุขภาพ เป็นประจำทุกเดือน ซึ่งดัชนีนี้จะช่วยสะท้อนภาพรวมและสถานการณ์ของอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึ่งรวมถึงยาและความงาม ซึ่งภาครัฐต้องการผลักดันให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปอีกทางหนึ่งด้วย"

สิทธิบัตรยา 190 ฉบับ จะหมดอายุในทศวรรษหน้า

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Drug Diacovery & Development ระบุว่าบริษัทผลิตยา 50 แห่งที่ใหญ่ที่สุดมีมูลค่าตลาดรวมกัน 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ในจำนวนนี้ บริษัทเภสัชกรรมของสหรัฐ คือ Eli Lilly ถือเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก เป็นที่รู้จักในด้านยารักษาโรคเบาหวานและยาลดน้ำหนักที่เพิ่งเปิดตัว รายได้ของบริษัทเภสัชกรรมขนาดใหญ่ทั่วโลกเติบโตขึ้นมากกว่าครึ่งล้านล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2012 จากปัจจัยประชากรโลกที่อายุมากขึ้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ในปี 2025 Merck & Co. มีรายได้ประมาณ 64,170 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2024 ซึ่งเคยครองตำแหน่งสูงสุดเมื่อปีก่อน ส่วน Pfizer ยังคงอยู่ในอันดับที่สองในปีงบประมาณ 2024 ด้วยรายได้ 63,630 ล้านดอลลาร์แม้ว่าจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในปีงบประมาณ 2022 ด้วยรายได้มากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์จากช่วง COVID-19

อย่างไรก็ตาม “สิทธิบัตรยา 190 ฉบับ” จะหมดอายุในทศวรรษหน้า ข้อมูลจากเว็บไซต์ Drug Patent Watch ระบุว่าเมื่อสิทธิบัตรยาหมดอายุลง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ตั้งแต่การลดราคาอย่างมากที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการดูแลสุขภาพ ไปจนถึงกลยุทธ์ที่ซับซ้อนที่บริษัทยาใช้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายเหล่านี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...