รู้จัก ‘แต๊ก - ชลวรรษ ธรรมวัน’ ตัวพ่อผู้ให้กำเนิดอัญมณีแห่งป่า “Lifeweaver” ฮีโร่ไทยคนแรกในเกมออนไลน์ระดับโลก ‘Overwatch’
หากพูดถึงเกมออนไลน์ยอดฮิต หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินชื่อเกม “Overwatch” ที่เปิดตัวในปี 2016 และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วกันมาบ้าง ด้วยการออกแบบตัวละครที่หลากหลายและการเล่นแบบทีมที่ทำให้แทบวางเมาส์ไม่ลง จนดึงดูดผู้เล่นจากทั่วโลก และกลายเป็นหนึ่งในเกมที่มีการแข่งขัน eSports ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว
ความโด่งดังของเกม Overwatch นั้นไม่เป็นที่กังขาเลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่หากใครที่ไม่ได้เป็นเกมเมอร์ตัวยงอาจจะยังไม่รู้ คือในเกมฮิตระดับโลกเกมนี้ มีฮีโร่คนไทย ที่สร้างโดยคนไทย แฝงตัวอยู่ด้วย!
“คิด” ชวนไปคุยกับ ‘แต๊ก - ชลวรรษ ธรรมวัน’ ถึงเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบ ‘Lifeweaver’ ฮีโร่ไทยคนแรกในเกม Overwatch ที่ออกแบบโดยทีมสร้างตัวละครคนไทยคนนี้ ตั้งแต่แรงบันดาลใจในการออกแบบ ตลอดจนการแชร์ความท้าทายตลอดเส้นทางที่พบเจอ
‘แต๊ก’ คือใคร
สวัสดีครับ ผม แต๊ก - ชลวรรษ ธรรมวัน อายุ 32 ปี ตอนนี้เป็น Senior Technical Artist ของเกม Overwatch ครับ สำหรับตำแหน่งสร้างตัวละคร จริง ๆ มีหลายส่วนที่ต้องทำงานด้วยกัน ถึงจะสร้างตัวละครขึ้นมาตัวหนึ่งได้ ผมทำมาหลายตำแหน่ง ไป ๆ มา ๆ สุดท้ายจึงมาลงเอยที่ตำแหน่งด้านเทคนิคตัวละคร
กว่าจะมาเป็นผู้สร้างตัวละครของเกมดังระดับโลก
ผมวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ถึงครอบครัวจะไม่ได้มีภูมิหลังเป็นศิลปินอะไร แต่ก็ทำเพราะสนุก สมัยเด็ก ๆ พ่อแม่ผมโยนดินน้ำมันให้ก้อนหนึ่ง ผมก็นั่งอยู่อย่างนั้นได้เป็นชั่วโมงแล้ว จริง ๆ ผมเรียนสายวิทย์-คณิต อยู่ห้องคิง แต่ก็เป็นบ๊วยในห้อง ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น ด้วยเราวาดรูปมาตลอด แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำงานสายวาดรูป เพราะเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว แค่ได้ยินว่าจะมาเป็นอาร์ตติส มาเป็นศิลปิน คนก็ยังมีภาพว่าน่าจะไม่ได้เงินเยอะ ตอนนั้นผมเลยไม่คิดว่าพ่อแม่จะยอมให้ทำ
พ่อแม่ผมเป็นเภสัชกร ก็เลยคิดว่าเดี๋ยวทำงานตามพ่อแม่ก็แล้วกัน แต่วิชาที่ผมถนัดคือคณิตกับฟิสิกส์ ส่วนวิชาที่ผมบ๊วยเลยคือเคมีกับชีววิทยา ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมต้องการจะเป็นเลย ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่ละ ถ้าจะไปต่อทางนี้ ท่าจะไปไม่รอด ยังดีที่พ่อแม่ผมต่างก็เห็นผมวาดรูปมาโดยตลอด ก็เลยอยากสนับสนุนสิ่งที่เราชอบ
