โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นัยยะแห่งสามสหายช่วยสร้างเมืองเชียงใหม่ และนัยยะแห่งคำสอน (คำสาปแช่ง) ของพระเจ้ากาวิละ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 พ.ย. 2567 เวลา 06.19 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2566 เวลา 18.44 น.

ตระหนัก ‘ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่’ (3)
นัยยะแห่งสามสหายช่วยสร้างเมืองเชียงใหม่
และนัยยะแห่งคำสอน (คำสาปแช่ง) ของพระเจ้ากาวิละ

ฉบับนี้จะเข้าสู่การวิเคราะห์“ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่” ในส่วนของเนื้อหาที่เข้มข้นแบบเจาะลึก เนื้อหาที่นำมาวิเคราะห์มีอยู่ 4 ประเด็น ดังนี้

– ความผิดพลาดเรื่องข้อมูลระบบจุลศักราช

– ความสับสนเรื่องรูปปั้นช้างเผือก

– รายละเอียดอันยิบย่อยช่วงสร้างเมืองเชียงใหม่ที่ทำให้ดูเวอร์วัง!

– คำสอนของพระเจ้ากาวิละ ทำไมจึงสาปแช่งลูกหลานตัวเอง?

ใครเป็นคนต้นคิดระบบจุลศักราช?

อาจารย์เกริก อัครชิโนเรศ ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนที่ 1 แล้วว่า เนื้อหากว่าครึ่งเล่มของ “พงศาวดารโยนก” ที่เรียบเรียงโดยพระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) สมัยรัชกาลที่ 5 นำมาจาก “ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่” ดังนั้น หากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ บันทึกสิ่งใดคลาดเคลื่อน ก็ทำให้พงศาวดารโยนก พลอยฟ้าพลอยฝนรับข้อมูลที่ผิดพลาดนั้นตามมาด้วย

เข้าทำนอง “ผิดตั้งแต่นะโม” หรือ “ตาบอดจูงคนตาบอด” ว่ากันประมาณนั้น

สิ่งที่พลาดอย่างมหันต์ แถมเป็นการส่งทอดองค์ความรู้แบบผิดๆ ต่ออนุชนรุ่นหลังอย่างไม่น่าให้อภัยที่ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซ้ำได้รับการขยายต่ออย่างกว้างขวางในพงศาวดารโยนก ก็คือความเป็นมาเรื่อง “ระบบจุลศักราช”

กล่าวคือ เอกสารสองเล่มระบุตามๆ กันมาว่า คนที่ตั้งศักราชชื่อ “บุปผาอรหันต์” (โปปปะสอระหัน) อดีตพระภิกษุผู้ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พุกามนาม “พระเจ้าอนิรุทธมหาราช” ท่านผู้นี้ได้ประกาศยกเลิก“มหาศักราช” และตั้งจุลศักราชขึ้นใช้ในปี พ.ศ.1181 ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง พ.ศ.1181 อาณาจักรพุกามยังไม่เกิด ช่วงชีวิตของพระเจ้าอนิรุทธอยู่ระหว่าง พ.ศ.1587-1610

เมื่อตรวจสอบกับเอกสารของ หม่องทินอ่อง นักประวัติศาสตร์พม่า ผู้ทำการค้นคว้าประวัติศาสตร์พม่าอย่างเจาะลึก พบว่าการกำเนิดจุลศักราชมีขึ้นในยุคอาณาจักรศรีเกษตรหรือพยู่ สมัยพระเจ้าติยะวิกรมา เนื่องจากพบจารึกหลักระบุจุลศักราชหลักเก่าที่สุดตรงกับ จ.ศ.35 หรือ พ.ศ.1216 (ก่อนยุคพระเจ้าอนิรุทธถึง 300 ปีเศษ)

ความเชื่อเรื่องพระเจ้าอนิรุทธมหาราชแห่งพุกามเป็นผู้ลบศักราช ฝังอยู่ในการรับรู้ของนักประวัติศาสตร์ชาวไทยนานกว่า 100 ปีทีเดียว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก จนกระทั่งท่านอาจารย์ ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร ได้มาช่วยแก้ไขย้ำแล้วย้ำอีกให้ถูกต้องในหนังสือที่ท่านเป็นบรรณาธิการเรื่อง “วันวาร กาลเวลา แลนานาศักราช”

