จุฬาฯ จับมือ มธ.-สถานทูตจีน จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ฉลองครบรอบสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี
จุฬาฯ จับมือ มธ.-สถานทูตจีน จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ฉลองครบรอบสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ภายใต้หัวข้อ Commemorating the 50th Anniversary of China-Thailand Diplomatic Relations and the Golden Jubilee of China-Thailand Friendship ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน
ในพิธีเปิดศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิบการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่าความเป็นพันธมิตรคือความเป็นเพื่อน ทำให้ตลอดระยะเวลา 50 ปี ซึ่งมิตรภาพเกิดขึ้นได้โดยผู้คนในประเทศ คนไทยจำนวนมากมีความสัมพันธ์ร่วมกับประชาชนคนจีนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง โดยในจำนวนเกินครึ่งของประชากรทั้งหมดเป็นคนไทยเชื้อสายจีนและในวันนี้มีความกลมกลืน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนแต่เป็นครอบครัว และได้สร้างสานต่อพันธมิตรทางการค้าและเศรษฐกิจ ศูนย์จีนศึกษาได้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกับสมาคมเองหรือในด้านการลงทุนระหว่างไทย-จีน โดยส่งเสริมธุรกิจระหว่างสองประเทศและเป็นผู้นำในการเผยแพร่จีนศึกษาด้วย
ดร.วิเลิศกล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศต้องอาศัยพลังที่สร้างสรรค์ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ นอกจากนั้น การส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและจีนที่ผ่านมาของศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวอย่างที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพยายามผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ไทย-จีนที่มั่นคง
“มิตรภาพของเราจะเติบโตงอกงามมากขึ้น เป็นยุคทองแห่งการขยายความสัมพันธ์ไทยจีนต่อไปจนความสัมพันธ์อยู่กับโลกนี้ตลอดไป โดยมิตรภาพคือความยั่งยืน ขอขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่เกิดขึ้นและนี่คือการสานสัมพันธ์ต่อไป” ดร.วิเลิศกล่าว
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร. ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิบการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต้อนรับว่า ระยะเวลา 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีนเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นทางการเท่านั้น แต่ไทยและจีนมีความสัมพันธ์มานานนับร้อยปี จนเราแทบจะแยกไม่ออก ระยะเวลา 50 ปีเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ที่เป็นทางการ โดยความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนเป็นความสัมพันธ์หลายระดับ ตั้งแต่ราชวงศ์ไทยกับผู้นำประเทศจีน ในรัฐบาลและเอกชนก็มีความสัมพันธ์ต่อกัน ขณะที่หอการค้าไทย-จีนก็มีความสัมพันธ์ในเชิงลึกและมีมาอย่างช้านาน และมีการแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองและประสบการณ์ซึ่งกันและกันด้วย
นายอู๋ จื้ออู๋ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมงานระลึกความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งสองประเทศมีโชคชะตาร่วมกันกว่า 1,000 ปี และเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา จีนและไทยตัดสินใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ซึ่งทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมเกิดความงดงาม ทั้งในด้านการลงทุน การค้า การท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ไปจนถึงข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ผู้นำของสองประเทศตกลงที่จะก้าวสู่ยุคใหม่ของความสัมพันธ์และบรรลุข้อตกลงในการพัฒนาระดับที่สูงสุด ในปีนี้การแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไทยและจีนยังคงดำเนินความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งจีนเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน
นายอู๋กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนได้ก้าวสู่ยุคทอง สามารถรองรับกับความท้าทายและมีการเสริมสร้างความไว้เนื้อใจ มีความแน่นเฟ้นและการเปลี่ยนแปลงที่งดงาม ขณะที่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ นอกจากนั้น นายหวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน ยังได้ตกลงกับฝ่ายไทยในการยกเว้นการตรวจลงตรา ด้านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็สร้างสะพานเชื่อมทางวิชาการ ซึ่งมีคุณูปการและทรงคุณค่าต่อการพัฒนาของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสามารถสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นด้วย สำหรับงานในรายงานผลงานทางวิชาการและหารืออย่างตรงไปตรงมาในวันนี้จะช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นบทใหม่ของความสัมพันธ์และเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศด้วย
ต่อมา ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ได้เฝ้าสังเกตและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งได้วางรากฐานความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และความผูกพันทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นในทุกระดับและครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการธำรงค์รักษาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับรัฐบาลก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทุกยุคทุกสมัย ในขณะที่ความสัมพันธ์ภาคประชาชนมีความลึกซึ้งและเชื่อมโยงประวัติศาสตร์อย่างยาวนานก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
พร้อมกล่าวว่า เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนให้ก้าวหน้าสู่มิติใหม่ที่มีความแน่นเฟ้นและรอบด้านยิ่งขึ้น และได้สัมพันธ์ความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมคณะเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีและเข้าร่วม Belt and Road for International Cooperation ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งถือเป็นเวทีระดับโลกในการส่งเสริมความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เป็นนโยบายที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ
ยังได้ตั้งกลไกระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทยและจีน นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เพื่อเป็นเวทีระดับสูงในการผลัดดันความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจและท่องเที่ยว การศึกษา วัฒนธรรม และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน รวมถึงการลงนามในข้อตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ซึ่งได้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนให้แน่นเฟ้นมากขึ้น
นายปานปรีย์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนเริ่มต้นมาก่อนความสัมพันธ์ทางการทูต มีการติดต่อการค้าโดยเรือสำเภา มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหลายยุคหลายสมัย ซึ่งยั่งลึกในประวัติศาสตร์ จนกระทั่งทุกวันนี้เป็นที่รู้จักกันในนามเส้นทางสายไหมทางทะเล การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนโพ้นทะเลตั้งแต่สมัยอยุธยาได้กลายเป็นสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่ถักทอจนแนบแน่น ซึ่งสอดคล้องกับการที่จีนมองไทยว่าเป็นมิตรประเทศที่มีคำขวัญว่า ไทย-จีน ใช้อื่นไกล พี่น้องกัน
การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามเย็นที่เป็นจุดเหวี่ยงสำคัญของนโยบายต่างประเทศไทยที่เปิดรับความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์แห่งสันติภาพและความร่วมมือ นับเเป็นการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดของผู้นำในสมัยนั้น ซึ่งนำไปสู่การลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน ซึ่งวางรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ในเวลาต่อมา