บ้านเราเป็นชนชั้นกลาง กว่าจะได้มาที่อเมริกาก็ต้องศึกษาข้อมูลดูหลายประเทศ พ่อผมบอกว่า “นี่แหละ เป็นมรดก” เมื่อออกมา ผมก็ต้องหาเลี้ยงตัวเองได้ ยังดีที่เขาเตือนไว้แบบนั้น เพราะมันทำให้ผมพยายามไม่เสียเวลา พอได้เรียนเรื่องที่ชอบ สไตล์ที่ชอบ อยู่อเมริกาก็เหมือนกับเราได้แรงบันดาลใจมากขึ้น เปิดโลกมากขึ้น ทำให้ยิ่งชอบสายนี้ ยิ่งวีซ่านักเรียนที่เปิดโอกาสให้หางานทำในอเมริกาได้ต่อหลังเรียนจบ ซึ่งไม่ได้เป็นโอกาสที่ได้มาง่าย ๆ แล้วก็โชคดีที่ผมหางานได้ ทำให้ได้เปิดโอกาสการทำงานของตัวเองมากขึ้น
ทำงานที่อเมริกามานับสิบปี มีอะไรต่างจากที่เคยคิดไหม
ผมฝึกงานที่ไทยประมาณสองครั้ง เทียบกับการทำงานที่อเมริกา สิ่งที่แปลกเลย คือความรู้สึกที่ว่าทุกคนเท่ากัน สมัยผมฝึกงานที่ไทย ถ้าจะให้ผมไปนั่งกินข้าวกับเจ้าของบริษัทอย่างนี้ ผมก็ไม่กล้าไป คือผมรู้สึกว่าเราเป็นเด็ก ภาษาไทยยังมีระดับภาษา มีลำดับอาวุโส เช่นคำว่าคุณหรือพี่ แต่ในอเมริกามันไม่มีระดับภาษาแบบนี้ ประธานบริษัทเกม Overwatch ผมก็เล่นเกมกับเขามาแล้ว ครูที่สอนผม แก่กว่าผมเป็น 20 ปี ก็คุยกันได้เหมือนเป็นเพื่อน ผมไม่ได้บอกว่าประเทศไทยไม่ดีนะ แต่มันเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ไทยต้องนอบน้อมถ่อมตนนิดหนึ่ง เวลาจะเสนอไอเดียอะไร ผมจึงรู้สึกว่า ถ้าอยู่ไทยก็อาจจะยากกว่านิดหน่อย ผู้ใหญ่เขาก็อาจจะไม่ได้พร้อมเปิดใจฟังความคิดเห็นของเด็กขนาดนั้น แต่มาอยู่ที่อเมริกา เขาอยากให้คุณพูด ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน เขาอยากได้ยินความเห็นคุณ
“Lifeweaver” ตัวละครไทยตัวนี้ มีที่มายังไง
มันเริ่มมาจากตอนที่ผมเริ่มเข้าร่วมทีมใหม่ ๆ เป็นช่วงที่เขากำลังระดมความคิดไอเดียทำ ‘สกิน’ ตอนที่ผมเพิ่งเข้าร่วมทีม จะมีแบทเทิลพาสซึ่งเป็นธีม Asian Mythology (ตำนามปกรณัมเอเชีย) ทางทีมก็ประชุมกันว่าอยากให้มีความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปบ้าง เพราะที่ผ่านมา เกมใส่แต่จีนกับเกาหลีอย่างเดียวมา 6 ปีแล้ว ก็เลยรู้สึกว่ามันได้เวลาแล้วล่ะ ที่เราจะต้องใส่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงไปบ้าง
ตอนนั้นผมเป็นคนไทยคนเดียวในทีม (ตอนนี้มีสองคนแล้ว) เขาก็เลยชวนผมเข้าไปช่วยคิดด้วยว่า จะใส่สกินอะไรลงไปได้บ้าง ตอนนั้นผมเป็นเด็กใหม่ไฟแรง ก็เลยทำพาวเวอร์พอยต์ไปเป็นสิบหน้าว่าสกินไทยสามารถทำอะไรได้บ้าง ที่ผมจัดเต็มตอนนั้นเลย เพราะรู้สึกว่านี่จะเป็นโอกาสแรกและโอกาสสุดท้ายแล้วที่สามารถใส่สกินไทยลงไปในเกมได้ เพราะถ้าผ่านตอนนี้ไป โอกาสที่ธีมนี้จะวนกลับมาให้ทำอีกคงจะมีน้อย ตอนนั้น Overwatch ก็เลยใส่ ‘สกินหนุมาน’ กับ ‘สกินกินรี’ ลงไป
