โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชงป.ฎีกาสอบละเมิดอำนาจปมชั้น14

ไทยโพสต์

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 20.44 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 17.01 น.

“ทวี” ชี้ “มานพ” แจงศาลฎีกาฯ ปมป่วยทิพย์ในฐานะพยานบอกเล่า ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ รีบปัดกรณีเรือนจำส่ง “ทักษิณ” ไปชั้น 14 บอกมีข้อตกลงทำกับ “รพ.ตำรวจ” เพียงอย่างเดียว “เรืองไกร” ร้องประธานศาลฎีกาตรวจสอบผู้ใดละเมิดอำนาจศาล “คดีชั้น 14” หรือไม่

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไต่สวนนัดแรกการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการถูกส่งตัวออกไปรักษานอกเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยได้ไต่สวนพยาน 1 ปาก คือ นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พร้อมหมายเรียกไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมอีก 20 ปาก ว่าโดยหลักการสังคมต้องเคารพศาล โดยเฉพาะตอนนี้ศาลค้นหาความจริงเป็นระบบไต่สวน และอย่างน้อยที่สุดศาลได้ส่งปรัชญาที่ดีว่า ศาลจะรับฟังพยาน เช่น ศาลได้เรียกไต่สวนถึง 20 คนในส่วนของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด แสดงว่าศาลต้องการค้นหาความจริง ซึ่งเราก็จะไม่ไปก้าวล่วง ขอให้ทุกคนเคารพ โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรม เราต้องเคารพในการดำเนินการ ไม่อาจจะไปวิจารณ์อะไรได้

เมื่อถามถึงกรณีนายมานพยอมรับว่า เรือนจำส่งตัวนายทักษิณออกไปรักษายังโรงพยาบาลตำรวจโดยที่ไม่ผ่านทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ในขณะที่กรณีอื่นต้องผ่านทัณฑสถานโรงพยาบาลก่อนนั้น พ.ต.อ.ทวีแจงว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร แต่นายมานพก็เหมือนตน เป็นพยานบอกเล่า ศาลคงจะฟังประจักษ์พยาน ซึ่งประจักษ์พยานก็ต้องเป็นผู้บัญชาการเรือนจำคนที่แล้ว แต่ในฐานะที่เคยเตรียมข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรือนจำทั้งหมดภายในประเทศประเทศไทย เราไม่มีโรงพยาบาล โดยเฉพาะเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีข้อตกลงกับ รพ.ตำรวจไว้ และการส่งตัวออกไปยังโรงพยาบาลก็มีกฎหมายมีระเบียบ มีกฎกระทรวงรองรับอยู่แล้ว ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมอยากรอให้ศาลไต่สวนประจักษ์พยานก่อน เพราะนายมานพเป็น ผบ.เรือนจำที่เพิ่งย้ายมาใหม่

เมื่อถามย้ำว่า ถือเป็นเรื่องไม่ผิดปกติอะไรใช่หรือไม่ ที่เรือนจำส่งตัวผู้ต้องขังป่วยออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำที่ รพ.ตำรวจโดยไม่ผ่านทัณฑสถานสถาน รพ.ราชทัณฑ์ พ.ต.อ.ทวีระบุว่า รอให้ศาลท่านพิจารณาก่อน ส่วนรายละเอียดก็ขอให้ศาลได้ไต่สวนก่อน

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (อีเอ็มเอส) เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกาตรวจสอบว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 ของศาลฎีกาฯ มีผู้ใดกระทำการอันอาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 32 (2) หรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า คดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 เป็นคดีที่ศาลฎีกาฯ เห็นว่า เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าอาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร จึงเห็นควรส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 และจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 ของศาลนี้ แล้วให้โจทก์และจำเลยดังกล่าวแจ้งต่อศาลว่ามีข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างในคำร้องหรือไม่ อย่างไร กับสำเนาคำร้องให้ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาของศาลว่าการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ อย่างไร ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 6 ทั้งนี้ ศาลมีคำสั่งให้นัดพร้อมหรือนัดไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย.2568 เวลา 09.30 น.

นายเรืองไกรกล่าวว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ศาลฎีกาฯ ออกข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ศาลฎีกา ข่าวที่ 8/2568 ว่าศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้นัดพร้อมหรือนัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 อัยการสูงสุด และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ยื่นคำชี้แจงต่อศาลแล้ว ส่วนอธิบดีกรมราชทัณฑ์และนายทักษิณ ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงถึงวันที่ 20 มิ.ย. และวันที่ 23 มิ.ย. ตามลำดับ ไต่สวนนายมานพแล้วเสร็จ และมีคำสั่งให้หมายเรียกพยานจำนวน 20 ปาก มาไต่สวนในวันที่ 4, 8 และ 15 ก.ค. เวลา 09.00 น. ทุกนัด

นายเรืองไกรกล่าวว่า ในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาฯ ที่ บค.1/2568 ยังไม่เสร็จสิ้น มีข้อเท็จจริงที่เป็นความปรากฏทั่วไปว่า มีบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะนักกฎหมายบางคน ได้เสนอข้อความหรือความเห็นตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล ซึ่งบรรดาข้อความหรือความเห็นอาจก่อให้เกิดอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานในคดี หรืออาจทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าข้อความหรือความเห็นนั้นมีอิทธิพลต่อการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งอาจทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป โดยเฉพาะข้อมูลที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงแห่งคดี การรายงานหรือการย่อเรื่องหรือการวิพากษ์เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาอย่างไม่เป็นกลาง ไม่ถูกต้อง หรือโดยไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการดำเนินคดีของคู่ความ หรือคำพยานหลักฐาน รวมทั้งการแถลงข้อความที่ทำให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของคู่ความหรือพยาน แม้ว่าข้อความเหล่านั้นอาจเป็นความจริงหรือการชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ และอาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 32 (2) ตามมาได้

“การร้องตามหนังสือนี้ ได้นำกรณีการเสนอข้อความหรือความเห็นของบุคคลต่างๆ ที่อาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เทียบเคียงจากข่าวของสำนักงานศาลยุติธรรม เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2559 กรณีคดีจำนำข้าวมาอ้างอิงด้วย” นายเรืองไกรระบุ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...