ในปัจจุบัน ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนได้เจริญเติบโตมาอย่างต่อเนื่องจนในปี พ.ศ. 2555 เราได้รับการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน เมื่อต้นปีนี้ผู้นำของทั้งสองประเทศได้พบกันที่กรุงปักกิ่งและออกถ้อยแถลงร่วมด้วยการส่งเสริมความร่วมมือความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยที่มองไปข้างหน้าและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ในด้านเศรฐกิจ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยอย่างต่อเนื่อง มีการลงทุนโดยตรงและเป็นนักท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทย ขณะเดียวกันไทยก็เป็นหุ้นส่วนที่จีนให้ความสำคัญในกรอบอาเซียน และข้อริเริ่มต่างๆ เช่น ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BIR) ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้มีความก้าวหน้าอย่างมีรูปธรรมในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งช่วยยกระดับความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคและช่วยให้ผลิตภัณฑ์ทางเกษตรของเราเดินทางไปถึงจีนได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นการสนับสนุนเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง
นายปรานปรีย์กล่าวว่า ไทยและจีนยังได้ตกลงร่วมมือทางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพื่อยกระดับนวัตกรรมของภูมิภาคอย่างยั่งยืน ในมิติความมั่นคง มีความร่วมมือด้านกลาโหม มีการฝึกซ้อมร่วม และมีการแลกเปลี่ยนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การพนันออนไลน์ และแก๊งคอล โดยใช้กลไกประสานงานอย่างเป็นระดับ
ในระดับประชาชนสุ่ประชาชน มีการแลกเปลี่ยนผ่านการศึกษาและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจีนได้เปิดศูนย์การศึกษาด้านวัฒนธรรมจีนแห่งแรกในอาเซียนเมื่อปี 2555 ขณะที่ไทยเผยแพร่วัฒนธรรมร่วมสมัย รวมถึงการสอนภาษาไทยแก่ชาวจีนเป็นประจำ ในปีนี้ก็มีแคมเปญ สวัสดีหนี่ห่าว ที่มุ่งเน้นการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วยบริการที่เหนือกว่าด้วย
พร้อมกล่าวว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเรายังคงประสบกับความท้าทาย ระเบียบโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการผันผวน ทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการค้ากำลังปรับโฉม ไปจนถึงการเกิดขึ้นของโลกระบาดและการเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ไทยและจีนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น จีนในฐานะที่เป็นมหาอำนาจแนวหน้าของโลกและมีบทบาทนำในกลุ่มซีกโลกใต้ จะเป็นโอกาสอันดีของจีนที่จะเข้ามาส่วนร่วมในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านและการกำหนดระเบียบโลกใหม่ อนาคตของการดำเนินความสัมพันธ์ไทย-จีนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ศาสตราจารย์ ดร. เจี่ย ชิงกั๋ว อดีตคณบดีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และกรรมการประจำคณะกรรมาธิการแห่งสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ (CPPCC) ร่วมกล่าวปาฐกถาในหัวข้อผลสำเร็จงดงาม ความท้าทายที่เพิ่มพูน และอนาคตแห่งความสัมพันธ์ โดยกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปี ไทยและจีนมีความไว้เนื้อเชื้อใจในทางการเมืองและด้านเศรษฐกิจ ในด้านสังคมวัฒนธรรมก็มีการแลกเปลี่ยนกันด้วย แต่ก็ประสบกับความท้าทายไม่น้อย ดังนั้นในอนาคตทั้งสองฝ่ายต้องใช้ความพยายามเพื่อที่จะมีอนาคตที่งดงาม
ดร.ชิงกั๋ว กล่าวว่า ในมิติการเมืองและกิจการระหว่างประเทศ รวมถึงภูมิภาค ไทยและจีนมีการประสานงานระหว่างกัน ทั้งมีจุดยืนและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไปพร้อมกับการที่ผู้นำระดับสูงสานสัมพันธ์ต่อกันเป็นพลังในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนด้วย เห็นได้จากที่ประธานธิบดีสี จิ้นพิงของจีน เดินทางมาไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมเอเปค 2022 ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เน้นย้ำการพัฒนาการเป็นหุ้นส่วนที่ครอบคลุมระหว่างทั้งคู่ นอกจากนั้น ไทยและจีนมีการแถลงการณ์ร่วม เคารพในเส้นทางการดำเนินงานของแต่ละฝ่าย มีความเข้าใจและสนับสนุนในกิจการระหว่างประเทศ
ไทยยืนยัดในนโยบายจีนเดียว ซึ่งจีนก็สนับสนุนผลประโยชน์ของไทย รวมถึงนโยบายชายแดนภายใต้ของไทย ไปพร้อมกับให้ความสำคัญกับในปฏิบัติตามฉันทามติและบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ทั้งยังมีแลกเปลี่ยนด้านการพัฒนาระดับท้องถิ่น มีความเคารพซึ่งกันและกันที่ได้รับการปูรากฐานทำให้ความสัมพันธ์นี้เน้นเฟ้นด้วย
ในมิติเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างสองประเทศประสบความเป็นอย่างมากเห็นได้ โดยมีการลงทุนเป็นลำดับต้นๆ ในขณะเดียวกันในด้านความร่วมมือ ไทยและจีนมีการประสานงานในเรื่องเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งในระยะแรกเส้นทางไปถึงไทย-โคราชได้มีการเริ่มก่อสร้างไปแล้ว และจะเปิดใช้งานในปี 2028 และในระยะสองต่อไป เส้นทางรถไฟเชื่อมโยงระหว่างหนองคาย คุนหมิงไปถึงสิงคโปร์ จะเป็นพื้นฐานอันดี และในปี 2024 มีการจัดตั้งสถาบันขงจื้อ 17 แห่งในไทย มีคนไทยเรียนภาษาจีนเป็นจำนวนมาก และได้รับบรรจุหลักสูตรในโรงเรียนไทยด้วย
ดร.เชิงกั๋ว กล่าวด้วยว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปเยื่อนจีนถึง 55 ครั้ง ทั้งยังทรงแปลหนังสือ ในด้านการท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไทยกลายเป็นจุดหมายที่คนจีนนิยมมาท่องเที่ยว ขณะที่คนไทยก็ไปเที่ยวจีนจำนวนมากเช่นกัน อีกทั้ง ไทยและจีนมีการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในมิติความมั่นคงในการปราบปรามการกระทำผิดเป็นต้น โดยกลไกที่ทั้งสองฝ่ายตั้งกลายเป็นกรอบความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคงเพื่อความปลอดภัย ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและปราบปรามอาชญกรรมข้ามพรมแดน ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ตำรวจได้มีการปราบปรามอาชญกรและนำส่งคนจีนกลับประเทศ โดยไทยและจีนมีการออกแถลงการร์ร่วมเพื่อเสริมสร้างความเข้มข้นในการปราบปราม ฟอกเงินและฉ้อโกงออนไลน์ ในทางทหาร กองทัพไทยและจีนมีการฝึกรบร่วมกันอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าสองฝ่ายยืดยันว่า ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน
พร้อมกล่าวว่า อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างมาก โดยมีปัจจัยภายนอกอย่างการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกดดันประเทศในภูมิภาคต้องตัดสินใจ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐด้วย อีกทั้ง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและจีนนั้นไม่หลากหลาย ส่วนมากไทยส่งออกสินค้าทางเกษตร แต่ขาดแคลนผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์และการบิน และมีการขาดดุลทางการค้าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ภาษีศุลกาการและมาตรการนำเข้าต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ยังส่งผลให้ต้นทุนแพงขึ้น นอกจากนั้น เกิดการกระจายตัวของสินค้าในจีนไปไทยเป็นอย่างมาก ทำให้บริษัทของไทยปิดตัวลงมากขึ้น
ดร.เชิงกั๋ว ระบุว่า ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรมระหว่างไทยและจีนเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ก็มีบางกรณีที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการท่องเที่ยว เช่น กรณีซิงซิงที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยน้อยลงและทำให้ที่พัก การจองต่างๆ ถูกยกเลิก ส่วนในด้านการแลกเปลี่ยนสังคมวัฒนธรรม ไทยและจีนอาจมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่แตกต่างและมีความเข้าใจไม่ตรงกันบ้าง
ดังนั้น ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีทั้งโอกาสและความท้าทาย อยู่ที่เราว่าจะคว้าโอกาสอย่างไร จึงต้องส่งเสริมความไว้เนื้อเชื้อใจทางการเมือง แลกเปลี่ยนประเด็นร้อนในภูมิภาคและโลก เพื่อนำพาและพัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง, ลดต้นทุนการค้าและส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล, ส่งเสริมการศึกษาและการแลกเปลี่ยนนักเรียนเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพ, สื่อรายงานความเป็นจริง สกัดกั้นข่าวเท็จและส่งเสริมความเข้าใจในเรื่องต่างๆ, ป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามต่อความมั่นคง สิ่งเสพติด มีการฝึกซ้อมทหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนระดับสูงของทหารและตำรวจ และลดการแทรกแซงปัจจัยภายนอก จากกลุ่มอำนาจนอกภูมิภาคไปพร้อมกับเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จุฬาฯ จับมือ มธ.-สถานทูตจีน จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ฉลองครบรอบสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th