ความบังเอิญก็คือในระหว่างที่เขากำลังทำสกินไทยกันอยู่ เขาก็กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาคอนเซ็ปต์เริ่มต้นของ Lifeweaver พอดี คือตอนแรกตัวละครแต่ละตัวก็จะเป็นกล่อง ๆ ยังไม่ได้คิดว่าจะดีไซน์ให้หน้าตาเป็นยังไง เขาจะทำเกมเพลย์ก่อน อยู่ในขั้นที่ Concept Artist เขากำลังสำรวจอยู่ว่าตัวละครนี้มันควรจะหน้าตาเป็นยังไง แล้วบังเอิญว่าเขาก็ได้เห็น Presentation ของผมแล้วได้แรงบันดาลใจพอดีว่า เอ๊ย! มันเข้ากับความสามารถของตัวละครตัวนี้มากเลยนะ
คือตอนที่ผมนำเสนอเขา หน้าที่ของผมคือว่าทำไมจึงควรมีสกินไทยลงไปในเกม เพราะผมต้องการจะบอกเขาว่า ไทยมีทีมอีสปอร์ตของ Overwatch ด้วยนะ เราเคยมีแผนที่ประเทศไทยอยู่ในเกมแล้ว มันจึงไม่ใช่อะไรที่ใหม่เกินไป ซึ่งหน้าที่ในการนำเสนอของผมไม่ใช่แค่ว่า “เราควรจะทำอะไรดี” แต่มันคือการบอกเขาว่า “อะไรที่เราสามารถทำได้” และ “ทำไมเราถึงต้องทำ” เหมือนกับเราต้องสร้างความมั่นใจให้เขา
ในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนเดียว ผมบอกได้เลยว่า การที่บริษัทฝรั่งไม่กล้าใส่อะไรไทย ๆ ลงไปในเกมเพราะว่าเขายังไม่มีความรู้ที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรได้บ้าง พอเขามีผมในทีม ก็เหมือนกับเป็นความวางใจระดับหนึ่ง เขาก็เลยกล้าทำและเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากล้าไปต่อกับตัวละครนี้
"ถึงแม้ผมจะคิดว่าคงไม่มีวันที่สื่อใด ๆ จะสามารถสื่อถึงตัวตนของคนทั้งโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบในสื่อเดียว แต่ว่าทุกครั้งที่บริษัทใหญ่ ๆ ระดับนี้เขาก้าวไปในเส้นทางที่ถูกต้อง แม้จะเป็นก้าวเดียวหรือสองก้าว เราก็ควรจะยินดีและสนับสนุนให้เขาทำสิ่งนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ให้เขารู้ว่าการทำแบบนี้มันสร้างคุณค่าได้"
ถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านการดีไซน์
เพราะตัวละครไทยในวิดีโอเกมก็มีไม่เยอะอยู่แล้ว ถ้าลองนึกย้อนดู เกมใหญ่ ๆ อย่างเช่น Street Fighter, Tekken หรือ Rainbow 6 ซึ่งเกี่ยวกับการสู้กัน ต่อยกัน เราจะเห็นแต่ตัวละครสายรุนแรง (Aggressive) เช่น มีแผลเป็นทั้งตัว ตาปิดผ้าคาดตา หรือถือปืน และความเป็นไทยในวิดีโอเกมส่วนมากจะเป็นมวยไทย เป็นนักมวย ส่วนที่เห็นในเกมเล็ก ๆ ก็อาจจะเก่งเรื่องทำอาหาร ประเทศไทยเราจะวนอยู่ประมาณนี้ ซึ่งจริง ๆ ผมไม่ได้ไม่ชอบตัวละครมวยไทยนะ แต่ถ้าพูดกันตรง ๆ คือมันเริ่มจะเยอะแล้ว และข้อดีของ Overwatch คือมันจะมี Role (ตำแหน่งหน้าที่) เฉพาะ ซึ่งตัวละครนี้เป็นตัวละครสายซัพพอร์ตพอดี มันไม่ได้ไปฆ่าใคร แต่เป็นสาย Passive คือมีหน้าที่ปกป้อง เพราะฉะนั้นเขาไม่จำเป็นต้องดีไซน์ให้เป็นนักมวย