นามช้างมงคลสองเชือกอันสันสน

อาจารย์ภูเดช แสนสา นำเสนอเรื่องความสับสนในการเรียกชื่อช้างสองเชือกที่ “ประตูช้างเผือก” โดยในเอกสารตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เล่มเดียวกันนี้เอง ให้ข้อมูลแต่ละช่วงที่ไม่ชัดเจน

กล่าวคือ ในผูกที่ 3 สมัยพระญาแสนเมืองมา กษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ 6 ได้ก่อรูปปั้นช้างเผือกสองเชือกที่อยู่หัวเวียง (ทิศเหนือ) โดยไม่ได้ระบุว่าตัวไหนชื่ออะไร บอกแค่ว่ามีหนทางผ่ากลางระหว่างรูปปั้นช้างทั้งสองนั้น

ในขณะที่เอกสารผูกที่ 8 ของตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ เขียนสมัยพระเจ้ากาวิละ ระบุว่าพระองค์ได้มาบูรณะรูปปั้นช้างเผือกสองเชือกนี้ โดยระบุว่าตัวที่อยู่ทิศเหนือ (อันที่จริงคือทิศตะวันออก) มีชื่อว่า พญาปราบไตรจักรวาล ส่วนตัวที่อยู่ทางทิศตะวันตกชื่อ พญาปราบเมืองมารเมืองยักษ์

ครั้นเมื่ออาจารย์ภูเดชลงพื้นที่ไปดูป้ายชื่อที่ปักติดตรงฐานรูปปั้นช้างทั้งสองเชือก กลับเขียนสลับกัน แต่ดูแล้วตัวอักษรบนป้ายก็เป็นรุ่นเก่าอยู่ จึงไม่ทราบว่าความผิดพลาดนี้มีขึ้นตั้งแต่ยุคใด ตกลงช้างเชือกไหนชื่ออะไรกันแน่

จะให้ยึดถือตามป้ายที่ติดมาใต้ฐานช้าง หรือจะยึดตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ยิ่งขณะนี้กำลังมีการบูรณะประตูช้างเผือกอยู่ด้วย ควรมีการชำระสะสางเรื่องนี้กันหรือไม่?

**“เอามื้อส้ายมื้อ”

สามสหายช่วยสร้างเมืองเชียงใหม่**

อาจารย์เกริกและอาจารย์ภูเดช ลงความเห็นตรงกันว่า เรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างเมืองเชียงใหม่ของพระญามังรายในปี 1839 นั้น “ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่” เป็นเอกสารเพียงฉบับเดียวที่มีการพรรณนาความอย่างละเอียดยิบยิ่งกว่าเอกสารตำนานฝ่ายเหนือฉบับใดทั้งหมด

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ผูกที่ 1-5 นั้นเขียนขึ้นในยุคอาณาจักรล้านนาเรืองอำนาจจริง มิใช่เป็นการมาจินตนาการเสริมแต่งเรื่องราวย้อนหลัง ในสมัยพระเจ้ากาวิละเมื่อแค่ 200 กว่าปีที่ผ่านมา แต่อย่างใดไม่

จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมเรื่องราวช่วงสร้างเมืองเชียงใหม่จึงมีการลงรายละเอียดด้าน ฤกษ์ผานาที ยาม มงคล 7 ประการ สัตว์ในนิมิต ชัยภูมิ การวางระบบชลประทาน การหันทิศทางของบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างว่าให้หันหลังสู่ทิศตะวันตกซึ่งเป็นภูเขา แล้วหันหน้าไปทิศตะวันออกซึ่งเป็นแม่น้ำ บ้านเรือนมีการจัดลำดับความสูงต่ำแบบพม่า

ทุกเรื่องราวเขียนแบบลงลึก อย่างชนิดที่ว่าผู้บันทึกเหตุการณ์มีความเข้าใจถึงภูมิปัญญา วิธีคิดของคนยุค 727 ปีที่ผ่านมาในทุกมิติ จึงสามารถอธิบายได้ว่ารั้วแต่ละต้นมีความสูงเท่าไหร่ หอคำ หอนอน หอน้อย ตั้งอยู่ตรงไหน กาดกลางเวียงใช้เวลาสร้างกี่วัน

ข้อสำคัญ สิ่งที่เป็นประเด็นถกเถียงทางประวัติศาสตร์ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านนี้คือ ประเด็นเรื่องสองสหาย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งสุโขทัย และพระญางำเมืองแห่งภูกามยาว ได้มาช่วยสร้างเมืองเชียงใหม่จริงหรือไม่?

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุชัดเรื่องการมาถึงเชียงใหม่ของสหายทั้งสองท่านนี้จริง โดยระบุตำแหน่งแห่งหน การแบ่งหน้าที่ว่าใครได้ช่วยสร้างอะไรบ้าง (ข้อมูลส่วนนี้ ดิฉันเคยนำเสนอไว้แล้วอย่างละเอียดในบทความเรื่อง ส่งท้าย “777 ปีชาตกาลพระญามังราย” แต่ภารกิจการชำระสะสางประวัติศาสตร์ยังไม่จบสิ้น ตอนที่ 3 เผยแพร่วันที่ 6 มกราคม 2560 โปรดหาอ่านย้อนหลังได้)

เมื่อสร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จแล้ว มีการฉลองกินเลี้ยงกันใหญ่โต ลงรายละเอียดถึงขั้นที่ว่า เมนูอาหารแต่ละวันมีอะไรบ้าง วันไหนจัดเลี้ยงรายการใด ล้วนไม่ซ้ำเมนู

ภาษาล้านนามีภาษิตคำว่า “เอามื้อส้ายมื้อ” (ส้าย = ใช้คืนกลับ) แปลว่า หากใครมาช่วยเราปลูกข้าวหรือปลูกบ้านแล้วไซร้ เราก็ต้องช่วยเขากลับคืน คราวนี้คนที่เป็นเจ้าภาพคือ “เชียงใหม่” มีการระบุว่าหากอีกสองเมืองต้องการความช่วยเหลือ ทางเชียงใหม่ยินดีจะยกทีมไปช่วยกลับ

รายละเอียดทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือได้จริง เพราะยากที่จะยกเมฆขึ้นมาลอยๆ ได้ การเสกสรรปั้นแต่งเหตุการณ์ช่วงสองสหายมาร่วมสร้างเมืองเชียงใหม่ในยุคพระญามังรายอย่างละเอียดยิบเช่นนี้ ไม่น่าจะบังเกิดประโยชน์ใดๆ แก่พระเจ้ากาวิละเท่าใดนัก

**คำสอนหรือคำสาปแช่ง

ลูกหลานของพระเจ้ากาวิละ?**

อาจารย์ภูเดชชี้ประเด็นสำคัญยิ่ง ด้วยการเปรียบเทียบ “คำสอน” ระหว่างพ่อกับลูก โดยยกคำสอนของ “เจ้าฟ้าชายแก้ว” ขึ้นมาพิจารณาว่า เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น เน้นอยู่แต่ว่า ขอให้ลูกๆ รักกัน มีอะไรต้องอภัยกัน อย่าทะเลาะแก่งแย่งกัน ได้ทรัพย์สินมรดกอะไรมา พี่ชายต้องเจือจานแบ่งปันให้น้องๆ

สิ่งที่เองที่ทำให้พระเจ้ากาวิละ โอรสองค์โตของเจ้าฟ้าชายแก้วได้น้องชายที่เข้มแข็งองอาจ รวมตัวเป็นหนึ่งเดียว ช่วยพี่ชายอาสารบทัพจับศึกทั่วทั้งสิบทิศ เหตุเพราะคำสอนที่บ่มเพาะให้รู้รักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต่อวงศ์ตระกูลนี่เอง

แต่แล้วไฉน เมื่อหันมาพินิจ“คำสอน” ของพระเจ้ากาวิละที่ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กลับเน้นย้ำอยู่แต่ว่า “ขอให้ลูกหลานของเราจงมั่นจงรักภักดีต่อราชสำนักสยาม ถ้าใครคิดกบฏขอให้มีอันเป็นไป” คำกล่าวเช่นนี้เปรียบประดุจคำสาปแช่งน้องๆ และลูกหลานในวงศ์ตระกูลชัดๆ ซึ่งดูออกจะผิดวิสัยผู้เป็นพ่อและผู้เป็นพี่

อาจารย์ภูเดชจึงสืบค้นที่มาแห่งแนวคิดนี้ของพระเจ้ากาวิละ ว่าอะไรเป็นมูลเหตุให้พระองค์ต้องประกาศเช่นนี้ จากเอกสารในหอจดหมายเหตุวชิรญาณหลายฉบับ ค้นพบว่า ช่วงที่กรมพระราชวังบวรมหาสรุสิงหนาท (วังหน้า พระอนุชาของรัชกาลที่ 1) มีข้อขัดแย้งกับสมเด็จพระเชษฐาธิราช รัชกาลที่ 1 นั้น

รัชกาลที่ 1 มีรับสั่งให้ประหารโอรสสายตระกูลของวังหน้าหลายพระองค์ อาทิ พระองค์เจ้าอินทปัตถ์ พระองค์เจ้าลำดวน รวมไปถึงขุนนางของวังหน้าก็ถูกประหารราว 80 คน ทำให้ “เจ้าครอกศรีอโนชา” หรือ “เจ้ารดจา” น้องสาวของพระเจ้ากาวิละ ผู้เป็นอัครชายาของวังหน้า ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

อาจารย์ภูเดชพบว่า ช่วงนั้นพระเจ้ากาวิละพยายามสื่อสารไปทางพม่าอังวะให้มาช่วย “คานน้ำหนัก” ด้วยการส่งช้างและทองไปถวายกษัตริย์พม่า คนที่นำสาส์นไปคือท้าวพิมพิสาร แต่แล้วกษัตริย์อังวะกลับหักหลังล้านนาด้วยการส่งคนเหล่านี้กลับไปให้ราชสำนักกรุงเทพ

กลายเป็นว่าทางสยามหันมาเพ่งเล็งอย่างเข้มงวดว่าพระเจ้ากาวิละกำลังก่อการกบฏ (บรรยากาศคล้ายยุคปลายรัชกาลของเจ้ามหาชีวิตอ้าว ที่ล้านนาต้องพยุงสถานการณ์อันเลวร้ายให้ผ่านพ้น โดยที่ถูกสยามจับดูมองทุกฝีก้าว ซ้ำฝ่ายพม่าก็ไม่ยินดียืนเคียงข้าง)

เหตุการณ์ครั้งนั้นนั่นเอง บีบคั้นให้พระเจ้ากาวิละจำต้องแสดงออกอย่างแรงกล้าในทุกวิถีทาง ว่ามีความสวามิภักดิ์และจงรักภักดีต่อสยาม ถึงขนาดต้องประกาศคำสาปแช่งล่วงหน้าต่อลูกหลานในวงศ์ตระกูลของตัวเอง

ไม่มีใครทราบว่าพระองค์เขียนเช่นนั้นด้วยความเต็มใจ หรือกลืนก้อนเลือดไว้ในปาก?

ดังนั้น เวลาเราอ่านตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ คุณค่าที่ได้รับมากกว่าการก้มหน้าก้มตาอ่านแค่เอา “สาร/เนื้อหา” ว่า ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรแล้ว เราควรอ่านแบบจับประเด็นถอดรหัสนัยที่เคลือบแฝงอยู่ระหว่างบรรทัดเหล่านั้นออกมาให้ได้ด้วย •

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024?fbclid=IwAR22RbstgOdFjK3Kl_MAt_MusBlq5oxijEcCbx_-0y6zmJhXvZl3Q_2G-cE

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นัยยะแห่งสามสหายช่วยสร้างเมืองเชียงใหม่ และนัยยะแห่งคำสอน (คำสาปแช่ง) ของพระเจ้ากาวิละ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...