โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

‘Gangubai Kathiawadi’ เรื่องจริงของคังคุไบและตัวละครอื่นที่ภาพยนตร์ไม่ได้บอก

TODAY

อัพเดต 14 พ.ค. 2565 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2565 เวลา 11.41 น. • workpointTODAY

Gangubai Kathiawadi คังคุไบ กาเฐียวาดี ภาพยนตร์อินเดียสุดเข้มข้นที่ขึ้นอันดับหนึ่ง Netflix ประเทศไทยพร้อมกระแสบอกต่อที่ล้นหลามด้วยเรื่องราวของคงคาหญิงสาวที่โดนหลอกมาเป็นโสเภณี แต่สู้ชีวิตจนได้กลายมาเป็น คังคุไบ กาเฐียวาดี ‘ราชินีมาเฟียแห่งมุมไบ’ แต่เรื่องจริงของคังคุไบเป็นอย่างไร ตัวละครไหนที่มีอยู่จริงและไม่มีจริงบ้าง Series Society จะพาไปหาคำตอบ

ตัวภาพยนตร์นั้นดัดแปลงมาจากบทหนึ่งจากหนังสือนวนิยายเชิงสารคดีเรื่อง ‘Mafia Queens of Mumbai’ ที่มีชื่อว่า ‘The Martriarch of Kamthipura’ ซึ่งแปลว่าผู้นำของกามธิปุระ เขียนโดย ฮุสเซน ไซดี นักเขียนผู้เคยเป็นนักข่าวสายสืบสวน ซึ่งแม้หนังสือและภาพยนตร์จะมีเรื่องหลัก ๆ ที่คล้ายกัน แต่ตัวบางอย่างนั้นแตกต่างเพราะภาพยนตร์เองได้เติมแต่งเรื่องราวเข้าไปเพื่อเพิ่มอรรถรส หรือเปลี่นรายละเอียดเพื่อให้ชื่อไม่อ้างอิงโดยตรงกับบุคคลจริง

  • หนังสือต้นฉบับเล่าเรื่องของคังคุไบว่าเธอเคยเป็นเด็กสาวจากบ้านที่ครอบครัวมีฐานะ เมื่อครั้งยังเป็นเด็กสาวชื่อคงคา เติบโตขึ้นมาที่กาเฐียวารในรัฐคุชราต ประมาณยุค 1940 ในครอบครัวที่เต็มไปด้วยทนายและนักการศึกษา และยังมีความเชื่อมโยงกับราชวงศ์แห่งกาเฐียวารอีกด้วย ครอบครัวเธอค่อข้างเข้มงวด แต่ก็สนับสนุนเรื่องการศึกษาให้กับลูกสาว ซึ่งเป็นเรื่องแปลกของสมัยนั้น แค่คงคานั้นฝันอยากจะมาเป็นนักแสดงที่บอมเบย์หรือมุมไบในสมัยนี้
  • พอวัยรุ่นเธอก็หลงรัก รามนิก ลาล นักบัญชีที่พ่อของเธอจ้างมา ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เธอสนใจในตัวเขา คือการที่เขาบอกว่าเขาเคยอยู่ที่บอมเบย์มาก่อน จนความรักสุกงอมจนทั้งสองตัดสินใจหนีไปแต่งงานกันที่วัด และเธอก็เอาเงินสดและเครื่องเพชรมาด้วยจำนวนหนึ่งเพื่อเดินทางเข้าบอมเบย์
  • แต่เมื่อเงินขาดมือในไม่นาน รามนิกจึงเสนอว่าให้เธอไปอยู่กับป้าระหว่าที่หาห้องเช่าใหม่และขายเธอให้กับซ่องในราคาแค่ 500 รูปี หรือแค่ประมาณสามร้อยบาทในสมัยนั้น เทียบแล้วก็ประมาณ 3000 กว่าบาทในสมัยนี้