ตัวละครนี้เขาต้องการให้เป็นตัวละครที่มีความ “งดงาม” เพราะมีอาวุธเป็นต้นไม้และดอกไม้ เขาก็เลยใส่ความดูสูงส่งลงไป สังเกตว่าตัวละคร Lifeweaver จะตัวสูง ดูสง่างาม ผมยาว แม้ว่าจะเป็นผู้ชายแต่ก็มีความสง่างามอยู่ พื้นเพของตัวละครตัวนี้ก็มาจากครอบครัวมีฐานะ ผมจึงหาแหล่งอ้างอิงมาจากครอบครัวนักการเมืองไทยที่ชอบใส่เสื้อผ้าไหม ส่วนโจงกระเบน ผมก็บอกเขาตรง ๆ นะว่า คนไทยทั่วไปไม่ใส่โจงกระเบนกันแล้วในปัจจุบัน จะใส่ในโอกาสพิเศษอย่างงานแต่งงานมากกว่า แต่ในโลกไซไฟของ Overwatch นี่ ถ้าจะมีตัวละครที่ใส่โจงกระเบน มันก็น่าสนใจดี
พอใส่ชุดไทยได้แล้วก็เลยง่ายขึ้น มีการใส่ลายไทยลงไป และสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตัวละครตัวนี้คือ เราได้ตัวละครที่พูดภาษาไทย และใช้นักพากย์เป็นคนไทย ในเกมเพลย์ของ Overwatch เราจะมีโอกาสให้ตัวละครได้พูดภาษาบ้านเกิดเวลาตัวละครใช้ท่าไม้ตาย โชคดีที่เกมนี้มีโอกาสได้ใส่ “ภาษา” ลงไปในเกม ที่เป็นแก่นหลักของเกมเลย อย่างชื่อไทยของ Lifeweaver คือ “นิรันดร์ พฤกษามณี” ผมก็เป็นคนตั้ง จริง ๆ ผมไม่ได้อยากไปก้าวก่ายเขา แต่พอเห็นชื่อที่เขาตั้งแล้ว ผมก็รู้สึกว่าเราจะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ (หัวเราะ) ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตั้งชื่อก็คือต้องออกเสียงง่าย เช่น ฝรั่งออกเสียง ง.งู ไม่ได้ ผมก็จะลิสต์ชื่อไปนำเสนอเขา แล้วนั่งออกเสียงให้เขาฟังทีละอันเลยว่าอันไหนออกเสียงง่าย สรุปจึงมาลงเอยเป็นชื่อ “นิรันดร์” ที่ฟังดูมีความลึกลับ มีความเท่ เหมือนชื่อฮีโร่ แล้วก็เป็นชื่อที่คนไทยใช้กันจริง ๆ ไม่ฟังดูแปลกเกินไป ส่วนนามสกุล “พฤกษามณี” ก็เข้ากับความสามารถของตัวละครที่ใช้อาวุธเป็นอัญมณีที่มีรูปทรงเป็นดอกไม้ และฟังดูเพราะ ออกเสียงไม่ยากมากด้วย
ส่วนเรื่องนักพากย์ ผมก็เตือนทีมไปแล้วนะว่าน่าจะหายาก ถ้าคนที่พากย์ได้ก็อาจจะเป็นดารา เพราะมันต้องมีการแอ็กติงในน้ำเสียงด้วย แต่ก็มีความกังวลว่าถ้าบังเอิญนักพากย์ที่เลือกเป็นดาราขึ้นมาจริง ๆ ฟีดแบ็กจะออกมาไม่ค่อยดีหรือเปล่า ซึ่งเอาจริง ๆ ตอนที่เลือก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสียงที่ผมได้ยินเป็นเสียงใคร สุดท้ายเราก็มาลงเอยที่เสียงของ “คุณภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน” ที่เสียงเข้ากับตัวละครพอดี แล้วเราก็มารู้ทีหลังว่าเขาดังมากเลย
ส่วนดีไซน์ที่ตัวละครนี้ใช้ ‘ดอกบัว’ เพราะมันเข้ากับชุดความสามารถ (Ability Kit) ของตัวละครพอดี จึงใช้ดอกไม้เป็นแท่นยกเพื่อนให้ขึ้นที่สูง ซึ่งลายดอกบัวก็เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนานิดหน่อย และยังเป็นวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความที่ตัวละคร Lifeweaver มาจากครอบครัวไทยจ๋า เขาก็น่าจะเคยชินกับดอกไม้ชนิดนี้อยู่แล้ว และภูมิหลังตัวละครก็เป็นนักพฤกษศาสตร์ที่มีสวนใหญ่ มีต้นไม้ และพืชพรรณจำนวนมากด้วย
การนำเสนอตัวตนของแต่ละประเทศในเกม มีความสำคัญอย่างไร
