โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาผู้บริโภคเตือน “โอเวอร์ซัพพลาย” รถ EV แนะรัฐเร่งกำหนดเกณฑ์ดูแลหลังการขาย

The Better

อัพเดต 12 ก.ค. 2568 เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 10.54 น. • THE BETTER
สัญญาณเตือนจาก “ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย” รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สภาผู้บริโภคเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค

ขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งเงินอุดหนุนการซื้อรถ EV และการลดภาษีนำเข้าเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ กลับเริ่มเกิดสัญญาณเตือนจาก “ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย” ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในกรณีศึกษาของ NETA ที่กำลังกลายเป็นบทเรียนราคาแพง

ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ระบุว่า ปี 2024 จีนผลิตรถ EV กว่า 9 ล้านคัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่า 30% ต่อปี ท่ามกลางตลาดภายในที่เริ่มอิ่มตัว ผู้ผลิตจีนจึงหันมาเร่งขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย ส่งผลให้เกิดสงครามราคาทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค

กรณีของ Hozon New Energy Automobile บริษัทแม่ของ NETA ที่เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเสี่ยงจากการขยายตัวเร็วเกินไปโดยไม่พร้อมด้านบริการหลังการขาย ซึ่งขณะนี้ในไทยเริ่มมีเสียงร้องเรียนจากผู้บริโภคเรื่องอะไหล่ขาดแคลนและการซ่อมล่าช้า โดยเฉพาะรถ NETA ที่อยู่ระหว่างข้อพิพาททางกฎหมาย

ไทยเองได้รับอานิสงส์จากนโยบาย EV 3.0 และ 3.5 ที่ให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ส่งผลให้ค่ายรถ EV จากจีน เช่น BYD, MG, GWM (ORA), Changan และ Aion เข้ามาทำตลาดอย่างคึกคัก และบางรายเริ่มตั้งฐานการผลิตในประเทศตามเงื่อนไขของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งประเทศไทยคาดว่า แม้ยอดจดทะเบียน EV ปี 2567 จะสูงถึง 100,000 คัน แต่ตัวเลขจริงอาจต่ำกว่าคาด เหลือเพียง 70,000 คัน ขณะที่แบรนด์จีนครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 80% ซึ่งเริ่มสร้างความกังวลว่าจะเกิดปัญหาแบบเดียวกับจีน ทั้งสงครามราคาและการบริการหลังการขายที่ยังไม่เข้มแข็ง

สภาผู้บริโภค ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค ดังนี้

  • กำหนดเกณฑ์คุณภาพก่อนรับเงินอุดหนุน เช่น ต้องมีศูนย์บริการครอบคลุมพื้นที่หลักภายใน 1 ปี และมีอะไหล่สำรองในไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะ EV ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
  • ให้ข้อมูลโปร่งใสแก่ผู้บริโภค ทั้งด้านประวัติแบรนด์ ข้อมูลบริการ และต้นทุนการดูแลรักษาระยะยาว เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...