เศรษฐกิจครึ่งปีหลังอึมครึม ธุรกิจผวาเบรกลงทุนใหม่ หวั่นการเมืองไร้เสถียรภาพ
เปิดผลกระทบหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายกฯ แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ นักเศรษฐศาสตร์ประเมินนักลงทุน “Wait and See” รอความชัดเจน ผวาความไม่แน่นอน หวั่นเบิกจ่ายงบประมาณ-อนุมัติโครงการสะดุด สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล ห่วงไทยตกเป็นรองการเจรจาภาษีกับสหรัฐ หอการค้าไทยเชื่อเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตย ขณะที่สภาอุตฯ หวัง ครม.ใหม่เดินหน้าแก้ปัญหา กังวลรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ อสังหาฯ มองครึ่งปีหลังปัจจับลบยังไม่จบ นักธุรกิจเชียงใหม่ห่วง โจทย์ใหญ่การฟื้นตัวเศรษฐกิจต่างจังหวัด
เปิดข้อห่วงใยพักงานนายกฯ
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ว่ามีอยู่ 4-5 ประเด็น ได้แก่ 1.ความไม่แน่นอนทางการเมือง สถานการณ์นี้เพิ่มความไม่แน่นอนระยะสั้นในระบบการเมือง นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอาจใช้ท่าที “Wait and See” ส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนใหม่ชะลอตัว
2.ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ส่งผลให้เอกชนอาจระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่พึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายได้ ความเชื่อมั่นอาจไม่ลดลงมากนัก 3.พรรคร่วมรัฐบาล โดยความเปราะบางทางการเมืองอาจเพิ่มแรงกดดันให้พรรคร่วมบางพรรคทบทวนจุดยืน หากเกิดการถอนตัว อาจนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือยุบสภาในที่สุด แต่ยังไม่ใช่ความเสี่ยงระยะสั้นทันที
เป็นรองเจรจาสหรัฐ
4.การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลยังมีอำนาจบริหารโดยรักษาการ รองนายกฯ สามารถสานต่อการผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ได้ต่อเนื่อง โครงการที่ผ่านการอนุมัติแล้ว เช่น งบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจยังเดินหน้าได้ และ 5.ผลกระทบต่อการต่างประเทศ การเจรจาการค้าอาจไม่กระทบการเจรจาระยะสั้น เช่น การพบปะกับตัวแทนรัฐบาลสหรัฐ หรือข้อตกลงการค้าเดิม
อย่างไรก็ตาม คู่เจรจาอาจใช้โอกาสนี้ต่อรองเงื่อนไขทางการค้าได้มากขึ้น หากมองว่ารัฐบาลไทยมีสถานะการเมืองอ่อนแอลง
กสิกรฯ มอง ศก.ภาครัฐสะดุด
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะสร้างความไม่แน่นอน ทำให้แรงหนุนเศรษฐกิจจากภาครัฐจะสะดุด เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการอนุมัติโครงการต่าง ๆ อาจจะล่าช้าออกไป โดยเฉพาะงบฯ ลงทุนทางด้านภาคก่อสร้าง ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจ เพราะการส่งออกและท่องเที่ยวมีความเสี่ยงชะลอตัว ดังนั้น จะกระทบเศรษฐกิจในระยะสั้นตั้งแต่นี้จนถึงปลายปีได้
“หากเปลี่ยนตัวนายกฯ และพรรคร่วมยังเหมือนเดิม นโยบายต่าง ๆ น่าจะไปได้ แต่หากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไม่สามารถผ่านกฎหมายได้ และนำไปสู่การยุบสภา จะเป็นประเด็นที่น่ากังวล เพราะจะกระทบต่องบประมาณปี 2569 ได้ ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจค่อนข้างมาก”
ทิสโก้ชี้ดีกว่ายุบสภา
นายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนทิสโก้ (ESU) กล่าวว่า หากเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี มองว่าจะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ และชะลอแผนการลงทุนออกไปช่วงสั้น ๆ เพื่อรอดูเสถียรภาพการจัดตั้งรัฐบาล โดยคาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.1% จากกรอบจีดีพีที่คาดไว้ขยายตัว 1.6%
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบน่าจะเป็นช่วงสั้น ๆ ที่จะทำให้การเบิกจ่าย หรือการเร่งเบิกจ่ายชะลอออกไปเล็กน้อย ใช้เวลาประมาณสัปดาห์ แต่ไม่นานถึง 4-6 เดือน จึงมองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มาก ไม่ใช่กรณีเลวร้ายที่มีการยุบสภาที่จะกระทบต่องบประมาณปี 2569
เอกชนกังวลเศรษฐกิจชะงัก
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยกล่าวว่า ต้องติดตามการดำเนินการของรัฐบาลจากนี้ ว่าจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าจะมีผลกระทบไม่มาก เพราะทุกอย่างยังอยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ภาคเอกชนกังวล คือการเจรจาต่าง ๆ กับต่างประเทศ เพราะปกติรัฐบาลจะมีอำนาจการเจรจาเรื่องต่าง ๆ ซึ่งจะมีผลต่อการเจรจา แต่ก็คงในระยะสั้น
