โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สัปเหร่อ” ชื่ออาชีพนี้มาจากภาษาเขมร ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีตำแหน่งว่า “ขุนกะเฬวราก”?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ต.ค. 2566 เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2566 เวลา 08.20 น.
สัปเหร่อ ปก ภาพยนตร์

“สัปเหร่อ”เป็น ภาพยนตร์ ไทยที่มาแรงแซงโค้งมากที่สุดในขณะนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ หนังเรื่องนี้กวาดรายได้ไปกว่า 200 ล้านบาท โดย “สัปเหร่อ” เป็นผลงานเรื่องล่าสุดในจักรวาล ไทบ้านเดอะซีรีส์รังสรรค์ผลงานโดย “ต้องเต ธิติ ศรีนวล” ผู้กำกับมากความสามารถ ที่ดูแลมิวสิกวิดีโอเพลงชื่อดังและภาพยนตร์มามากมายนับไม่ถ้วน อย่าง กอดเสาเถียง-ปรีชา ปัดภัย (พ.ศ. 2562), ขวัญเอยขวัญมา-ปาล์มมี่ (พ.ศ. 2563) และไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ (พ.ศ. 2563) ฯลฯ

โดย ภาพยนตร์ เรื่องนี้จะพาทุกคนย้อนไปสัมผัสเรื่องราวของ “เซียง” ชายหนุ่มชาวอีสานผู้เผชิญกับรักที่ผิดหวัง จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต อย่างการเริ่มต้นทำงานเป็นสัปเหร่อ ซึ่งเป็นอาชีพที่แม้แต่ตัวเซียงเองก็ยังหวาดกลัว

จากบทหนัง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่อาจยังไม่เข้าใจถึงความเป็นสัปเหร่อ ที่เกี่ยวพันกับปลายทางของชีวิตอย่าง “ความตาย” ทว่าอาชีพนี้กลับเป็นอาชีพสำคัญที่ขาดไม่ได้ในสังคมไทย เพราะมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คน

“สัปเหร่อ” คำนี้มีที่มาจากหลากหลายข้อสันนิษฐาน ในหนังสือ “ประเพณีเนื่องในการตาย”ของ เสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) กล่าวถึงคำว่าสัปเหร่อไว้ว่า “เขมรออกเสียงคำว่าสัปบุรุษว่าสัปเรอ คำเดียวกันกระมัง ถ้าใช้ก็เป็นเกียรติแก่สัปเหร่ออยู่เพราะปลงตก” หรือแปลความหมายได้คร่าว ๆ ว่า สัปเหร่อนี้น่าจะมีรากศัพท์มาจากภาษาเขมร คือ สัปเรอ ซึ่งคำนี้ก็รับมาจากภาษาบาลีอีกทีหนึ่ง

ด้าน“บันทึกด้านความรู้ต่าง ๆ เล่ม ๓” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ์ พูดถึงคำว่าสัปเหร่อไว้ว่า คำนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์ คาดเดาว่ามาจากคำว่า “สัปรุส”เมื่อวันเวลาผ่านไปจาก สัปรุส ก็กลายเป็น สัปรุะ และเป็น เรอะ ในที่สุด ดังที่ปรากฏว่า “คำ สัปเหร่อ สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ เดาว่า คือ สัปรุส ทางเขมรอ่านออกเสียงคำที่มีตัว ส ข้างท้ายเปนวิสัญชนี เช่น สัปรุส ก็เปน สัปรุะ แล้ว รุะ อาจเปน เรอะ ไปได้โดยง่าย”

อาชีพนี้ไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีจุดเริ่มต้นแท้จริงเมื่อใด ทว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏตำแหน่ง “ขุนกะเฬวราก” หรือบางคนเรียกว่า “นายป่าช้า” บ้างก็เรียกว่า “สัปเหร่อ” มีจุดประสงค์สำคัญเพื่อปลงศพ และจัดการความสยดสยองของบุคคลสิ้นลมหายใจให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

หลังจากสยามเริ่มปฏิรูปให้บ้านเมืองเข้าสู่ความทันสมัยเยี่ยงต่างชาติ เหล่าเจ้านายต่างปรับตัวและรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามายิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว อาหาร รวมไปถึงจัดการความเรียบร้อยในเรื่องศพ ซึ่งพ่วงมาด้วยความเชื่อที่ว่าศพคือ “ความอุจาด”ทำให้จากเดิมที่มักจะทิ้งซากศพไว้ไม่เป็นที่ทาง โยนให้เหล่านก กา หมา กัดกินได้ตามใจชอบ ก็สั่งการให้รัฐสยามเข้ามาจัดการ

ทว่าประชาชนทั่วไปต่างยังมองว่า การวางศพไร้ญาติหรือบุคคลที่เสียชีวิตไว้ตามถนนหนทางถือเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด จึงทำให้ทางการได้รับจดหมายเกี่ยวกับศพไร้ญาติเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง เช่นที่ขุนนครภักดีอำเภอได้ยื่นรายงานการพบซากศพในท้องที่ตำบลบางลำภู ว่า

