โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

รวบแล้ว! โจรขโมยตู้เซฟ 7 ล้าน สารภาพทำแล้ว 3 ครั้ง ได้เงินมาโอนให้กิ๊กชาวลาว 5 แสน-พาเมียไปเที่ยว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 01 พ.ย. 2567 เวลา 07.33 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2567 เวลา 07.26 น.

รวบแล้ว! โจรขโมยตู้เซฟ 7 ล้าน สารภาพทำแล้ว 3 ครั้ง ได้เงินมาโอนให้กิ๊กชาวลาว 5 แสน -พาเมียไปเที่ยว

กรณีคนร้ายฉวยโอกาสเจ้าของบ้านไม่อยู่ ย่องเข้าไปยกตู้เซฟที่มีทรัพย์สินทั้งสร้อยคอทองคำ ทองคำแท่ง เพชร และเงินสด รวมกว่า 7 ล้านบาท หลบหนีลอยนวล เหตุเกิดที่หมู่บ้านเคียงเมือง 2 บ้านเลขหลังหนึ่งใน หมู่ 11 ต.หาดคำ อ.เมืองหนองคาย ช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุด ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.หนองคาย , เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองหนองคาย และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ได้จับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว คือนายพิธาร สายรัตนทองคำ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขหลังหนึ่ง ในหมู่ 11 บ้านจอมเสด็จ ต.หาดคำ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย โดยจับกุมได้ที่บริเวณร้านสะดวกซักผ้า Otteri 211/1 หมู่ 2 ต.เชียงคาด อ.เชียงคาน จ.เลย เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.วันที่ 31 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ก่อนจะนำตัวกลับมาดำเนินคดีที่ สภ.เมืองหนองคาย ในข้อหา“ลักทรัพย์ในเคหสถาน ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม”

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 08.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พ.ต.อ.เกษม มุทาพรผกก.กก.สส.ภ.จว.หนองคาย และ พ.ต.อ.ยุทธนา งามชัด ผกก.สภ.เมืองหนองคาย ได้นำหมายค้นเข้าค้นบ้านเลขหลังหนึ่ง ใน หมู่ 11 บ้านจอมเสด็จ ต.หาดคำ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย ซึ่งเป็นบ้านที่นายพิธาร อาศัยอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดเสื้อผ้า รองเท้า ที่ใช้สวมใส่ในวันที่เข้าไปก่อเหตุ รวมไปถึงทรัพย์สินต่าง ๆ อีกหลายรายการที่มีความเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ขโมยมา โดย พล.ต.ต.พิรัชย์ อุดมพิสุทธิคุณ ผบก.ภ.จว.หนองคาย ได้เดินทางมาดูการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด

หลังจากการตรวจค้นบ้าน ก็ได้นำตัวผู้ต้องหาไปที่จุดนำตู้เซฟไปทิ้งน้ำและนำของกลางไปฝังไว้ ซึ่งห่างจากจุดที่ก่อเหตุประมาณ 1,400 เมตร อยู่ในเขตบ้านจอมเสด็จ ต.หาดคำ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย ซึ่งเป็นสวนของพ่อตาของนายพิธาร ซึ่งได้มีการงมตู้เซฟที่อยู่ในสระน้ำขึ้นมาได้ พบว่าตู้เซฟถูกเจาะทางด้านหลัง

นายพิธารบอกว่า ได้ใช้มีดตอกที่สลักและเจาะเอาทรัพย์สินที่อยู่ภายใน ส่วนหนึ่งฝังไว้โคนต้นไม้ ที่นำติดตัวไปถือทองแท่งน้ำหนัก 5 บาท 3 แท่ง นำไปขายในร้านทองในอำเภอโพนพิสัย จ.หนองคาย จำนวน 2 แท่ง และขายที่ร้านทองในกรุงเทพฯ อีก 1 แท่ง ได้เงินมา 6 แสนบาท และมีสร้อยทองน้ำหนัก 2 บาทอีก 1 เส้นที่นำไปเปลี่ยนเป็นเส้นใหม่ให้ภรรยา

หลังจากงมตู้เซฟได้กับนำกลับมาที่ สภ.เมืองหนองคาย โดย พล.ต.ต.พิรัชย์ อุดมพิสุทธิคุณ ผบก.ภ.จว.หนองคาย ได้ตรวจดูทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ติดตามนำกลับคืนมาได้ โดยเฉพาะสร้อยคอทองคำมังกร และมีพลอยติดที่ตรามังกรหนัก 30 บาท ทองคำแท่ง ๆ ละ 1 บาทจำนวน 18 แท่ง ต่างหูเพชร แหวนเพชร และพระเลี่ยมทอง เป็นต้น

พล.ต.ต.พิรัชย์ อุดมพิสุทธิคุณ ผบก.ภ.จว.หนองคาย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถติดตามผู้ต้องหาขโมยตู้เซฟ ที่มีทรัพย์สินอยู่ภายในมูลค่าหลายล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความโลภที่อยากจะมีทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นของตัวเอง ประกอบกับผู้ก่อเหตุไม่มีงานทำ จึงได้คิดเข้าขโมยทรัพย์สินในบ้านของผู้เสียหาย

พล.ต.ต.พิรัชย์ อุ กล่าวต่อว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่ติดตามทรัพย์สินคืนได้หลายรายการ ซึ่งได้จะนำคืนผู้เสียหายต่อไป ต่อจากนี้ก็จะมีการสอบปากคำผู้เสียหายว่าทรัพย์สินที่คืนมานี้ครบหรือไม่ เพื่อให้มีการพิสูจน์ทราบในกระบวนการต่อไป ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ได้ทำงานร่วมกัน รวมทั้งสื่อมวลชนที่ให้ความร่วมมือในการทำงาน และทุกภาคส่วนที่ให้เบาะแสในการทำงานของเจ้าหน้าที่

ผบก.ภ.จว.หนองคาย บอกว่า จากการที่ซักถามข้อมูลเบื้องต้น ผู้ต้องหาได้รับว่าได้เข้าไปขโมยทรัพย์สินที่บ้านผู้เสียหายมาแล้วรวม 3 ครั้ง ส่วนทรัพย์สินอะไรที่หายไปบ้างต้องสอบผู้เสียหายอีกครั้ง เพราะผู้เสียหายยังเสียใจและยังสับสนอยู่ ทรัพย์สินที่หายไปก็ยังไม่ชัดเจน ซึ่งผู้เสียหายจะต้องนำหลักฐานการซื้อทรัพย์สินมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเวลาดำเนินคดีจะได้ทราบมูลค่าของทรัพย์สิน รายละเอียดของทรัพย์สิน ที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา การเข้าไปขโมยทรัพย์สินนั้นเกิดจากความโลภ โดยผู้ต้องหาสังเกตว่าบ้านที่เข้าไปก่อเหตุมีรถหรูหลายคัน จึงได้เข้าไปก่อเหตุ

ครั้งแรก ๆ ก็ขโมยเฉพาะกระเป๋า ครั้งที่ 2 ก็เพิ่มจำนวนทรัพย์สินที่ขโมยมากขึ้น จนกระทั่งครั้งที่ 3 ยกไปทั้งตู้เซฟ ซึ่งจากการดูภาพจากกล้องวงจรปิด ผู้ต้องหาไปมุ่งไปที่ตู้เซฟอย่างเดียว ไม่มีการแตะต้องทรัพย์สินอย่างอื่นเลย ซึ่งตอนแรกเจ้าหน้าที่จึงได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ว่าอาจจะเป็นคนภายในบ้าน หรือคนที่รู้จัก แต่ผิดคาดไม่ใช่ตามที่เจ้าหน้าที่คาดการณ์ไว้

ผบก.ภ.จว.หนองคาย ได้ฝากถึงประชาชนทั่วไปว่า ควรให้ความสำคัญในการดูแลทรัพย์สินของตนเอง เช่นมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด มีเวรยามในการรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้าน มีการตรวจตราภายในหมู่บ้านตามรอบ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันในการป้องกันเหตุไม่ให้เกิดขึ้น ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เจ้าหน้าที่ไม่อยากให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สินของประชาชน ขณะนี้ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ได้มีระบบดูแลความสงบเรียบร้อยและดูแลทรัพย์สินของประชาชนอยู่แล้ว จึงอยากให้ผู้ที่มีกล้องวงจรปิดมาเชื่อมกับระบบที่มีอยู่ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ช่วยดูแล เป็นความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็มีนโยบายที่จะให้มีระบบศูนย์รับแจ้งแห่งชาติ หนองคายก็มีระบบที่จะรองรับการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอยู่บางส่วนแล้ว มีระบบกล้องที่ทันสมัยอยู่ในพื้นที่สมาร์ทเซฟตี้โซน ตอนนี้จึงอยากจะเชื่อมกับกล้องของประชาชนที่อยู่นอกเขต เพื่อจะได้ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวจังหวัดหนองคาย

จากการสอบถามนายพิธาร ทำให้ทราบว่าสาเหตุที่เลือกเข้าไปขโมยทรัพย์สินในบ้านที่เกิดเหตุ เนื่องจากสังเกตว่ามีรถหรูหลายคันจอดอยู่ภายในบ้าน ครั้งแรกที่เข้าไปขโมยทรัพย์สินได้กระเป๋าแบรนด์เนม แล้วนำไปขาย ครั้งที่ 2 ก็เข้าไปขโมยอีกได้ทรัพย์สินหลายรายการ ก็นำไปขายอีก และได้เห็นตู้เซฟ จึงได้เข้าไปขโมยอีกครั้ง โดยตั้งใจเข้าไปขโมยตู้เซฟจึงไม่ได้ขโมยทรัพย์สินอย่างอื่นส่วนนาฬิกาหรูที่มีมูลค่าถึง 7 แสนบาทตนก็ไม่รู้จัก วันที่เข้าไปขโมย หลังจากลากตู้เซฟออกจากห้องนอนแล้วก็ได้ยกใส่รถลากที่เตรียมมาได้

จากนั้นก็ลากเดินออกมาตามถนนในหมู่บ้าน ตามที่กล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ เมื่อมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็ได้นำตู้เซฟและรถลากไปซ่อนแอบไว้ที่ต้นไม้ ก่อนจะเดินกลับไปเอาจักรยานยนต์ที่บ้านมาพ่วงรถลากตู้เซฟไปที่สวนของพ่อตาที่อยู่ห่างจากบ้านที่เข้าไปขโมยประมาณ 1,400 เมตร และได้หาวิธีการที่จะเจาะเอาทรัพย์สินที่อยู่ภายในตู้เซฟ ช่วงที่ลากตู้เซฟก็สังเกตเหตุมีช่องว่างที่สามารถใช้มีดตอกสลักและเจาะด้านหลังของตู้เซฟได้ จึงได้ลงมือเจาะ จนได้ทรัพย์สินที่อยู่ภายในก่อนจะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นเงินสด ทองคำแท่งละ 5 บาท จำนวน 3 แท่ง สร้อยคอ 2 บาท 1 เส้น และกระเป๋าแบรนด์เนม 2 กระเป๋า ได้นำติดตัว ส่วนทรัพย์สินที่เหลือได้ฝังไว้โคนต้นไม้

จากนั้นก็ได้นำทองคำแท่ง น้ำหนัก 5 บาทไปขายในร้านทองในอำเภอโพนพิสัย จ.หนองคาย จำนวน 2 แท่ง และขายที่ร้านทองในกรุงเทพฯ อีก 1 แท่ง ได้เงินมา 6 แสนบาท และได้นำสร้อยคอทองคำ 2 บาทไปเปลี่ยนเป็นลายใหม่ให้ภรรยา ที่ร้านทองในเขต อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ เงินที่ได้จากการขายทอง ได้โอนให้กิ๊กชาวลาวที่รู้จักกันทางโซเชียลและเคยไปหาที่กรุงเทพฯ 2 ครั้ง โดยโอนให้ 5.5 แสนบาทเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจให้กับกิ๊กสาวชาวลาวได้รู้ และตนก็โดนบล็อกติดต่อไม่ได้

ตนก็ได้ตามหาและรู้ว่ากิ๊กไปเรียนต่อที่จีน จึงได้นั่งเครื่องบินไปที่จีน นอนที่จีน 1 คืน ทำใจและหมดปัญญาที่จะตามหา จึงได้กลับไทยและกลับมาอยู่บ้าน ก่อนจะถูกจับเช่ารถพาภรรยาและลูกไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วไปเที่ยวต่อที่ อ.เชียงคาน จ.เลย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวไว้ได้

สำหรับการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ในครั้งนี้ เป็นการแกะรอยจากกล้องวงจรปิด จนเริ่มระบุกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ และพบว่ามีหนึ่งในผู้ต้องสงสัยลักษณะตรงกับที่เจ้าหน้าที่สงสัย และชัดเจนขึ้นเมื่อผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าวนำทองไปขาย เจ้าหน้าที่จึงได้ออกติดตามและขอหมายจับ เข้าทำการจับกุมตัวดังกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รวบแล้ว! โจรขโมยตู้เซฟ 7 ล้าน สารภาพทำแล้ว 3 ครั้ง ได้เงินมาโอนให้กิ๊กชาวลาว 5 แสน-พาเมียไปเที่ยว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...