“ในระยะสั้น อยากให้การเจรจาต่อรองภาษีกับสหรัฐผ่านไปให้ได้ ส่วนระยะกลางและระยะยาวก็คาดหวังว่าจะสร้างความมีเสถียรภาพทางการเมืองให้มากขึ้น ซึ่งเอกชนพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลและรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ และเชื่อว่าจะทำงานอย่างบูรณาการไปในทิศทางที่ดีได้ โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้”
อย่างไรก็ตาม ต้องให้โอกาสคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ เข้ามาทำงานและแก้ไขปัญหา เพราะเชื่อว่าไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ คงรับรู้แล้วว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ การส่งออก การท่องเที่ยว ที่ต้องการให้รัฐบาลออกนโยบายในการกระตุ้นและหาแนวทางการรับมือปัญหา
อสังหาฯครึ่งปีหลังปัจจัยลบไม่จบ
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาวะประเทศไทยตอนนี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้คำว่าเราอยู่ในโหมดประคับประคองสถานการณ์ และถึงยังไงก็นำไปสู่การเลือกตั้งในอนาคตในระยะเวลาอันใกล้
สำหรับบรรยากาศการทำธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ และแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ผู้ประกอบการทำคนคงต้อง Wait & see เพราะซึมซับแรงกดดันมากกว่าธุรกิจอื่นจากผลกระทบสถานการณ์แผ่นดินไหวในช่วงปลายไตรมาส1/68
ปัจจุบันกำลังรอบิ๊กดาต้าภาพรวมตลาดในไตรมาส 2/68 ที่คาดว่าทุกคนเหนื่อยเหมือนกันหมดทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่-รายกลาง-รายเล็ก เพราะมีปัจจัยลบที่ไม่สามารถควบคุมได้เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้เทรนด์ที่ชัดเจนปีนี้คือการเผชิญกับ The Great Perfect Storm
“วันนี้ ประชาชนคนไทยหรือผู้ประกอบการก็ตาม พร้อมจะรับกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะเราผ่านเรื่องยากๆ โจทย์ยากๆ มาเยอะแล้ว ไม่ว่าระบบสถาบันการเงินที่เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ระบบเศรษฐกิจที่มีแรงกระแทกทั้งปัจจัยการเมืองภายใน และปัจจัยภายนอกกจากภาษีทรัมป์และภาวะสงคราม โดยที่เทรดวอร์ระหว่างสหรัฐกับจีนยังไม่จบ” นายประเสริฐกล่าว
จี้ ครม.ใหม่เร่งทำผลงาน
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาอื่น ๆ สุมอยู่มากมาย และข้อจำกัดของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มองว่า ครม.ชุดใหม่มีทางเลือกไม่มากนัก รัฐมนตรีหลายกระทรวงก็ต่อเนื่องจาก ครม.ชุดเดิม ซึ่งสามารถเดินหน้าทำงานต่อได้ทันที ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะได้ช่วยกันทำงานหนัก ด้วยนโยบายที่สร้างสรรค์และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง พร้อมกล้าหาญในการผ่าตัดปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง มากกว่าการแก้ปัญหาแบบฉาบฉวย
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ มีความสำคัญในการเจรจาการค้าและการค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องภาษีประเทศสหรัฐอเมริกา และการแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน การเปลี่ยนม้ากลางศึกถือเป็นความท้าทายของรัฐมนตรีท่านใหม่ที่ต้องขับเคลื่อนพิสูจน์ผลงาน ส่วนการควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อขับเคลื่อน Soft Power ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่งของท่านนายกรัฐมนตรีพอเข้าใจได้ ซึ่งนายกฯ คงต้องทำงานหนักขึ้นอย่างแน่นอน
“ผมเชื่อว่า เอกชนและทุกภาคส่วนพร้อมจะสนับสนุนนโยบายดี ๆ และสร้างสรรค์ของรัฐบาล” นายอิศเรศกล่าว
หนุนต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล หนึ่งในคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการพัฒนายุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ และประธานสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์” หรือ Creative Industry and Soft Power Institute (CISPI) ให้ความเห็นกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ว่าการจะพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ไทยคือเพื่อ 1.ให้รู้จัก 2.มั่นใจ 3.บริโภค ให้เขาอยากมาเที่ยว มาดู มาบริโภค การได้ขายของนักท่องเที่ยวเปรียบเสมือนการส่งออกสินค้า เป็นการสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศ
การทำซอฟต์พาวเวอร์ทั้งหมดนี้คือการทำมาร์เก็ตติ้งกองโต ที่จะอาศัยจุดแข็งของเรา คือขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญา ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องจะช่วยดันเรื่องการส่งออกทั้งหมด
วอนผลักดัน 14 อุตฯ สำคัญ