ถ้าถามความรู้สึกผม มันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศไทยอย่างเดียวหรอกครับ คือ Representation (ตัวแทน) มันเป็นเรื่องสำคัญอยู่แล้ว ยิ่งในสื่อใหญ่ ๆ อย่างหนังฮอลลีวูดหรือเกมใหญ่ ๆ ผมไม่ได้บอกว่าต้องพยายามสอดแทรกเชื้อชาติเข้าไปในหนังทุกเรื่องนะครับ แต่มันก็มีวิธีการที่เราสามารถทำให้สมดุลได้อยู่ แค่ต้องทำให้คนที่เสพสื่อเขารู้สึกว่า เรารู้สึกถึงการมีตัวตนของเขา และให้คุณค่าการมีตัวตนอยู่ของเขานะ ยกตัวอย่างเกม Overwatch ที่พยายามให้คนทั่วโลกได้เล่น เป็นเกมที่เสนอตัวตนของคนแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอยู่จริงในโลกใบนี้ การใส่ฮีโร่จากหลากหลายเชื้อชาติ ก็จะทำให้ผู้เล่นของเราที่มีความหลากหลายอยู่แล้วรู้สึกว่า บริษัทเกมเขารู้นะว่าเรามีตัวตนอยู่ ทำให้เขารู้สึกไม่โดนทิ้งไว้ข้างหลัง และมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเกมมากขึ้น
ถึงแม้ผมจะคิดว่าคงไม่มีวันที่สื่อใด ๆ จะสามารถสื่อถึงตัวตนของคนทั้งโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบในสื่อเดียว แต่ว่าทุกครั้งที่บริษัทใหญ่ ๆ ระดับนี้เขาก้าวไปในเส้นทางที่ถูกต้อง แม้จะเป็นก้าวเดียวหรือสองก้าว เราก็ควรจะยินดีและสนับสนุนให้เขาทำสิ่งนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ให้เขารู้ว่าการทำแบบนี้มันสร้างคุณค่าได้
นอกจากเรื่องเชื้อชาติและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศแล้ว Gender Identity หรือตัวตนทางเพศก็เป็นการนำเสนอตัวตนอีกทางหนึ่ง ซึ่งตัวละคร Lifeweaver เป็นตัวละครตัวแรกของเกม Overwatch ที่เป็น ‘แพนเซ็กชวล’ (คนที่เปิดกว้างเรื่องความรักโดยไม่ใช้เรื่องเพศเป็นตัวกำหนด) โดยฮีโร่ตัวนี้เป็นตัวละครที่ถูกเปิดตัวในช่วง Pride Month พอดี เพื่อส่งเสริมเรื่องการไม่แบ่งแยกในสังคม ซึ่งเราก็ได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้าน LGBTQ+ จากประเทศไทยด้วยว่าแบบไหนที่ทำได้ แบบไหนที่อาจจะมีปัญหา แบบไหนที่ทำแล้วจะดูไม่ดี ซึ่งผมรู้สึกว่าประเทศไทยค่อนข้างเป็นประเทศที่เปิดเสรีทางเพศมาก ๆ เพราะฉะนั้นการที่ Lifeweaver ได้เป็นตัวละครที่สะท้อนตัวตนของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี และน่าสนับสนุน
อีกส่วนหนึ่งที่เกม Overwatch เลือกสร้างตัวแทนจากประเทศไทยเป็นตัวแทนของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ก็อาจจะเพราะประเทศไทยมีตลาดที่ชัดเจน เป็นประเทศแห่งการเสพสื่อ และค่อนข้างตามเทรนด์ได้เร็วด้วย
สิ่งที่อยากฝากถึงคนมีฝัน เหล่านักสร้างสรรค์ที่อยากทำงานกับบริษัทเกมระดับโลก