คาริมลาลา

  • เธอโดนกักขังและทุบตี แม้คิดจะฆ่าตัวตายก็ยังทำไม่ได้เพราะมีคนจับตาดูอยู่ตลอด หลังจากนั้นสองสัปดาห์เธอก็ยอมจำนน และใช้ชีวิตเป็นโสเภณีนับจากนั้น และภายหลังก็เปลี่ยนชื่อเป็นคังคุ
  • คังคุเป็นโสเภณีที่มีชื่อในตอนนั้น ซึ่งนำเธอให้ได้มาเจอกับ เซากัด อับบัส ข่าน นักเลงที่ข่มขืนและซ้อมเธอถึงสองครั้งในสัปดาห์ ในครั้งที่สองเธอถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล เธอจึงไปพบคาริม ลาลา(หรือที่ในภาพยนตร์เปลี่ยนชื่อเป็น ราฮิม ลาลา) ซึ่งเป็นมาเฟียใหญ่ที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์และเป็นแรงบันดาลใจของมาเฟียในภาพยนตร์อินเดียหลายเรื่อง
  • คาริม ลาลา หรือชื่อจริงว่า อับดุล คาริม เชอร์ ข่าน เป็นมาเฟียชาวมุสลิมประจำถิ่น เขาเกิดที่อัฟกันนิสถานก่อนจะย้ายมาอยู่ที่บอมเบย์ตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเขาโตเขาก็เข้าร่วมกลุ่มแก๊งปาทาน และค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาจนเป็นหัวหน้าใหญ่โดยทำกิจการผิดกฏหมายหลายอย่าง เช่น การลักลอบขนยาเสพติด การกรรโชก รับจ้างฆ่าเขาคุมแก๊งอยู่นานจนกระทั่งลงจากตำแหน่งในช่วงปลายยุค 70 และเสียชีวิตในปี 2002 ตอนอายุได้ 90
  • ในตอนนั้นที่เขาคุมสลัมหลายย่านรวมไปถึงกามธิปุระด้วย คังคุได้ขอให้เขาช่วย และในภายหลังก็ผูกราคีที่เป็นด้ายศักดิ์สิทธิ์ที่ข้อมือนับถือเป็นพี่น้องกัน ซึ่งเป็นฉากที่ไม่ได้เห็นในภาพยนตร์
  • นอกจากจะเป็นน้องร่วมสาบานของมาเฟียใหญ่แล้ว ในภายหลังคังคุไบก็ชนะการเลือกตั้ง บาเด-การ์วาลี ซึ่งบทความใน Indian Express นั้นระบุว่าการ์วาลีเป็นศัพท์ที่คนอินเดียเอาไว้เรียกแม่เล้านั่นเอง ซึ่งการชนะนี้ทำให้เธอมีอำนาจขึ้นอีก
  • และอย่างที่ภาพยนตร์นำเสนอผ่านฉากต่าง ๆ ที่งดงามและบทที่ทรงพลัง คือคังคุไบนั้นมีส่วนร่วมอย่างมากในการผลักดันสิทธิของผู้หญิง โดยบทความจาก Jargan Joshกล่าวว่าเธอเป็นเหมือนแม่ทูนหัวของหญิงค้าบริการและเด็กกำพร้า
  • ในเรื่องราวที่ไซดีเขียนก็มีเรื่องที่คังคุไบปล่อยเด็กสาว ซึ่งโดนจับตัวมากลับบ้านคล้ายกับในภาพยนตร์ แต่อย่างไรก็ตามในหนังสือก็มีการบอกเล่าเป็นนัยเช่นกันว่าเธอปล่อยแค่เฉพาะเด็กที่มาใหม่ ๆ และเด็กที่เธอคาดว่าเรื่องราวที่พวกเขาเล่าเป็นเรื่องจริงเท่านั้น ไม่เช่นนั้นหญิงสาวคนนั้นก็จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกจากย่านโคมแดง
  • นอกจากนี้ยังมีเจ้าของร้านอาหารที่ไม่ขอระบุนามในย่านนั้นที่บอกกับไซดีว่าที่จริงคังคุไบเองก็มีด้านมืดที่ผู้คนตั้งใจที่จะลืม เพราะสุดท้ายเธอก็เป็นแม่เล้าคนหนึ่ง
  • อย่างไรก็ตามเรื่องราวของคังคุไบที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้กับหญิงค้าบริการก็ทำให้เธอเป็นที่เคารพของคนในพื้นที่มาก
  • หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ก็อยู่ในภาพยนตร์ด้วยก็คือสุนทรพจน์ของเธอที่พูดถึงสิทธิและความเคารพที่หญิงค้าบริการควรได้รับ ซึ่งไซดี ได้เขียนไว้ถึงเหตุการณ์ไว้ว่าคังคุได้กล่าวปิดสุนทรพจน์ของเธอด้วยวลีทองที่เรียกเสียงปรบมืออย่างกึกก้องไว้ที่นั่นว่า:“เราต่างก็มีห้องน้ำอย่างน้อยหนึ่งห้องไว้ในบ้าน เพื่อที่เราจะได้ไม่ไปขับถ่ายเรี่ยราดที่ห้องอื่น นี่คือเหตุผลเดียวกันว่าทำไมถึงต้องมีสถานที่ค้าบริการอยู่ทุกเมือง”
  • การเรียกร้องของเธอนั้นทำให้เธอได้พบกับ ชวาหะร์ลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของ อินเดียซึ่งก็เป็นเหตุการณ์สำคัญที่อยู่ในภาพยนตร์ด้วย
  • ความน่าสนใจอยู่ที่ฉากการพบกันของคังคุไบและเนห์รูนั้นมีจุดที่ Central Board of Film Certification (CBFC) ขอให้เปลี่ยนและตัดบางส่วนออกซึ่งก็คือฉากที่เนห์รูถามคังคุไบว่าทำไมเธอถึงเลือกอาชีพนี้และ ไม่หาสามีดี ๆ แล้วแต่งงานเสีย และคังคุไบก็ตอบทันควันว่า “แล้วจะท่านจะแต่งกับดิฉันไหมล่ะ” และอีกจุดหนึ่งคือตอนที่เนห์รูเสียบกุหลาบที่ผมของเธอ

คังคุไบตัวจริง ขอบคุณภาพจาก : Wikimedia

จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทำให้คนที่กามธิปุระเคารพเธออย่างมากและยังมีรูปของเธอติดอยู่ตามผนัง รวมถึงก็ยังมีอนุสรณ์ของเธอในพื้นที่จนทุกวันนี้

ในหนังสือนั้นไม่ได้ระบุช่วงสุดท้ายของชีวิตของคังคุไบ แต่ระบุเพียงว่าเธอไม่เคยแต่งงานและรับเด็กกำพร้าหลายเป็นลูก เอกลักษณ์ของเธอคือการไปไหนมาไหนในรถเบนท์ลีย์และการที่เธอชอบเครื่องประดับทอง หนึ่งใน ‘ลูกชาย’ ของเธอที่ชื่อว่าบาบบิให้สัมภาษณ์และเล่าว่าเธอชอบแอลกอฮอลล์และการพนัน ซึ่งตัวภาพยนตร์ก็สะท้อนออกมาได้อย่างครบถ้วนด้วยขวดเหล้าที่เธอมีติดตัวเสมอ รถที่เธอนั่ง และไพ่ที่สอดแทรกไว้ในเรื่องที่สองจากจะเป็นสิ่งที่อ้างอิงถึงการพนันที่เธอชอบแล้วยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความรู้สึกที่เธอซ่อนไว้เรื่องความรักอีกด้วย ถึงจะไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือแต่ที่อนุสรณ์ของคังคุไบที่ กัลลีหมายเลข 14 ในกามธิปุระ ระบุว่า เธอจากไปในวันที่ 8 เดือนกันยายนปี 1977

แต่ไม่ใช่ว่าว่าลูกบุญธรรมของคังคุไบทุกคนจะยินดีกับการที่เรื่องของแม่บุญธรรมของพวกเขาถูกนำมาเล่าขาน เพราะมีลูกบุญธรรมคนอื่น ๆ ของคังคุไบที่ไม่พอใจกับการที่ชีวิตแม่ของพวกเขาถูกบิดเบือนให้เป็นโสเภณี India Today ได้นำเสนอข่าว ที่ บาบู เราจี ชาห์ ได้ยื่นคำร้องไปเมื่อปี 2021 เพื่อระงับการฉายภาพยนตร์ และศาลที่มุมไบก็ได้เรียกผู้กำกับและ เอเลีย บาตต์ นักแสดงสาวผู้รับบทคังคุไบมาพบด้วย แต่สุดท้ายสุดท้ายผลตัดสินก็ออกมาว่าจะไม่มีการระงับการฉายภาพยนตร์และพักการดำเนินคดีกับผู้สร้าง โดยทนายของทางฝ่ายครอบครัวได้เผยว่าทางครอบครัวตกใจมากเมื่อได้เห็นตัวอย่างภาพยนตร์ เพราะภาพของคังคุไบได้ถูกนำเสนออย่างบิดเบือนไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาเปลี่ยนนักเคลื่อนไหวทางสังคมให้กลายเป็นโสเภณี ภารตีหลานสาวของคังคุไบได้ให้ข้อมูลว่าย่าของเธอเคยอยู่ที่กามธิปุระจริง เช่นเดียวกับผู้หญิงอีกหลายคนแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องเป็นโสเภณี คุณย่าของเธอนั้นได้อุทิศตัวเพื่อพัฒนาชีวิตของผู้ค้าบริการมาโดยตลอดแต่ผู้สร้างกลับบิดเบือนภาพนั้นไป และทำให้คนในครอบครัวได้ต้องเสียภาพลักษณ์และเดือนร้อน นอกจากนี้ยังมีในพื้นที่บางส่วนก็ออกมาต่อต้านภาพยนตร์ที่ทำให้คนที่อยู่ในละแวกนั้นต้องเสียชื่อเสียงไปด้วยอย่างไรก็ตามเรื่องของคดีก็ดูจะเงียบไปมีเพียงแต่กระแสปากต่อปากถึงภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมนี้มากขึ้นทุกที

ลูกสาวของคังคุไบ ขอบคุณภาพจาก: Outlook Magazine

นอกจากตัวละครเหล่านี้ที่มีตัวตนจริงแล้ว ตัวละครสมมุติอื่น ๆ ก็มีเค้าของความจริง เพราะต่างก็สะท้อนปัญหาของผู้คนในกามธิปุระหรือแม้แต่อินเดียในฐานะประเทศ

  • ทั้งลูกสาวของหญิงค้าบริการที่ไม่ได้รับโอกาสจากสังคม ซึ่งทำให้พวกเธอต้องเสี่ยงต่อการตกอยู่ในวงจรเดิม ๆ ซ้ำไปไม่จบสิ้น ผ่านทางเด็กสาวในกามธิปุระ
  • ความรักและการมีครอบครัวที่เป็นไปได้ยากเหลือเกินของหญิงค้าบริการ ผ่านทั้งคังคุไบเองและกัมลี
  • ชีวิตของฮจิรา (Hjira) เพศที่สามของอินเดียที่โดนกีดกันจากสังคมตั้งแต่ยุคที่อยู่ใต้ปกครองของอังกฤษจนหลายคนต้องมาค้าบริการผ่านตัวราเซียไบ ที่แม้จะไม่มีตัวตนอยู่จริง - อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ลูกสาวบุญธรรมของคังคุไบจาก Outlook Magazineซึ่งยืนยันว่าไม่มีคนชื่อราเซียไบอยู่ในกามธิปุระเท่าที่เธอรู้ แต่ทว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีหญิงข้ามเพศอยู่ในยุคนั้นจริง
  • ฮิจราเป็นเพศที่ “ไม่ใช่ทั้งชายและหญิง” อย่างที่ราเซียไบได้อธิบายตัวเองไว้ตั้งแต่ต้น ในสมัยโบราณนั้นฮิจราได้รับความเคารพพอสมควรเพราะมีตอนหนึ่งในรามเกียรติ์เมื่อพระรามโดนขับออกจากเมืองไปเข้าป่าและได้สั่งให้ชายและหญิงที่ตามมากลับไป แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งสองเพศนั้นอยู่เฝ้ารอกว่าสิบสี่ปี จนกระทั่งพระรามออกจากป่าทำให้พวกเขามีชื่อเรื่องความซื่อสัตย์นอกจากนี้ยังมีคนบางกลุ่มที่เชื่อว่าฮิจราสามารถมีพลังที่จะให้พรได้ แต่เดิมพวกเธอจึงมีอาชีพเข้าไปร้องรำเต้นระบำในงาน
  • จนกระทั่งที่อินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษพวกเขาจึงสร้างกฏหมายที่กีดกันเพศที่สามซึ่งรวมถึงฮจิรา ทำให้พวกเขาโดยรังเกียจจากสังคม ทำให้หลายคนไม่มีอาชีพจนกลายเป็นขอทานและอีกจำนวนมากจึงมาค้าบริการ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งบริบททางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจในเรื่อง
  • นอกจากนี้ยังมีตัวะครที่สะท้อนถึงความร้ายกาจที่แอบแฝงอยู่ใต้ความภาพลักษณ์นักบุญของอังกฤษที่ล่าอินเดียเป็นเมืองขึ้นผ่านทางตัวละครบาทหลวง ที่มาพร้อมกับข้ออ้างของการจะมาทำให้พื้นที่นั้นพัฒนา หรือเปลี่ยนให้มันเป็นสังคมที่ดีขึ้น แต่แท้จริงแล้ว เมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็อาจจะการครอบงำแนวคิด ที่ทำให้รากวัฒนธรรมซึ่งอยู่มาอย่างยาวนานนั้นตายจากไป กวาดล้างคนถ้องถิ่น ในระหว่างที่ร่วมมือกับ ‘นายทุนใหญ่’ เพื่อหาประโยชน์จากพื้นที่ อย่างที่ในเรื่องที่มีเจตนาแฝงของการไล่ที่เพื่อทำแฟลตซึ่งทั้งหมดนี้ถูกวางเอาไว้ในเรื่องอย่างชาญฉลาด

Gangubai Kathiawadiจึงเป็นภาพยนตร์ที่พรั่งพร้อมไปด้วยเรื่องราวที่สนุกสนานเข้มข้น รุ่มรวยด้วยงานภาพที่สวยงามจับตา บทภาพยนตร์ที่งดงามและทรงพลังดั่งกวี มีประโยคที่ดีจนต้องจดมากมายนับที่ถ้วน และการแสดงที่สมบูรณ์แบบที่คงจะสามารถเข้าถึงหัวใจของคนทั่วโลกได้ไม่ยากนัก แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายของความเป็นบอลลีวูดด้วยดนตรีและการเต้นที่สนุกสนานและสื่อความได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง สมกับที่เป็นภาพยนตร์ของคังคุไบ กาเฐียวาดี ที่มีชีวิต ‘ดั่งหนังฟอร์มยักษ์’ และคงเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ความฝันของเธอที่จะเป็นดารานั้นสมบูรณ์เสียที

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...