รู้จัก KCG ผู้ผลิตเนยและชีสเบอร์ 1 ของไทย กำลังจะ IPO เร็วๆนี้
ช่วงปีใหม่ ของขวัญยอดฮิตที่มักจะถูกนำมาจับฉลากของขวัญ คือ คุกกี้กล่องแดงอิมพีเรียล "Imperial"
โดยเจ้าของแบรนด์คุกกี้อิมพีเรียล คือ บริษัท เคซีจี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG
แต่ KCG ไม่ใช่มีดีแค่คุกกี้อิมพีเรียล อย่างเดียว
บริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภครู้จักเป็นอย่างดี เช่น เนย Allowrie สินค้าแบรนด์ DAIRYGOLD
เรียกได้ว่า น่าจะกินส่วนแบ่งในตลาดเนยและชีสเบอร์ 1 ในประเทศไทยก็อาจจะไม่ผิดนัก …
KCG มีต้นกำเนิดมาจากครอบครัววิภาวัฒนกุลและธีระนุสรณ์กิจ ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด กิมจั๊วพาณิชย์ ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอาหารสำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ เนย ชีส และอาหารกระป๋อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501
ต่อมาในปี 2515 ก่อต้ังโรงงานยูไนเต็ด แดรี่ฟู้ดส์ ผลิตเนย ชีส และคุกกี้ และพัฒนาสูตรอย่างต่อเนื่องจนมาเป็นแบรนด์อิมพีเรียล ในปี 2528 ก่อต้ังบริษัท โรงงานเพื่อผลิตคุกกี้ แครกเกอร์และเวเฟอร์
ต่อมาในปี 2531 ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำผลไม้เข้มข้นภายใต้แบรนด์ SUNQUICK
และบริษัทมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงปัจจุบัน
ในตอนนี้ KCG ดำเนินธุรกิจหลัก 3 กลุ่มธุรกิจด้วยกัน คือ
1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม (Dairy Products) ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เนยและชีส
ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่แปรรูปมาจากนม เช่น นมพร้อมดื่ม ครีมที่พร้อมจะเอามาตีครีม (Whipping Cream) ครีมชีส และนมเปรี้ยว (Yoghurt)
ธุรกิจกลุ่มนี้มีสัดส่วนรายได้ 57.7%
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการประกอบอาหารและเบเกอรี่ (Food and Bakery Ingredients)
ผลิตภัณฑ์ส่วนผสมของอาหาร น้ำมันมะกอก และมายองเนส
ผลิตภัณฑ์ประกอบการทำเบเกอรี่ เช่น แป้งเค้ก แป้งมิกซ์ ยีสต์ ไส้ขนมปังรสชาติต่างๆ น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง ผงฟู
ผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้เข้มข้น รวมถึงอุปกรณ์ในการทำเบเกอรี่
ธุรกิจกลุ่มนี้มีสัดส่วนรายได้ 27.8%
3. กลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิต คุกกี้ แครกเกอร์ และเวเฟอร์
ธุรกิจกลุ่มนี้มีสัดส่วนรายได้ 13.2%
ผลประกอบการของบริษัทที่ผ่านมา พบว่า …
ปี 2563 บริษัทมีรายได้ 4.95 พันล้านบาท และกำไรสุทธิ 244.2 ล้านบาท
ปี 2564 บริษัทมีรายได้ 5.26 พันล้านบาท และกำไรสุทธิ 303.4 ล้านบาท
ปี 2565 บริษัทมีรายได้ 6.23 พันล้านบาท และกำไรสุทธิ 241.1 ล้านบาท
โดยมีอัตรากำไขั้นต้นสูงราวๆ 35% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ระดับ 6%
คำถามคือ ความน่าสนใจของ KCG อยู่ตรงไหน
คำตอบ ความน่าสนใจมีอยู่ 5 ประเด็นด้วยกัน คือ
1. KCG เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเนยและชีสอันดับ 1 ของไทย
และมีแบรนด์ที่ติดตลาดมากอย่าง คุกกี้อิมพีเรียล
2. อุตสาหกรรมอาหารและเบเกอร์รี่ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี
ในขณะที่อุตสาหกรรมเบเกอร์รี่ มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี
ถึงแม้จะไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ก็เติบโตแบบสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป
3. ธุรกิจของ KCG มีความยืดหยุ่น
กลุ่มลูกค้าหลากหลายทั้งไทย-ต่างประเทศ และลูกค้ากลุ่ม B2B และ B2C
ผลประกอบการช่วงโควิดที่ผ่านมา บริษัทยังมีรายได้ 5.6 พันล้านบาท เติบโต 12% จากช่วงก่อนหน้า สะท้อนว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งในแง่ผลประกอบการ
รวมถึงมีความยืดหยุ่นในการบริหาร เพราะกลุ่มลูกค้ามีความหลากหลาย
และสินค้าของบริษัทสามารถปรับเปลี่ยนมาขาย Online ได้ไม่ยาก
4. ผลิตภัณฑ์ของบริษัท สามารถต่อยอดให้กับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ได้
โดยบริษัทมีโครงการ KCG Creative Center คือมีเชฟผู้เชี่ยวชาญในการทำอาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่วิจัยพัฒนาอาหารให้กับองค์กรขนาดใหญ่ เช่น
… การร่วมมือกับ NSL Foods ทำแซนวิชเซเว่นรสชาติต่างๆ ก็ใช้วัตถุดิบของ KCG เป็นส่วนประกอบหลัก
… การร่วมมือกับ Mcdonald ทำเฟรนฟรานส์ชีสดิป
… ร่วมมือกับ Cafe Amazon พัฒนาสูตรเค้กและของหวานต่างๆ
5. การระดมทุนครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อขยายการเติบโต
การเข้าระดมทุน IPO ทางบริษัทมีแผนชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า รวมถึงการขยายกำลังการผลิต ปรับปรุงเครื่องจักรผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมให้มากขึ้น
KCG ถือเป็นอีกบริษัทที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ชัดเจนเรื่องประกาศวันว่างจำหน่าย หรือราคา IPO
แต่เชื่อว่าถ้ามีประกาศเมื่อไร KCG จะเป็นหุ้นอีกตัวที่นักลงทุนให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากครับ …
------------------------------------------------------------------------------
Reference
ข้อมูล Filling : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง