โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยเหนือ-ไทยใต้-คนเมือง ร่องรอยความขัดแย้งของล้านนากับสยาม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 ต.ค. 2565 เวลา 04.25 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2565 เวลา 04.15 น.
ข้าหลวงที่รัฐบาลกลางส่งขึ้นไปประจำที่เชียงใหม่ หน้าบ้านพักด้านริมน้ำปิงราว พ.ศ. 2445-2460 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ความรู้สึกแบ่งแยกระหว่างไทยเหนือ (ล้านนา) และไทยใต้ (สยาม) เริ่มปรากฏในรายงานของข้าหลวงที่ถูกส่งไปกำกับราชการในเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2430 สาเหตุมาจากการที่ชนชั้นนำสยามเห็นว่าการดำรงอยู่แบบรัฐจารีตของล้านนานั้นเป็นความล้าหลังป่าเถื่อน รวมทั้งรายงานของข้าราชการสยามที่ส่งมายังกรุงเทพฯ มักให้ภาพคนล้านนาว่าเกียจคร้านและมีความเจริญน้อยกว่า ทำให้ข้าราชการสยามที่ถูกส่งขึ้นมามักวางอำนาจใส่คนพื้นเมือง ข้าหลวงใหญ่บางคนก็สร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรและปกป้องพวกพ้องของตนโดยขาดความยุติธรรม

ตัวอย่างเช่นใน พ.ศ. 2426 มีรายงานจากข้าหลวงใหญ่ว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างบรรดาเจ้านายพื้นเมืองกับทหารสยามถึงขนาดยกพวกไล่ตีกันจนถึงหน้าประตูจวนข้าหลวง ภายหลังยังมีเรื่องวิวาทกันกลางตลาด โดยทหารสยามทำร้ายคนของเจ้าอินทวิชยานนท์ถึงขั้นศีรษะแตก ในรายงานดังกล่าวทหารสยามระบุว่าถูกคนพื้นเมือง “…ด่าว่าอ้ายชาวใต้เปนคำหยาบช้าต่างๆ…” ครั้งนั้นข้าหลวงใหญ่ได้เสนอค่าทำขวัญแต่เจ้าอินทวิชยานนท์ไม่ยอมและยืนยันที่จะนำตัวไปโบย 100 ที แล้วประหารชีวิต ฝ่ายข้าหลวงใหญ่ไม่ยินยอมส่งตัวทหารให้และเลือกลงโทษด้วยการจำตรวน

ภายหลังเมื่อกรมหมื่นพิชิตปรีชากรเสด็จขึ้นไปตรวจราชการหัวเมืองล้านนาได้สอบชำระความก็ไม่พบว่าข้าหลวงใหญ่และพรรคพวกมีความผิดจริง แม้จะมีการนำตัวคนผิดลงมารับโทษที่กรุงเทพฯ [1] แต่เชื่อว่าความคับแค้นใจของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ยังคงมีอยู่และคงเป็นต้นเหตุให้ความรู้สึกเกลียดชังข้าราชการสยามหรือที่เรียกว่า “ไทยใต้” เริ่มปรากฏให้เห็น

การแบ่งพวกระหว่างคนไทยเหนือและไทยใต้นี้ยังคงมีอยู่เรื่อยมาและได้สร้างปัญหาในการจัดการปกครองอย่างมาก ดังรายงานของข้าหลวงใหญ่ท่านหนึ่ง ความว่า

“…ทางที่จัดโดยถือว่าเปนพวกไทยพวกลาวต้องทำการที่ต่างกัน เพราะถือว่าลาวเปนคนชาติต่ำ แลไม่ควร เพราะฉะนั้นพวกข้าหลวงแลพวกเจ้านายจึงทำการแยกกันคนละที…บรรดาคนพื้นเมืองที่มาทำการร่วมกับข้าหลวงก็ดี…ได้รับเงินเดือนอย่างมากที่สุดเดือนละ 50 รูเปีย ถึงจะเปนคนดีมีวุฒิทำการได้ หรือตั้งใจที่จะรับราชการก็ไม่มีโอกาสที่จะให้ดียิ่งกว่านั้น…โดยเหตุนี้พาให้เบื่อหน่ายในการทำราชการ…ในที่สุดจนถึงยุยงเจ้านายให้แตกกับข้าหลวงจะได้มีทางหากินต่างๆ

