สวนกลางเมืองและงานศิลปะ เปิดบ้าน คุณนิโคลาส วอน บูเรน CEO แห่ง Lotus Art de Vivre
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 21 ส.ค. 2567 เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2567 เวลา 08.03 น. • HELLO! Magazine Thailandความวุ่นวายของการจราจรที่คับคั่งในย่านสุขุมวิท นับเป็นเรื่องธรรมดาและความคุ้นชินของทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ แม้ว่าในบริเวณใกล้กันนั้นจะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่างสวนเบญจกิติและอุทยานเบญจสิริที่เปรียบได้กับโอเอซิส ท่ามกลางป่าคอนกรีตแล้วก็ตาม
“ตั้งแต่เด็กผมโชคดีที่ได้อยู่ท่ามกลางต้นไม้มากมาย เมื่อมีครอบครัวของตัวเองแม้ว่าเราจะอาศัยอยู่ในเมืองก็ตาม ถึงจะเจอรถติด แต่พอกลับถึงบ้านก็สามารถนั่งเล่นในห้องทำงานหรือลิฟวิ่งรูม และห้องนอนของผมกับภรรยาบนชั้น 3 ที่สามารถมองเห็นสวนด้านนอกได้อย่างสบายใจ” คุณนิโคลาส วอน บูเรน CEO แห่ง Lotus Art de Vivre แบรนด์ของแต่งบ้านและเครื่องประดับลักซ์ชัวรีที่อยู่คู่ประเทศไทยมานานกว่า 42 ปีกล่าวกับ HELLO!
“ใช่ค่ะ” คุณเรก้า วอน บูเรน ด้วยผิวสีน้ำผึ้งและทรงผมสีน้ำตาลที่ชอยสั้นกับเรือนร่างแบบบางอย่างชาวเอเชีย กอปรกับเครื่องหน้าที่ได้จากการเป็นลูกครึ่งจีน-อินเดีย ทำให้เธอดูสวยเก๋แบบเอ็กโซติก ช่วยเสริมคำพูดของสามี “ฉันเป็นคนมาเลเซีย ซึ่งมีพื้นที่ธรรมชาติมากมายมาตั้งแต่เด็ก พอมาอยู่ที่นี่มีสวน ทำให้ทุกครั้งที่ฉันกลับถึงบ้านจะรู้สึกเสมอว่า ฉันมีที่นี่เป็นที่พักใจ”
บ้านหลังนี้ซุกซ่อนอยู่ในคอมพาวด์ของครอบครัวที่มีบ้านของสมาชิกครอบครัววอน บูเรน คนอื่นๆ พำนักอยู่ มองจากภายนอกจะเห็นยอดไม้กระจุกตัวอยู่ด้านหลังกำแพง เราเดินไปตามทาง เดินมุงหลังคากันสายฝนและแสงแดด หลังจาก สักการะพระพิฆเนศวรหินสลักที่เป็นดังศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในตระกูลวอน บูเรนเสร็จแล้ว เมื่อเดินต่อไปอีกนิดเราจะเห็นป้ายบอกทางเพื่อไม่ให้ผู้มาเยือนต้องหลงทิศ
บ้านคุณนิคกี้เป็นบ้านสไตล์ไทยคอนเทมโพรารี ขนาดสามชั้น ซึ่งฝั่งที่ติดสวนจะกรุผนังกระจกทั้งหมด นอกจากจะเป็นที่พักสายตาแล้ว ด้วยเพดานที่สูงกว่าปกติทำให้พื้นที่บ้านดูกว้างขวางขึ้น และมีความโปร่งโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน จะพบโถงทางเข้าขวามือเป็นทางเข้าห้องรับแขกและโต๊ะสารพัดประโยชน์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผนังด้านหนึ่งคุณนิคกี้นำฝาปะกนจากเรือนไทยหลังเก่ามาติดและแขวน ภาพนกอินทรีย์อันเป็นฝีแปรงที่เป็นซิกเนเจอร์ของ อ.ถวัลย์ ดัชนี ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากแล้ว ส่วนภาพลายเส้นซ้ายและขวาเป็นผลงานของวาวา ศิลปินมาเลเซียที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่บาหลี ส่วนพื้นปูไม้กระดานจากเรือนไทยเก่าเช่นกัน
ถัดจากภาพวาดเป็นตู้ไม้ขนาดใหญ่สไตล์นีโอ คลาสสิกเป็นของเก่าเก็บจากเยอรมนีของคุณรอล์ฟ ที่ท่านมอบให้คุณนิคกี้ ภายในถูกดัดแปลงเป็นตู้เครื่องดื่มพร้อมอุปกรณ์ผสมต่างๆ นานา ตู้ใบนี้เข้าชุดกับตู้ไม้อีกใบที่อยู่ตรงเชิงบันไดเป็นตู้แอนทึกของจีนที่คุณแม่ของคุณเรก้า ซึ่งเป็นชาวจีนมอบให้เธอ
ชุดรับแขกมีทั้งที่เป็นโซฟาขนาดใหญ่สีเบจ สไตล์โมเดิร์นวางหมอนอิงสารพัดสี ผนังตรงกลางติดกระจกใส่กรอบสไตล์วินเทจ ผนังอีกด้านติดภาพผู้หญิงและหุ่นยนต์เป็นผลงานของ คริสเตียน ดูลอบูแตร์ ศิลปินฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ใน เซี่ยงไฮ้ ซึ่ง LAdV เคยจัดแสดงงานให้ ถัดมาตรงกลางเป็นชุดรับแขกที่ทำจากไม้ตกแต่งด้วยเปลือกหอยเบาะหุ้มหนังปลากระเบนจาก LAdV
ลึกเข้าไปในตัวบ้านฟากหนึ่งคือครัว เป็นพื้นที่พิเศษของคุณเก้าในการจัดการดูแลความเป็นอยู่ของสามีและลูกชายหญิงทั้งสามคน ประกอบด้วย อารี ลูกชายคนโตวัย 14 ปี ลีโอ ลูกชายคนกลางวัย 12 ปี และธารา ลูกสาวคนเล็กวัย 9 ขวบ
“นิคกี้เป็นคนทำบ้านแทบทั้งหมด แต่ให้ฉันดูแลบางส่วน อย่างครัวกับชั้นของลูกๆ ทั้งชั้น สำหรับครัว ฉันบอกนิคกี้ว่าอยากได้โต๊ะในครัวขนาดใหญ่ เพราะเราใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตที่บ้านหลังนี้ ลูกกับเพื่อนๆ ลูกก็เข้าๆ ออกๆ ครัวแทบจะตลอดเวลาเพื่อหาอะไรกิน ตอนที่ลูกๆ ยังเล็กฉันเป็นคนทำอาหารให้ลูกๆ กิน แต่ตั้งแต่ธาราอายุได้ 4 ขวบ ฉันก็หุ้น กับเพื่อนทำธุรกิจจิวเวลรี่ โดยที่ฉันเป็นคนออกแบบเอง จนทุกวันนี้เกือบหกปีแล้ว แต่ถึงแม้ว่าพวกลูกๆ จะโตแล้วก็จริง พวกเขาก็ยังต้องการการดูแลจากพ่อแม่อยู่ เช่น เรื่องการเรียน การวางแผนสำหรับ อนาคตของพวกเขา ซึ่งสำหรับฉันเป็นความท้าทายในอีกรูปแบบหนึ่ง
“ส่วนห้องต่างๆ ของลูกๆ อย่างห้องนอนและห้องน้ำ เด็กๆ ก็ชอบพวกเขาชินกับของแอนทีกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะบ้านหลังแรกที่เราอยู่ตกแต่งด้วยงานศิลปะและแอนทีก พอเราย้ายไปอยู่คอนโด เราย้ายงานศิลปะและแอนทีกไปครึ่งหนึ่ง พอย้ายมาที่นี่เขาก็เลยชิน พวกลูกๆ ก็ชอบที่ได้มีห้องของตัวเอง”
ติดกับครัวเป็นห้องทำงานของคุณนิคกี้ที่ ฃสามารถมองเห็นสวนได้ด้วยเช่นกัน ส่วนผนังทาง ฃเข้าครัวติดภาพวาดของศิลปินไทยชื่อ Paretas 1994 กับภาพถ่ายฝีมือจักรินทร์ วอน บูเฮน ขณะ ฃที่พูดคุยกันอยู่นั้น เจ้าเบลูก้า แมวไทยสีสวาดตัว โปรดของคุณนิคกี้ก็มาป้วนเปี้ยนรับแขกด้วยมันเข้า มาสังเกตการณ์แบบเชิดๆ และเดินตามคุณนิคกี้ที่นำ HELLO! ขึ้นบันไดไปชั้นสอง ที่ชานพักบันไดติดภาพวาดรูปต้นกล้วยสีตองอ่อนเป็นผลงานของเพื่อนคุณรอล์ฟและคุณเฮเลนที่เคยมาพักกับครอบครัว วาดให้เป็นที่ระลึก
