โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

งานวิจัยเผย สีผสมอาหารส่งผลเด็กสมาธิสั้น- โรคมะเร็ง โดยเฉพาะสีแดง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 16.37 น.
อาหารและเครื่องดื่มที่มีสีสังเคราะห์มักมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสีถึงร้อยละ 141

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics ปี 2024 พบว่า อาหารและเครื่องดื่มที่มีสีสังเคราะห์มักมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสีถึงร้อยละ 141 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสีเหล่านี้มักถูกใช้ในผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำอัดลม ขนมอบ และอาหารสำเร็จรูป ที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ

หนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจน คือ ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมในเด็ก งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet พบว่า เด็กที่บริโภคสีสังเคราะห์ร่วมกับสารกันบูดมีพฤติกรรมไฮเปอร์มากขึ้น มีอาการคล้ายสมาธิสั้น (ADHD) โดยสีที่พบบ่อย เช่น สีแดงเบอร์ 40 (Red 40), สีเหลืองเบอร์ 5 และ 6 ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ผิดปกติในเด็กบางราย

ด้านความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า สีแดงเบอร์ 3 (Red No.3 หรือ Erythrosine) อาจเพิ่มโอกาสการเกิดเนื้องอกในต่อมไทรอยด์ แม้ในมนุษย์ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และสมาชิกสหภาพยุโรป เริ่มจำกัดหรือห้ามใช้สีชนิดนี้ในอาหารแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่เริ่มค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างสีผสมอาหารกับการทำงานของลำไส้ โดยเฉพาะ Red 40 ที่อาจส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

ด้วยหลักฐานที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลายรัฐในสหรัฐฯ เช่น แคลิฟอร์เนีย ได้เริ่มแบนสีผสมอาหารบางชนิดในโรงเรียน และออกกฎหมายให้ผู้ผลิตต้องติดฉลากเตือน ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Kraft Heinz และ Nestlé กำลังทยอยเลิกใช้สีสังเคราะห์ในผลิตภัณฑ์ของตนภายในปี 2027

แม้สีจากธรรมชาติจะถูกมองว่า "ปลอดภัยกว่า" แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัญหาสำคัญยังอยู่ที่โครงสร้างของ "อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed Foods)" ที่ถูกออกแบบให้ดึงดูดเกินจริง กระตุ้นความอยากอาหาร และมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ การบริโภคอาหารธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และการอ่านฉลากโภชนาการจึงยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการป้องกันความเสี่ยง

จุดเน้นหลักของการศึกษาใหม่ที่นำโดย Dunford คือการวัดการใช้สีสังเคราะห์ในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม 39,763 รายการที่จำหน่ายโดยผู้ผลิต 25 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกา โดยใช้ข้อมูลปี 2020 จาก Label Insight ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ NielsenIQ สำหรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

นักวิจัยพบว่าผลิตภัณฑ์ 1 ใน 5 หรือร้อยละ 19 มีสีสังเคราะห์ระหว่าง 1 ถึง 7 ชนิด สีสังเคราะห์ที่ใช้มากที่สุดคือสีแดงหมายเลข 40 รองลงมาคือสีแดงหมายเลข 3 และสีน้ำเงินหมายเลข 1

หมวดหมู่อาหารที่มีการใช้สีมากที่สุด ได้แก่ เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา (79%) เครื่องดื่มเข้มข้น (71%) และขนมหวาน (54%) ผู้เขียนระบุว่า “เครื่องดื่มอัดลมมีสัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีสีย้อมสังเคราะห์มากที่สุด (30%) เนื่องจากเป็นหมวดหมู่ที่มียอดขายสูงสุด”

ทั้งนี้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐแคลิฟอร์เนียได้เริ่มออกกฎหมายห้ามใช้สีสังเคราะห์ที่ทำจากปิโตรเลียม โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ เช่น ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่เพิ่มขึ้นและปัญหาทางระบบประสาทในเด็กและสัตว์ ผู้ว่าการรัฐแกวิน นิวซัม ได้สั่งห้ามใช้สีแดงหมายเลข 3 ในปี 2023 และห้ามใช้สีทั่วไปอีก 6 ชนิดในอาหารของโรงเรียนในปี 2024 นับแต่นั้นมา รัฐอื่นๆ อีก 25 รัฐได้เดินตามรอยของรัฐแคลิฟอร์เนียด้วยการออกกฎหมาย ซึ่งบางรัฐได้ลงนามเป็นกฎหมาย และบางรัฐยังคงดำเนินการอยู่ โดยกฎหมายดังกล่าวจะห้าม จำกัดการใช้ หรือกำหนดให้ติดฉลากสีผสมอาหาร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...