โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 5 วันรวด! อาจกลับมาซื้อสุทธิรายเดือนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน

THE STANDARD

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 10.57 น. • thestandard.co
ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 5 วันรวด! อาจกลับมาซื้อสุทธิรายเดือนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน

ตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 6.6 พันล้านบาท หากจบเดือนนี้ต่างชาติยังคงสถานะซื้อสุทธิจะเป็นการกลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 10 เดือน โดยครั้งสุดท้ายที่ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยรายเดือนต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2567 มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท

ส่วน 9 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนมิถุนายน 2568 ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปรวม 1.31 แสนล้านบาท

ขณะที่ดัชนี SET ของหุ้นไทยพุ่งขึ้นมาราว 150 จุด ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สู่ระดับ 1,217 จุด แต่ล่าสุดวันนี้ (22 กรกฎาคม) ดัชนีย่อตัวลงมา 16.38 จุด ปิดที่ 1,191.75 จุด

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ดัชนี SET ของหุ้นไทยพุ่งขึ้นกว่า 100 จุด ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลจากเงินทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิหุ้นไทยตั้งแต่ต้นเดือนเกือบ 5 พันล้านบาท แม้จะไม่มากเท่ากับเงินทุนที่ไหลเข้าเกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น แต่ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาค

เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสอดคล้องกับเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่า และเม็ดเงินลงทุนในกองทุน ETF ที่อิงกับตลาดหุ้นไทยที่ยังคงเดินหน้าเป็นบวกติดต่อกันหลายวัน ซึ่งเป็นภาพที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2566 ทำให้หุ้นใหญ่ของไทยจะยังโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดกลางและเล็ก โดยช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา SET50 เพิ่มขึ้น 8.8% ส่วน sSET เพิ่มขึ้น 4.2%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

“เงินทุนที่ไหลเข้าส่วนหนึ่งเป็นการเลือกซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหลังจากหุ้นไทยร่วงมากเกินไปในช่วงก่อน แต่นักลงทุนระยะยาวยังต้องรอติดตามหลายปัจจัย โดยเฉพาะการเจรจาการค้าและการเมืองในประเทศ”

DELTA มีส่วนหนุนหุ้นไทย 1 ใน 3

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นราว 146 จุด จาก 1,062 จุด เป็น 1,208 จุด ผลักดันจากหุ้นของ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) ถึง 43 จุด หรือราว 1 ใน 3 ของการปรับตัวเพิ่มขึ้นในรอบนี้ การขึ้นมาเร็วและแรงของดัชนีอาจมีการพักบ้าง

ด้านณัฐชาตกล่าวเพิ่มเติมว่า ราคาหุ้น DELTA ปรับสูงขึ้นอย่างร้อนแรงตั้งแต่สัปดาห์ก่อน หลัง Consensus ทยอยปรับเพิ่มทั้งประมาณการกำไรในอนาคต และราคาที่เหมาะสม แต่สิ่งที่ต้องระวังมากขึ้นก็คือราคาหุ้นที่ขึ้นมาร้อนแรง จนทำให้ล่าสุดช่องว่างระหว่างราคาเป้าหมาย Consensus กับราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ในระดับติดลบมากสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง

หากย้อนอดีตไปดูในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ พบว่าราคาหุ้นของ DELTA จะเริ่มเข้าสู่โซนเปราะบางและมีการปรับฐานลงในท้ายที่สุด ทั้งนี้ DELTA ถือเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่เราประเมินว่าในระยะสั้นได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกทางด้านการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ไปพอสมควรแล้ว จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงกับหุ้นตัวนี้

ไทยอาจคุยสหรัฐฯ ลดภาษีได้ไม่เท่าเวียดนาม

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนต่างชาติและตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปคือผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่ง สรพล วีระเมธีกุล หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล. กสิกรไทย กล่าวว่า ให้น้ำหนักน้อย

“เราให้น้ำหนักน้อยกับโอกาสที่ไทยจะเจรจาภาษีให้ลงมาเหลือ 20% ใกล้กับเวียดนามและอินโดนีเซีย เนื่องจากเงื่อนไขการเปิดตลาด ซึ่งเราต้องปกป้องเกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศ”

อย่างไรก็ดี หากไทยสามารถเจรจาลดภาษีมาเหลือ 20% ได้จริง หุ้นไทยมีโอกาสจะวิ่งไปสู่ระดับ 1,245 จุด แต่กรณีเลวร้ายสุดคือภาษียังคงอยู่ที่ 36% หุ้นไทยอาจร่วงลงไปสู่ระดับ 1,145 จุด ปัจจัยที่ต้องติดตามคือการเจรจารอบ 3 ที่น่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 23 สิงหาคมนี้

ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าในเดือนนี้อาจไม่ได้ต่อเนื่องถึงปลายปี แม้มูลค่าหุ้นไทยจะถูกเทียบกับภูมิภาค แต่ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม นอกจากเรื่องภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ยังมีเรื่องของนโยบายการเงินของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ และปัจจัยการเมืองที่อาจกระทบต่อ พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569

รวมทั้งกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีความเสี่ยงจะถูกปรับลดลงจาก 89.5 บาทต่อหุ้น มาเหลือ 88 บาทต่อหุ้น หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ของทุกบริษัท ซึ่งจะกระทบต่อดัชนีราว 40 จุด

กำไรกลุ่มแบงก์ดีกว่าคาด

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า กำไรไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดย 8 ธนาคาร ที่ฝ่ายวิจัยติดตามมีกำไร 6.5 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับที่คาดไว้ จากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิตามวัฏจักรดอกเบี้ย

ซึ่งธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) และบมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) มีกำไรสุทธิสูงกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนภาพรวมกำไรทั้งกลุ่มอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 53% ของประมาณการกำไรทั้งปี ส่วนครึ่งปีหลังกลุ่มธนาคารจะเผชิญความท้าทายมากขึ้น จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามวัฏจักรดอกเบี้ยและคุณภาพสินทรัพย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...