โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ทำความรู้จักภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปต่อไวรัส RSV แรกเกิดถึง 2 ปี

Bumrungrad International

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 06.20 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2568 เวลา 03.20 น.
  • อาการเมื่อเด็กติดเชื้อไวรัส RSV
  • วัคซีนป้องกัน RSV

Highlight

  • เด็กในช่วง 2 ขวบปีแรก 90% สามารถติดเชื้อไวรัส RSV ได้ อย่างน้อย 1 ครั้ง และกว่า 50% ของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV ต้องนอนโรงพยาบาล บางรายมีอาการรุนแรงต้องเข้ารักษาใน ICU ใส่ท่อช่วยหายใจ
  • ไวรัส RSV เป็นสาเหตุหลัก 1 ใน 3 ของการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อและหลอดลมอักเสบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี อาจมีอาการรุนแรงมาก อันตรายถึงแก่ชีวิตได้
  • ปัจจุบันสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ได้โดยการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป โดยสามารถฉีดป้องกันได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดถึง 2 ปี ลดโอกาสในการติดเชื้อ 79.5% ลดการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง 83.2% ลดความรุนแรงและการเข้าไอซียูได้ 75.3%Respiratory Syncytial Virus : RSV คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เด็กๆ เป็นกันบ่อยมาก จากการศึกษาพบว่า 90% ของเด็กในช่วงอายุ 2 ขวบปีแรกสามารถติดเชื้อไวรัส RSV ได้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และกว่า 50% ของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะแพทย์ต้องดูแลตามอาการที่เกิดอย่างใกล้ชิด และบางรายมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เชื้อไวรัส RSV สามารถแพร่กระจายได้ง่ายและติดต่อเร็วมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ที่เกิดการระบาด และพบว่าไวรัส RSV เป็นสาเหตุหลักถึง 1 ใน 3 ของการเสียชีวิตที่เกิดจากปอดอักเสบและหลอดลมอักเสบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี และอาการรุนแรงมาก เชื้อไวรัส RSV จะทําให้เกิดการอักเสบในหลอดลมขนาดเล็กที่อยู่ในปอด เกิดการสะสมของเสมหะ ทําให้หลอดลมเล็ก ๆ เหล่านี้ถูกอุดกั้นจนอากาศไม่สามารถผ่านไปแลกเปลี่ยนก๊าซที่ถุงลมได้ ส่งผลให้เด็กได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทําให้มีเสียงวี้ดในปอด หรือหากเนื้อเยื่อปอดติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงก็จะทําให้เกิดโรคปอดอักเสบติดเชื้อได้

อาการเมื่อเด็กติดเชื้อไวรัส RSV

  • ลักษณะเริ่มต้นจะเหมือนอาการหวัดทั่วไป มีนํ้ามูก ไอ อาจมีเสียงวี้ดในปอดร่วมด้วย
  • มีไข้
  • รับประทานอาหารได้น้อยลง
  • เล่นน้อยลง
  • ร้องไห้กวน งอแง
  • หายใจเว้นช่วง หยุดเป็นพักๆ

สัญญาณที่แสดงว่า การติดเชื้อไวรัส RSV มีอาการรุนแรง และอันตราย

  • เด็กหายใจเร็วและถี่
  • ไอหรือมีเสียงวี้ดในปอดอยู่ตลอด
  • รอบปากหรือเล็บเป็นสีเขียว
  • จมูกบานหรืออกบุ๋มขณะหายใจ
  • •มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส (โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน)หากพบอาการดังกล่าวให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันที โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ยิ่งมีความเสี่ยงที่อาการจะรุนแรง เพราะสังเกตอาการได้ยากเนื่องจากเด็กยังเล็กสื่อสารไม่ชัดเจน ดังนั้นหากมีข้อสงสัยหรือสังเกตเห็นความผิดปกติตามที่กล่าวมาให้รีบพาไปตรวจที่โรงพยาบาลทันที เพื่อดูแลอาการและลดความรุนแรงของโรค
    ปัจจุบันสามารถป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรง ให้กับเด็กๆ ด้วยการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV (Nirsevimab) เพียงครั้งเดียวในช่วงฤดูกาลระบาด

ประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันสําเร็จรูป RSV (Nirsevimab)ในเด็ก

• ลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัส RSV ได้ถึง 79.5%
• ลดความเสี่ยงเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากไวรัส RSV ได้ถึง 83.2%
• ลดความรุนแรงและลดโอกาสในการเข้ารักษาตัวในไอซียูได้ 75.3%
• ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ได้ยาวนาน 5 เดือน ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาของการแพร่ระบาด

อายุเด็กที่สามารถฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV ได้

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสามารถฉีดได้ในกลุ่มเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิด – 2 ปี (สามารถฉีดได้ในช่วงฤดูกาลระบาดเลย เพราะภูมิคุ้มกันขึ้นทันทีหลังฉีด) ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำให้ฉีดภูมิคุ้มกันสําเร็จรูป RSV (Nirsevimab) ดังนี้
ฤดูกาลแรก
1. แนะนำในทารกแข็งแรงดีทุกราย ที่อายุ ≤ 8 เดือน และอาจพิจารณาฉีดในทารกแข็งแรงดีอายุ > 8 - 12 เดือน
2. แนะนำในทารกกลุ่มเสี่ยง ที่อายุ≤12เดือน โดยทารกกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อ RSV รุนแรง ได้แก่

  • 2.1 โรคปอดเรื้อรังจากภาวะคลอดก่อนกำหนด (BPD) ที่ยังคงได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ หรือมีการใช้ออกซิเจนในช่วง 6 เดือนก่อนเจ้าสู่ฤดูกาสระบาค
  • 2.2 เด็กมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง
  • 2.3 เด็กที่เป็น โรค cystic fibrosis รุนแรง เช่น เคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากการกำเริบของโรคปอดในปีแรกของชีวิต หรือมีความผิดปกติของภาพถ่ายทรวงอก หรือมีภาวะทุพโภชนาการ(Weight-for-length < 10th percentile) เป็นต้น
  • 2.4 เด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดและยังคงได้รับการรักษาอยู่ (hemodynamically significant congenital heart disease)3. โดยแนะนำให้ฉีดครั้งเดียวในระยะเข้าฤดูกาลระบาดของ RSV ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมของทุกปี สำหรับทารกที่เกิดในช่วงฤดูกาลระบาดสามารถฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV หลังคลอดได้ทันที

ฤดูกาลที่สอง

แนะนำให้ฉีดครั้งเดียวในเด็ก ≤19 เดือน ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อ RSV รุนแรง
และอาจพิจารณาในเด็ก 19 - 24 เดือน ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อ RSV รุนแรง

ขนาดยา เนอร์ซีวิแมบ (Nirsevimab) ที่แนะนำ

ทารก

  • ทารก ที่น้ำหนักต่ำกว่า 5 กิโลกรัม แนะนำให้ฉีด 50 มิลลิกรัม
  • ทารก ที่น้ำหนักตั้งแต่ 5 กิโลกรัมขึ้นไป แนะนำให้ฉีด 100 มิลลิกรัมเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส RSV แนะนำให้ฉีด 200 มิลลิกรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกุมารแพทย์ จึงแนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยก่อนการฉีด

หมายเหตุ

- การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและอายุของเด็ก โดยก่อนรับบริการต้องปรึกษากุมารแพทย์และให้แพทย์พิจารณาการให้ภูมิคุ้มกันทุกครั้ง
- ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV สามารถให้ร่วมกับวัคซีนตามวัยได้ และไม่ต้องมีการเว้นระยะห่างกับวัคซีนทุกชนิดรวมถึงวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต เนื่องจากไม่รบกวนต่อการสร้างภูมิคุ้มกันต่อวัคซีน
- การฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV สามารถฉีดร่วมกับวัคซีนอื่นๆ ได้ในครั้งเดียวกัน โดยฉีดคนละตำแหน่ง
การฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV(Nirsevimab) มีความปลอดภัย อาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยเกิดขึ้นได้เช่น ตัวร้อน ปวดบวมบริเวณที่ฉีด ผื่นขึ้น อาเจียน ไม่สบายตัว เป็นต้น

ข้อห้ามในการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

ห้ามฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในเด็กที่มีประวัติแพ้รุนแรงต่อ nirsevimab และส่วนประกอบ เช่น arginine, histidine

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...