เราพบภาพถ่ายของเด็กๆ ในวัยแบเบาะแขวนบนผนังสีขาวล้วน กับภาพถ่ายครอบครัวของคุณเก้า โดยมีตู้แอนทีกคั่น อีกด้านติดภาพวาดสีน้ำมันเป็นรูปอารี ลีโอและธารา ในสไตล์เรอเนสซองส์
“คนวาดรูปลูกๆ ชื่อ มายา โคคะชินสกี้ ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่อิตาลี เป็นลูกสาวของเพื่อนคุณพ่อนิคกี้ค่ะ คุณพ่อเขาก็เป็นศิลปินเหมือนกันชื่ออเลชซานโดร โคคะชินสกี้ คนวาดถนัดวาดภาพเด็ก โดยที่เราส่งรูปถ่ายไปให้ แล้วเขาจะออกไอเดียว่าจะวาดออกมายังไง” คุณเรก้าบอก
นอกจากห้องนอนทุกห้องจะมองเห็นสวนได้ใช้เวลาในนั้นแล้ว ยังมีเพลย์รูมที่มีทีวีให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาในนั้นด้วย ส่วนชั้นบนสุดเป็นของคุณนิคกี้และคุณเรก้า โดยมีห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องนั่งเล่นและห้องทำงานของคุณเรก้า โดยใช้ฝาปะกนกับพื้นที่ได้จากเรือนไทยเก่าพื้นที่ทั้งหมดสามารถมองเห็นสวน
“ด้วยความที่คอนโดที่เราเคยอยู่ไม่มีสวน จึงเป็นเรื่องดีที่เราสามารถตื่นขึ้นมากลางกรุงเทพฯ แล้ว มองเห็นความเขียวขจีของต้นไม้ สวนของบ้านหลังนี้จึงถือเป็นความหรูหราสำหรับชีวิตในเมืองของเรา” คุณเรก้ากล่าว
คุณนิคกี้และครอบครัวย้ายเข้าบ้านหลังนี้มาได้หนึ่งปี “การสร้างบ้านไม่มีวันเสร็จหรอกครับ เราอยู่ไปก็ค่อยๆ ตกแต่งไป ในสวนผมก็ขึงเน็ตให้เด็กๆ ได้ตีแบด อารีเป็นเด็กเรียนดี ส่วนลีโอค่อนข้างซน ธาราเป็นเด็กผู้หญิงก็เลยไม่ซนเท่าพี่ ด้วยความที่ผมถูกส่งไปเรียนประจำที่เมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็เลยตัดสินใจให้เขาอยู่กับพ่อแม่นานหน่อย ผมจะไปส่งลูกที่โรงเรียนด้วยตัวเองทุกเช้า จากนั้นเข้าออฟฟิศ ผมจะพยายามกลับถึงบ้านช่วงบ่าย เพื่อเล่นกีฬาและกินข้าวกับลูกๆ เสาร์อาทิตย์ก็พาลูกไปตีกอล์ฟ เล่นเทนนิส”
เมื่อถามเขากับภรรยาว่ารู้สึกขอบอะไรในบ้านหลังนี้มากที่สุด คุณเรก้าให้ความเห็นที่น่าฟังว่า “บ้านหลังนี้เป็นจุดเชื่อมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ซึ่งเราสองคนคิดว่าเป็นการผสมผสานระหว่าง traditional style กับ contemporary style เป็นการผสมผสานของวัฒนธรรมหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมไทยหรือบาหลี การนำมารวมกันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เวลาฉันกลับถึงบ้านจะรู้สึกว่ามีที่พักใจ ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ไม่ต่างจากบ้านที่เคแอลที่ฉันเติบโตมาค่ะ”
รอยต่อระหว่างรุ่น 2 และรุ่น 3