อย่างแรกเลยคือ “ไปเรียนภาษาอังกฤษครับ” เพราะภาษามันสำคัญมาก ผมไม่ได้จะด้อยค่าภาษาตัวเอง แต่ประเทศเรายังเล็กเมื่อเทียบกับตลาดบนโลกใบนี้ ฉะนั้นการที่เราพูดได้แค่ภาษาเดียว มันก็เป็นการจำกัดอนาคตและโอกาสที่จะเข้ามาหาเราอย่างมากเลยครับ สมัยเด็กตอนที่ผมอยู่ไทย ผมก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษนะ แต่ผมไปเห็นว่าฟอรัมเว็บของต่างประเทศ มันใหญ่กว่าของไทยเยอะเลย ด้วยความอยากกระจายงานของผมให้คนเห็นเยอะขึ้น ผมก็เลยไปลองพิมพ์ภาษาอังกฤษโง่ ๆ ของผม แล้ววินาทีที่ผมเลือกจะไปโพสต์บนฟอรัมต่างประเทศ มันก็เป็นการขยายฐานลูกค้า ฐานแฟนคลับ ฐานคนที่ดูงานของผมได้เยอะมาก ๆ จนมีโอกาสเข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งที่ผมยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ ยิ่งเวลาไปทำงานในบริษัทฝรั่ง เขาจะต้องหาคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการ สิ่งที่เขาฟีดแบ็ก เพราะฉะนั้นวินาทีที่มีคนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้เข้ามาทำงาน แม้ว่าจะอยู่ที่ไทยก็ตาม บริษัทเขาจะให้คุณค่ากับคนเหล่านี้ก่อน แล้วยิ่งสายงานดิจิทัลมีเดียของไทยมักจะรับงานมาจากต่างประเทศด้วย เราก็ยิ่งต้องพูดภาษาอังกฤษได้เพิ่มเติมจากทักษะเดิมที่จำเป็น
อีกอย่างที่สำคัญก็คือเรื่อง “คอนเน็กชัน” คนไทยส่วนมากจะเข้าใจผิดว่าคอนเน็กชันเนี่ย จะต้องไปเข้าสังคม ต้องไปทำความรู้จักคน ต้องพูดเก่ง ต้องไปปาร์ตี้ ฯลฯ ซึ่งคือมันก็ส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ครับ ถ้าถามผม คอนเน็กชันก็คือการพยายามสร้างตัวตนให้ตัวเอง เพื่อให้เพื่อนร่วมงานที่ทำงานกับเรา เขามีความรู้สึกดี ๆ กับเรามากกว่า อย่างงานแรก ๆ ที่ผมได้ในอเมริกาก็มาจากเพื่อนที่โรงเรียนซึ่งก็ไม่ได้สนิทนะ แต่เขาจะเคยได้ยินชื่อผมว่า คนนี้ทำงานดีนะ ทั้งที่เขาอาจจะไม่เคยรู้จักผมเลย ผมก็ไม่เคยรู้จักเขา แต่พอผมสมัครงานไป แล้วเขาเห็นชื่อผม เขาก็ติดต่อเพื่อนเขาที่รู้จักผม แล้วถามว่าคนนี้ทำงานเป็นยังไงบ้าง มันเลยกลายเป็นว่าประสบการณ์ดี ๆ ที่ผมเคยทำกับเพื่อน มันแพร่กระจายไปด้วยตัวของมันเอง อะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับผมเป็นสิบ ๆ ครั้ง มันเลยกลายเป็นการปูทางอนาคตให้เราได้ เพราะว่าเรามีคอนเน็กชัน มีแบ็กกราวน์ที่ชัดเจน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่นักเรียนไทยควรพัฒนาตอนนี้เลยคือ “เราต้องทำตัวให้ดี” อุตสาหกรรมนี้ในไทยมันเล็กมาก ขนาดผมอยู่ที่อเมริกา ผมไปที่ไหนก็เจอแต่คนรู้จัก แล้วประเทศไทย บริษัทต่าง ๆ ก็ยังน้อยอยู่ วินาทีที่เราทำตัวไม่ดีเมื่อไร หรือคนจำเราในด้านไม่ดีเมื่อไร ผมบอกเลยว่ามันแก้ยาก มันอาจจะใช้เวลาเป็นสิบปีด้วยซ้ำในการแก้ชื่อที่เสียไป ฉะนั้นบางทีมันอาจจะไม่ได้อยู่ที่เรารู้จักคนเยอะแค่ไหน แต่สำหรับผม คือคนรอบตัวเรา เขารู้จักเราในด้านไหนมากกว่า
ภาพ : ชลวรรษ ธรรมวัน, Overwatch
เรื่อง : ชลธิชา แสงสีดา