ข้างฝ่ายคนไทยที่ทำการอยู่ในกองข้าหลวง…มีช่องทางจะหาเงินได้โดยอุบายรับเดินถ้อยความ หรือทางภาษีอากรแลป่าไม้อย่างใดก็ลงมือทำ…เปนต้นว่า…ยุให้เจ้านายใช้อำนาจขัดข้องไม่ให้เปนไปตามคำบังคับของศาล โดยเหตุทั้งปวงที่ได้กราบทูลมานี้ ทำให้มีความขัดข้องแลวิวาทระหว่างข้าหลวงกับเจ้านายเปนอันมาก…การที่ถือกันว่าเป็นพวกข้าหลวง, พวกเมือง*,ก็ยิ่งมีหนักขึ้นดังเช่นเมืองนครเชียงใหม่ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าไปพบเปน 2 พวกทีเดียวจนถึงกับว่าแบ่งเขตรในเมืองกัน คือพวกข้าหลวงอยู่ริมแม่น้ำ พวกเจ้านายอยู่ในเวียง เวลากลางคืนพวกใดจะพลัดไปในถิ่นที่ถือว่าเปนของพวกใดไม่ได้คงเกิดเหตุตีกันแทงกันยิงกันต่างๆ…ราชการบ้านเมืองก็เปนอันเสื่อมเสียหมดด้วยเหตุขัดข้องต่างๆ…การที่ข้าหลวงกับเมืองในเมืองเดียวกัน แยกทำการคนละแห่งถือว่าเปนส่วนข้าหลวงส่วนเมือง หรือเปนไทยเปนลาว เช่นนั้น ไม่ดีด้วยเหตุหลายประการคือ 1. ถ้าแยกกันเช่นนั้นมีการสิ่งใดต้องพูดกันด้วยหนังสือมักพาให้เข้าใจผิด…2. ถ้าทำการคนละแห่งคงไม่สนิทชิดชมกันได้จะพาให้คนเมืองห่างอยู่เสมอ…”* [2]

ทั้งนี้ให้สังเกตว่าคำว่า “พวกเมือง” หรือ “เมือง” ในรายงานดังกล่าวนั้นหมายถึง “คนลาว” หรือ “คนพื้นเมือง” ซึ่งมีฐานะทางสังคมต่ำต้อยและถูกใช้ในความหมายที่ตรงกันข้ามกับ “ข้าราชการสยาม” หรือ “คนไทย” ที่หมายถึงความเจริญ ซึ่งกลายเป็นที่มาของกระแสต่อต้านจากคนล้านนาโดยการเรียกตนเองว่า “คนเมือง” เพื่อแสดงปฏิกิริยาความไม่พอใจที่รัฐบาลสยามเข้าไปปกครองและดูหมิ่นพวกตน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ที่จะขจัดความแตกต่างในการทำงานร่วมกันระหว่างคนสยามและคนพื้นเมือง แต่การลบความรู้สึกแบ่งแยกนี้คงไม่สามารถทำได้โดยง่ายเนื่องจากปัญหาดังกล่าวสะสมมานานนับสิบปี แม้ว่าทรงพยายามกำชับข้าราชการสยามให้ความยุติธรรมกับคนพื้นเมืองมากขึ้นแต่ปัญหาดังกล่าวมิได้หมดไป จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระมงฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏในรายงานจากกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถใน พ.ศ. 2458 ความว่า

“…เห็นสิ่งแปลกอยู่อย่าง 1 คือสังเกตว่าราษฎรในมณฑลภาคพายัพนั้นดูกลัวคนที่ไปจากกรุงเทพฯ มาก บางพวกชอบจะวิ่งหนี ทั้งนี้เปนเพราะผู้ที่ไปจากกรุงเทพฯ ยังมักจะเห็นราษฎรแถบนั้นเปนคนป่าคนเถื่อน เปนชาติที่เลว ไม่เหมือนกับคนไทยอื่นๆ เห็นตนสูงกว่าวิเศษกว่าเพราะฉะนั้นชวนจะประพฤติตนในทางที่อย่างน้อยที่สุด ก็เปนที่รำคาญใจแก่ชาวเมือง ที่เปนผลร้ายยิ่งกว่านั้นก็เคยมีมา

ในส่วนทางราชการนั้น ได้มีการห้ามมิให้ใช้คำว่าลาว ให้เรียกคนไทยเหมือนกันหมด ทั้งนี้ก็ด้วยความประสงค์จะชักจูงให้พลเมืองในมณฑลภาคพายัพ รู้สึกตนว่าเปนส่วนหนึ่งแห่งชาติไทยอันเดียวกัน เลิกการที่เปนประเทศราชเท่ากับโคโลนีของฝรั่งนั้นเสีย ซึ่งเปนพระบรมราโชบายอย่างดีที่สุดข้าราชการผู้ใหญ่ก็เข้าใจความข้อนี้ดี และปฏิบัติตาม แต่ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกว่าข้าราชการชั้นผู้น้อยนั้น ยังไม่สู้จะเข้าใจแจ่มแจ้งดีนัก ยังคงถือตัวว่าเปนชาติวิเศษกว่าคนพื้นเมือง เปรียบประดุจฝรั่งถือตนต่อชาวทวีปอาเซียทั้งปวงฉะนั้น