“เรื่องอาหารไทย ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธารนำอาหารไทยไปโชว์ศักยภาพในการประชุม World Economic Forum งาน “Thailand Reception” ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาแล้ว ซึ่งเป็นการเปิดตลาดอาหารไทยเพิ่มขึ้น หากคนรู้จักมากขึ้นมันจะดีทั้งระบบ ทั้งเกษตรกร ผู้ค้า ผู้ส่งออก ดังนั้น ถ้ามาอยู่ที่ รมว.วัฒนธรรม จะได้โฟกัสการส่งเสริมเรื่องเหล่านี้เต็มที่”
นางพิมพ์ใจกล่าวอีกว่า รวมถึงช่วยผลักดันทั้ง 14 กลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ อาหาร อัญมณี แฟชั่น เฟสติวัล มวยไทย จะเป็นผลดีโดยตรงกับการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย ยกระดับได้เร็วขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ การผลักดันสิ่งเหล่านี้คือมาร์เก็ตติ้งชั้นหนึ่ง และถ้าเรามีจุดเด่นด้านซอฟต์พาวเวอร์ มีความแตกต่างที่เป็นอัตลักษณ์ของเรา เรียกความนิยม เรียกความเชื่อถือ จะช่วยทั้งตลาด การส่งออก เศรษฐกิจไปโดยธรรมชาติ
หอค้าใต้มองรัฐไร้เสถียรภาพ
นายกรกฎ เตติรานนท์ ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับ ครม.ใหม่และมีนายกรัฐมนตรีรักษาการ ภาพของรัฐบาลก็ยังอยู่แบบเดิมท่ามกลางความขัดแย้ง ไม่ได้ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และยังส่งผลกระทบต่อด้านเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นและอำนาจการเจรจาต่อรองกับต่างประเทศ ทั้งนี้ การจะทำให้เศรษฐกิจดีรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเรื่องต้นทุนการผลิตให้ต่ำ เพื่อจะส่งออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้
“เมื่อการบริหารงานของรัฐบาลกลางมีปัญหา ส่งผลกระทบหนักต่อส่วนภูมิภาค เพราะจะขาดการเหลียวแลมากขึ้น อย่างตอนนี้ทางภาคใต้ประสบกับภาวะสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ”
เชียงใหม่ชี้แก้ ศก.โจทย์ยาก
ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า รัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่อาจมีความเหมาะสมในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งหากมองย้อนกลับไปยัง ครม.ชุดเดิมที่ผ่านมา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจถือว่ายังไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างชัดเจน และยังไม่เป็นไปตามเป้า ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับ ครม. 2 ที่จะมาดำเนินการต่อ
ประเด็นสำคัญที่ทางหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่อยากเสนอคือ ขอให้รัฐบาลช่วยผลักดันให้เกิดโครงการในการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงมาสู่ภาคเอกชนให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนจะหมดปีงบประมาณ 2568 หากไม่ผลักดันการใช้จ่ายงบประมาณตามแผน หรือตามโครงการต่าง ๆ จะยิ่งทำให้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดน้อยถอยลงไป และไม่เป็นไปตามเป้า
พักทำงาน-ครึ่งหลังแย่ลงอีก
อย่างไรก็ตาม หากมองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะฟื้นดีขึ้นหรือไม่นั้น ถือว่าเป็นโจทย์ยากพอสมควรสำหรับทีม ครม.2 ด้วยกลไกปัญหาที่เรื้อรังและคาราคาซังมานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกับดักสภาพคล่องในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้-สินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งยังไม่ได้มีการผ่อนคลายลง นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงอยู่ ทำให้กำลังซื้อของภาคประชาชนไม่ดีเท่าที่ควร
กล่าวได้ว่าปัญหาเดิม ๆ เหล่านี้ยังไม่ได้ถูกแก้ไข จึงเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลชุดนี้พอสมควร ว่าในช่วงระยะเวลาอันสั้น การที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จำเป็นต้องผ่านการใช้จ่ายเงินของภาครัฐตามโครงการที่ได้เสนอตามแผนงบประมาณ ซึ่งต้องเร่งผลักดันและเร่งใช้จ่ายงบประมาณให้เร็วที่สุด ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 นี้ เพราะถ้ามีการใช้จ่ายงบประมาณน้อย เงินงบประมาณที่จะลงมาอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ดร.กอบกิจกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายกรัฐมนตรีพักการทำงาน รัฐบาลจะขาดผู้นำทำให้เกิดความระส่ำระสายในการบริหารงาน โครงการต่าง ๆ อาจไม่ต่อเนื่อง และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการขับเคลื่อนงบประมาณในการเบิกจ่ายของภาครัฐ อาจจะถูกฟรีซและหยุดกะทันหัน ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังแย่ลงและน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจครึ่งปีหลังอึมครึม ธุรกิจผวาเบรกลงทุนใหม่ หวั่นการเมืองไร้เสถียรภาพ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net