โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทุนเสมอภาค หรือ ยาแก้เฉพาะหน้า? เมื่อภาระทางการศึกษาเกี่ยวพันกับหนี้ครัวเรือน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 03.11 น.
ทุนเสมอภาคช่วยเด็กยากจนไม่หลุดระบบ แต่เพียงพอหรือไม่ในยุคที่หนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 16 ล้านล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางการศึกษายังเป็นภาระใหญ่ของครอบครัวยากจน

โอกาสที่ไม่เท่ากันตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเรียน

ในประเทศที่การเกิดผิดที่สามารถกำหนดจุดหมายชีวิตได้ การศึกษาถูกตั้งไว้เป็นกลไกสำคัญที่จะดึงเด็กจากครอบครัวรายได้น้อยให้มีโอกาสต่อสู้ในระบบแข่งขันของสังคม แต่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ เด็กไทยยากจนกำลังได้รับโอกาสที่แท้จริง หรือเพียงได้รับโอกาสให้อยู่รอดในระบบเท่านั้น

ทุนเสมอภาคภายใต้การบริหารของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. ถูกออกแบบมาเพื่อประคองเด็กจากครัวเรือนยากจนพิเศษให้อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ โดยเฉพาะช่วงรอยต่อสำคัญ เช่น อนุบาล 3 สู่ประถม 1 หรือ มัธยม 3 สู่มัธยมปลาย ทุนที่แจกในแต่ละปีมีมูลค่าระหว่าง 1,000 ถึง 7,200 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับระดับความยากจนและระดับชั้นของผู้เรียน

ในปี 2568 มีเด็กกว่า 800,000 คนที่ได้รับทุนเสมอภาค รวมงบประมาณกว่า 1,536 ล้านบาท ซึ่งอาจดูเป็นตัวเลขใหญ่ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับภาระของแต่ละครัวเรือน จะเห็นว่าทุนเหล่านี้คือเพียงกลไกประคอง ไม่ใช่แรงผลักดันที่เพียงพอในการปีนออกจากความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

เมื่อความยากจนไม่ได้วัดแค่จากบัญชีรายรับ

แม้ระบบคัดกรองผู้มีสิทธิรับทุนจะใช้วิธีประเมินรายได้ทางอ้อมผ่าน Proxy Means Test ที่อาศัยครูและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อประเมินความยากจน แต่ในเชิงระบบ กลไกเหล่านี้ก็ยังเจอความท้าทายหลายด้าน เช่น ภาระงานของครู ข้อมูลที่ไม่อัปเดต และข้อจำกัดด้านทรัพยากรในพื้นที่ห่างไกล

ขณะเดียวกัน ความยากจนของครัวเรือนไทยไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่สะท้อนผ่านสภาพคล่องจริงของผู้ปกครองที่ต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน ค่าเครื่องแบบ และอุปกรณ์การเรียน ซึ่งเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 500 ถึง 1,500 บาทต่อเดือน หรือราว 6,000 ถึง 18,000 บาทต่อปีสำหรับเด็กในโรงเรียนรัฐบาล

ในกลุ่มครอบครัวยากจนมากที่มีรายได้เฉลี่ยเพียง 34 บาทต่อวัน ต่ำกว่ามาตรฐานความยากจนของธนาคารโลกที่ตั้งไว้ที่ 80 บาทต่อวัน รายจ่ายการศึกษาจึงเป็นภาระที่ไม่เล็ก เมื่อเด็กหนึ่งคนต้องแลกโอกาสทางการศึกษากับการขาดแคลนอาหารหรือค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

หนี้ครัวเรือนกับการศึกษาที่ไม่มีทางเลือก

ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยในไตรมาสแรกปี 2568 อยู่ที่ 16.35 ถึง 16.42 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 87.4 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แม้จะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 88.4 เปอร์เซ็นต์ แต่จำนวนหนี้เสียที่สูงถึง 1.19 ล้านล้านบาท และกระทบผู้กู้กว่า 5.15 ล้านราย ยังคงเป็นสัญญาณว่าครอบครัวจำนวนมากไม่สามารถแบกรับรายจ่ายพื้นฐานได้อีกต่อไป

เมื่อนำสถิติเหล่านี้มาเชื่อมกับรายจ่ายด้านการศึกษา จะพบว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียน แต่เริ่มต้นตั้งแต่ครัวเรือน เมื่อผู้ปกครองไม่มีทางเลือก นอกจากลดรายจ่ายที่ไม่ก่อรายได้ การศึกษาของบุตรหลานจึงอาจกลายเป็นเรื่องรอง แม้เด็กเหล่านี้จะอยู่ในระบบอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติ อาจต้องหยุดเรียนบ่อยครั้งเพราะไม่มีค่าเดินทาง หรือไม่สามารถตามบทเรียนได้ทันเพราะขาดอุปกรณ์ขั้นพื้นฐาน

ช่องว่างที่ทุนไม่อาจถมได้

หากเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในระบบการศึกษาโดยรวม จะเห็นได้ชัดว่าช่องว่างไม่ได้จำกัดแค่รายได้ แต่ขยายไปถึงคุณภาพของโรงเรียนและโอกาสในอนาคต โรงเรียนเอกชนทั่วไปมีค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 ถึง 50,000 บาท ส่วนโรงเรียนนานาชาติอยู่ที่ 150,000 ถึงมากกว่า 900,000 บาทต่อปี ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมแรกเข้าและกิจกรรมเสริมอีกหลายหมื่นบาท

ในขณะที่นักเรียนยากจนได้รับทุนเฉลี่ยเพียงไม่กี่พันบาทต่อปี พวกเขากำลังแข่งขันในระบบที่ใช้มาตรฐานเดียวกับเด็กที่มีต้นทุนสูงกว่าเป็นร้อยเท่า ในสภาพเช่นนี้ ความหวังที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือขยับฐานะจึงไม่ต่างจากการปีนเขาโดยไม่มีอุปกรณ์เซฟตี้ใดๆ

ระบบที่ต้องเปลี่ยนทั้งกลไก ไม่ใช่แค่เพิ่มเงิน

แม้จะต้องยอมรับว่าโครงการทุนเสมอภาคมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่หากหยุดอยู่แค่การแจกทุน เงินเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นเพียงยาแก้ปวดที่บรรเทาความรุนแรงได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถรักษาบาดแผลเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง

การลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในระยะยาวจึงต้องไปไกลกว่าเงินรายหัว ต้องรวมถึงการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพ การเพิ่มครูที่มีความสามารถเข้าสู่พื้นที่ห่างไกล การจัดระบบขนส่งนักเรียนที่ปลอดภัย และที่สำคัญ คือการทำให้ครอบครัวสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเลือก “เงินวันนี้” แทน “โอกาสของลูกในอนาคต”

ในสังคมที่การศึกษายังเป็นทางรอดเดียวของคนจน การรักษาเด็กให้อยู่ในระบบจึงยังไม่เพียงพอ หากระบบนั้นไม่มีโครงสร้างที่พาเขาไปไกลกว่าความจนรุ่นพ่อแม่.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...