อนึ่ง เนื่องในการเลิกไม่ใช้คำว่า “ลาว” นั้น ชาวกรุงเทพฯ ที่ไปรับราชการในมณฑลภาคพายัพ ก็ยังใช้คำว่า “ไทยเหนือ” แทนคำว่าลาว แยกชาว “ไทยเหนือ” กับ “ไทยใต้” ออก เปนต่างหากกัน ก็แปลว่าคงรูปเดิมว่า “ไทยเหนือ” นั้นเลวทราม “ไทยใต้” วิเศษเปนนายอยู่นั่นเอง เห็นด้วยเกล้าฯ ว่ายังไม่เหมาะ คนไทยนั้นควรมีอย่างเดียวเหมือนกันหมดเสมอกันหมด ถ้าจะแสดงถึงคนเกิดที่นั่นที่นี่ภายในพระราชอาณาเขตร ก็ควรใช้คำว่าชาวกรุงเทพฯ ชาวเชียงใหม่ ชาวลำปาง ฯลฯ จะดีกว่ามาก…” [3]

การเรียกตนเองของคนล้านนาว่า “คนเมือง” นี้เป็นผลจากความรู้สึกแบ่งแยกระหว่างไทยเหนือและไทยใต้อันเนื่องมาจากการที่สยามเข้าไปจัดการปกครองและดูถูกความเป็นล้านนาทั้งในด้านการเมือง สังคม และวัฒนธรรม จนทำให้คนล้านนาสร้างอัตลักษณ์บางประการเพื่อต่อต้านการดูถูกนี้และอาจไปไกลถึงขั้นรวมตัวกันเป็นพลังทางสังคมโดยใช้เป็นเวทีทางวัฒนธรรมที่สามารถนำไปสู่การต่อรองอำนาจทางการเมืองรูปแบบใหม่ได้ [4]

แม้ว่าเราไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าคำว่า “คนเมือง” ถูกคนล้านนานำมาใช้เรียกตนเองตั้งแต่เมื่อใด แต่จากการสืบค้นคัมภีร์โบราณของล้านนาของ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว พบว่าคนล้านนาเรียกตนเองว่าคนไท คนไต คนโยนหรือคนยวน โดยไม่พบคำว่าคนเมือง [5] สรัสวดี อ๋องสกุล ยืนยันว่าคำว่า “คนเมือง” ปรากฏครั้งแรกในรายงานของกรมหมื่นพิชิตปรีชากรที่ขึ้นไปจัดราชการในหัวเมืองล้านนา พ.ศ. 2427 ดังนั้นคำว่า “คนเมือง” จึงน่าจะเป็นคำที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในสมัยปฏิรูปการปกครองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว [6]

สุเทพ สุนทรเภสัช มองว่าพัฒนาการของคำว่า “คนเมือง” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมการเมืองในการต่อสู้เรียกร้องของประชาชนที่จะมีความเป็นอิสระทางการเมืองการปกครอง เพื่อต่อต้านอำนาจครอบงำของระบบการบริหารและทุนนิยมรวมศูนย์ โดยใช้ความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ ภาษาและวัฒนธรรม การที่คนล้านนาเรียกตัวเองว่า “คนเมือง” ซึ่งหมายถึงกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณที่เรียกว่า “เมือง” ที่มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ในอดีตคนล้านนาถูกเรียกว่า “ลาว” โดยกลุ่มชนชั้นนำจากกรุงเทพฯ และนักเดินทางชาวตะวันตก อย่างไรก็ตามคนล้านนาไม่ชอบเรียกตนเอง หรือให้ใครเรียกพวกเขาว่า “ลาว” โดยถือว่าชาวลาวเป็นกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับพวกเขาแต่มีวัฒนธรรมต่างกัน

แต่เกณฑ์ที่ใช้นิยามตนเองกับเกณฑ์ที่ชนกลุ่มอื่นกำหนดไม่เหมือนกัน ทำให้ชื่อชนชาติหรือกลุ่มชาติพันธุ์มีชื่อเรียกต่างกัน และชื่อเรียกที่ต่างกันนี้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมและการเมือง โดยกลุ่มชนที่ถือว่าตนเองมีอารยธรรมความเจริญเหนือกว่าจะเรียกกลุ่มที่ด้อยความเจริญกว่าหรืออยู่ภายใต้การปกครองของตนด้วยชื่อที่ต่ำทรามหรือดูถูกเหยียดหยาม [7]

ธเนศวร์ เจริญเมือง วิเคราะห์ที่มาของ “คนเมือง” โดยเสนอว่าเป็นคำที่คนยวนใช้เรียกตัวเองตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ และน่าจะเกิดขึ้นหลัง พ.ศ. 2348 ที่มีการกวาดต้อนคนไทจากถิ่นอื่นโดยเฉพาะคนยองเข้ามาในล้านนาจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเสนอว่าการใช้คำว่า “คนเมือง” แบ่งเป็น 2 ระยะ