“วันที่ ๒๒ เมษายน ๑๑๕ เวลาเช้าโมงเสศ นายช่วงซรึ่งตั้งบ้านอยู่ริมตภานเหล็กบางลำภูแจ้งความว่า ชายมีชื่อมานอนตายอยู่ที่ศาลาน้ำน่าบ้าน นายช่วง ขุนนครภักดีอำเภอพร้อมด้วย นายพิมสัปเหร่อ นายช่วงเจ้าฃองบ้าน ชัณสูตรศพชายมีชื่อที่ตายมีร่างกายซูบผอมอายุประมาณ ๒๕ ปี ไม่มีบาดแผลฟกช้ำเขียวแห่งหนึ่งแห่งใด แลได้สอบถามชาวบ้านพระสงฆ์ได้ความแต่พระสงฆ์วัตสังเวชแจ้งว่า ชายมีชื่อคนที่ตายนี้เปนคนเที่ยวฃอทานมานอนป่วยอยู่ที่ศาลาน่าวัตสังเวชได้ ๒ ๓ เวลา ครั้นวันที่ ๒๒ เมษายน ๑๑๕ ชายมีชื่อมานานฃาดใจตายอยู่ศาลาน่าบ้านนายช่วง”

ศพไร้ญาติที่ระเกะระกะไปมานี้ เรียกได้ว่าเป็นปัญหาให้แก่รัฐสยามอย่างมาก เพราะชาวต่างชาติซึ่งเข้ามาค้าขายหรืออยู่อาศัยต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คือความอุจาดและสยดสยองของสยาม ทั้งยังออกข่าวอึกทึกครึกโครมตามหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญหูเจริญตามากยิ่งขึ้น จึงทำให้ “ขุนกะเฬวราก” ต้องเข้ามาทำหน้าที่จัดการความสยดสยอง

โดยขุนกะเฬวรากมีหน้าที่หลักคือ เป็นผู้ดูแลและควบคุมการปลงศพไร้ญาติ ซึ่งได้รับข้อมูลมาจากหน่วยตระเวนที่เข้าไปพบและทางราษฎรเรียกร้องมา รวมไปถึงจัดการปลงศพให้กับราษฎรที่ไม่ค่อยมีฐานะมากนัก ซึ่งชาวบ้านจะต้องนำศพญาติตนเองมาไว้ที่วัดสระเกศ และรัฐบาลจะออกเงินช่วยเหลือให้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้บ้านเมืองศิวิไลซ์มากยิ่งขึ้น

แม้ว่าหน้าที่การปลงศพจะเป็นของขุนกะเฬวรากทั้งหมด ทว่ายังมีบางหน้าที่ที่นายป่าช้าไม่สามารถจัดการได้ อย่างในบางกรณี การที่ขุนกะเฬวรากจะปลงศพได้ จะต้องผ่านการพิจารณาและต้องได้รับใบอนุญาตจากมรรคนายกของวัดเสียก่อน

นอกจากนี้ ขุนกะเฬวรากยังไม่สามารถปลงศพได้โดยพลการ เพราะขัดกับ “กฎหมายตราสามดวง” ที่ไม่อนุญาตให้ราษฎรขนย้ายซากศพข้ามเขตแดน

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้การทำงานของขุนกะเฬวรากในขณะนั้นอาจยังมีลักษณะไม่เป็นทางการและไม่มีประสิทธิภาพมากนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งนี้เป็นรากฐานสำคัญทำให้รัฐสยามตระหนักกับการปลงศพมากยิ่งขึ้น

กระทั่ง พ.ศ. 2460 รัฐสยามได้ประกาศใช้ “กฎหมายเสนาบดีกระทรวงนครบาลว่าด้วยป่าช้าแลนายป่าช้า”ซึ่งทำให้ “นายป่าช้า” มีหน้าที่ในการจัดการศพอย่างเป็นทางการ และกลายมาเป็นอาชีพที่เรารู้จักกันจนถึงตอนนี้

แม้ปัจจุบันผู้คนที่ประกอบอาชีพ “สัปเหร่อ” จะลดลงไปอย่างมาก เนื่องจากความหวาดกลัว ความเชื่อ หรือเทรนด์ ฯลฯ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สัปเหร่อยังเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะในทุก ๆ วันจะมีคนเสียชีวิต และคนที่จะเข้ามาเชื่อมโยงระหว่างคนเป็นกับคนตาย ก็คือ “สัปเหร่อ” นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์. รัฐสยดสยอง. กรุงเทพฯ: มติชน, 2565.

https://www.matichon.co.th/entertainment/news_4233322

www.dailynews.co.th/news/2814670/

https://www.majorcineplex.com/movie/sup-pa-rer

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 ตุลาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...