“Lotus Arts de Vivre เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ (รอล์ฟ เฮเลน วอน บูเรน) จนตอนนี้มาถึงรุ่นเรา คุณศรี วอน บูเรน ที่พี่ชายผมดูแลด้านดีไซน์กับโปรดักชั่น ส่วนผมทำเรื่อง Sales & Marketing” คุณนิคกี้หยุดเว้นช่องไฟนิดหนึ่ง หลังเรียนจบจากอังกฤษ เขาทำงานกับมูลนิธิของคุณมีชัย วีระไวทยะ ที่อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ มีหน้าที่พาผู้บริจาคซึ่งส่วนใหญ่มาจากยุโรปชมการดำเนินงานของมูลนิธิ จากนั้นจึงไปเรียนต่อที่ Business School of Lausanne และกลับไทยมาทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ SCB Security เป็นเวลานานเกือบห้าปี
งานบริษัทหลักทรัพย์ทำให้ผมรู้ว่านักธุรกิจไทยทำธุรกิจอะไรบ้าง เข้าใจภาพรวมของเศรษฐกิจไทยแล้ว ถึงมาช่วยธุรกิจของครอบครัว มาตอนนี้ผมเป็น CEO ก็แบ่งเบาภาระงานจากคุณพ่อมากขึ้น และพยายามหาโอกาสร่วมงานกับหลาน ลูกชายคุณศรี จักรินทร์ กับพายุ ซึ่งเพิ่งเรียนจบกลับมาไม่นาน เพราะตอนนี้ตลาดเป็นของคนรุ่นใหม่ และเมืองไทยมีคนเก่งๆ เยอะมาก เราเพิ่ง collaboration กับคุณหมู ASAVA ด้วยการให้เขาออกแบบไม้เท้า และให้คุณวร WON SUGUNNASIL ออกแบบเครื่องประดับ ซึ่งได้กระแสตอบรับดีมาก ทำให้เรามีฐานลูกค้าใหม่เยอะขึ้น ลูกค้าเราอายุน้อยลง”
และล่าสุด LAdV กำลังจะร่วมงานกับ Sylvia Fomanovich ซึ่งเป็นจิวเวลเลอร์จากบราซิลที่ไปโด่งดังในอเมริกา ที่เพิ่งได้รางวัล Best Designer ที่อเมริกามา หมาดๆ “การร่วมงานกับเขาผมถือว่าพิเศษ เพราะเขาอยากทำงานกับเรา เพราะเราทำของได้เหมือนจริงมาก ไม่ว่าจะเป็นจระเข้หรืองู ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของเรา จนบางครั้งผมต้องบอกฝ่ายผลิตว่าไม่ต้องเหมือนมากก็ได้ (คุณนิคกี้พูดพลางหัวเราะ HELLO! สังเกตเห็นจระเข้เงิน ซึ่งเหมือนจริงมากที่วางอยู่บนพื้นห้องรับแขกของบ้านเขา) ตรงนี้เป็นจุดเด่นของช่างฝีมือเรา และคิดว่า over creative ดีกว่า under oreative ถ้าไม่มีความคิดสร้างสรรค์เอาเสียเลยก็ขายลำบาก เพราะไม่มีสตอรี่และที่เรายังขายผลิตภัณฑ์ของเราได้ ก็เพราะยังมีคน อีกมากที่เราเข้าไม่ถึง”
เขายังเล่าให้ฟังถึงช่วงเวลายาวนานกว่า 25 ปี ที่เคยติดตามคุณรอล์ฟไปจัดแสดงสินค้าต่างประเทศว่า ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ก็สนุก เพราะต้องช่วยกันกับทีมงานทำทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็น สวิส อังกฤษ อิสตันบูล รัสเซีย ตะวันออกกลาง หรือสหรัฐอเมริกา โดยที่ไม่ใช่เทรดโชว์ เพราะเทรดโชว์มีสินค้าไปแสดงไม่มาก แต่นี่เป็นการแสดงสินค้าแบบ B2C ซึ่งจะขายด้วย นอกจากนี้ยังต้องนำงานฝีมือที่แสดงความรุ่มรวยของวัฒนธรรมไทย อย่างพวงมาลัย และอาหารไทยไปแสดงร่วมด้วย ทำให้คุณนิคกี้ได้เรียนรู้จากการลงมือทำงาน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก
ในฐานะ CEO คุณนิคกี้บอก HELLO! ถึงศิลปะและเป้าหมายของตนเองว่า “แม้ว่าผมจะไม่ได้เรียนศิลปะ แต่ก็เรียนรู้เรื่องศิลปะด้วยตัวเองมาเรื่อยๆ และจะไม่หยุดเรียนรู้ ส่วนเป้าหมายระยะสั้นของเราคือการขยายช็อปในไทย และคิดว่าจะเปิดโชว์รูมที่โรงงานและจัดเวิร์กช็อปให้คนที่สนใจได้มาดูแกลเลอรี่ เพราะคิดว่าจะช่วยให้คนเห็นเบื้องหลังงานของเราเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่การเก็บวัตถุดิบ เรื่อยไปจนถึงการออกแบบ กระบวนการผลิต จนกระทั่งเป็นชิ้นงาน อยากให้เห็นว่าเมื่อยี่สิบปีก่อนผลิตยังไง วันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ มีคนบอกว่าสินค้าเราราคาสูง เพราะเขาไม่เข้าใจ วิธีการผลิตของเราว่ามันยากขนาดไหน”
กับอีกเป้าหมายหนึ่งเพื่อตอบสนองความนิยมเครื่องประดับวินเทจทำด้วยมือมาจำหน่ายภายใต้แบรนด์ LAdV และคิดว่าจะจัดแสดงสินค้าที่ลูกค้าซื้อไปเพื่อให้สาธารณชนชื่นชม “เรามีลูกค้าที่สะสมงานเรา แต่ไม่อยากขาย เรานำมาโชว์เฉยๆ เพื่อให้สาธารณชนได้ชม ซึ่งเรามีชื่อในเรื่องงานไม้และงานเครื่องเงิน”
คุณนิคกี้ยังบอกอีกว่า การทำงานเป็นทีมเวิร์กเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าทุกคนเก่งแบบเดียวกันหมดก็น่าเบื่อ ไม่มีความหลากหลาย แต่ถ้านำคนเก่งแต่ละด้านมาร่วมงานกัน ซึ่งถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ และขณะเดียวกันจะต้องฝึกฝนด้วยการลงมือทำจริง เขาเชื่อว่าความผิดพลาดเป็นครูที่ดีที่สุด ตอนที่เขาเรียนจบใหม่ๆ ก็ได้ประสบการณ์จากการลงมือช่วยงานจริง ทำให้มีบทเรียนหลายอย่าง และทำให้เขารู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ
“ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาผมเห็นความเปลี่ยนแปลงตลอด เราโชคดีที่สร้างชื่อจากการตระเวนแสดงสินค้าในต่างประเทศเป็นประจำทุกเดือน ใช้เงินลงทุนไม่รู้กี่ล้านบาท ตอนไปแสดงสินค้าที่ปาล์มบีชอเมริกา เขายังสับสนระหว่างไทยแลนด์กับไต้หวันอยู่เลย ถ้าไทยแลนด์ก็ต้องราคาถูก ตลาดจิวเวลรี่มีคู่แข่งเยอะมาก เราต้องพยายามทำสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องสำหรับแบรนด์ของเรา ซึ่งผมคิดว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้ว”
เมื่อถามคุณนิคกี้ว่าเขาคิดว่าตัวเองเป็นคนไทยหรือคนเยอรมันเหมือนผู้เป็นบิดา เขาบอกว่า “ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนไทย ผมรู้สึกชินกับต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ชินกับเมืองไทย จะให้ผมใช้ชีวิตในอังกฤษก็ไม่มีปัญหา อยู่ที่ไทยก็ไม่มีปัญหา สามารถอยู่ได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนของโลก แต่แน่นอนสำหรับผมเมืองไทยเป็นบ้าน เวลาใครถามผมว่าบ้านอยู่ไหนเป็นคนอะไร ผมจะบอกเสมอว่าเป็นคนไทยครับ แม้ว่าคุณพ่อจะเป็นเยอรมัน แต่ก็เป็นคนเยอรมันที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยมาหกสิบสองปี ส่วนคุณแม่เป็นลูกครึ่งที่เกิดเมืองไทย เราไม่มีบ้านในต่างประเทศ ช่างของเราหรือวัตถุดิบของเราก็เป็นไทย เพราะเมืองไทยมีทุกอย่างครบ”