ระยะแรก (พ.ศ. 2325-2416) เป็นช่วงที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของสยามแบบหลวมๆ ยังมิได้ส่งคนเข้ามาปกครองโดยตรง คนยวนที่อยู่ในฐานะผู้ปกครองและคนในพื้นที่เริ่มแสดงปฏิกิริยาต่อการอพยพเข้ามาของคนไทกลุ่มอื่นๆ “คนเมือง” เป็นเพียงการบอกว่าตนเป็นคนพื้นเมืองและเพื่อแยกตนเองออกจากคนไทกลุ่มอื่นมิได้ใช้ในเชิงรังเกียจหรือดูถูก ระยะที่สอง (พ.ศ. 2416-2445) เป็นการใช้อย่างมีนัยยะทางวัฒนธรรมและการเมืองโดยใช้คำนี้เพื่อแยกว่าตนเป็น “คนเมือง” ไม่ใช่ “ลาว” อย่างที่สยามเรียก

การใช้คำว่า “คนเมือง” ในระยะที่สองนี้มีลักษณะสำคัญคือสยามส่งข้าราชการจากส่วนกลางมาปกครองโดยตรงโดยพระนรินทรราชเสนี ถูกส่งมาเป็นข้าหลวงสามหัวเมืองโดยสยามเรียกหัวเมืองทั้งสามว่า “หัวเมืองลาวเฉียง” ดังนั้นผู้คนในล้านนาก็เป็น “คนลาวเฉียง” อย่างเป็นทางการ ต่อมาใน พ.ศ. 2427 สยามเรียกข้าราชการของตนที่มาเป็นผู้ช่วยเสนาว่า “พระยาผู้ช่วยไทย” และเรียกเจ้านายบุตรหลานที่เป็นรองเสนาว่า “พระยารองลาว” เมื่อข้าราชการจากสยามต้องทำหน้าที่พิจารณาคดีความต้องมีล่ามแปลภาษากำเมืองก่อให้เกิดความอึดอัด เดเนียล แมคกิลวารีบันทึกไว้ว่าชาวสยามดูถูกเหยียดหยาม “ภาษาลาว” เป็นอย่างยิ่ง และยอมให้ใช้ภาษาดังกล่าวได้เฉพาะช่วงระยะผ่านเข้าสู่การรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลางเท่านั้น [8]

ขณะที่งานของ ชยันต์ วรรธนะภูติ มองว่าคำว่า “คนเมือง” เป็นคำที่มีความสัมพันธ์กับคำว่า “คนพื้นเมือง” และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ทั้งที่มีอำนาจเหนือกว่าและด้อยกว่า โดยพิจารณาความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ทำให้เกิดการสร้างตัวตนเพื่อแสดงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ หรือเพื่อตอบโต้และบ่งบอกตำแหน่งทางสังคม ชยันต์ วรรธนะภูติ ใช้แนวคิดเรื่อง “เมือง” ที่หมายถึงกลุ่มคนที่มีการจัดองค์กรทางสังคมและการปกครองแบบ “เมือง” โดยแฝงถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนไทกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ซึ่งเป็นลักษณะความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้ามเช่น “ไท-ข่า” “เมือง-ป่า” โดยนัยยะนี้ “คนเมือง” จึงหมายถึงคนที่อยู่ในระบบการปกครองแบบ “เมือง” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอำนาจเหนือกว่า

ในอดีตก่อนที่กลุ่มไทยวนจะเข้ามายึดครองพื้นที่และก่อตั้งอาณาจักรล้านนามีชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ลัวะ มอญ ข่า ยางแดง ซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองและวัฒนธรรมในบริเวณนี้อยู่ก่อนแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้เรียกชื่อตนเองตามกลุ่มชาติพันธุ์และมีวัฒนธรรมที่ต่างไปจากไทยวน เมื่อกลุ่มไทยวนเข้ามามีอำนาจเหนือกว่าจึงมองกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมว่าเป็น “คนพื้นเมือง” และเรียกตนเองว่า “คนเมือง” เพื่อยืนยันถึงอำนาจและสิทธิการเป็นเจ้าของพื้นที่ที่เรียกว่า “เมือง”

ต่อมาเมื่อพม่าเข้าปกครองล้านนากว่า 200 ปี ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยของพม่า จนกระทั่งพระยากาวิละกอบกู้เอกราชคืนมาได้และกวาดต้อนไทลื้อ ไทยอง และคนจากหัวเมืองอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูอาณาจักรขึ้นมาใหม่ จนเมื่อหัวเมืองล้านนาถูกผนวกเข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงเทพฯ คนในล้านนาที่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้ง ลัวะ กะเหรี่ยง ไทลื้อ ไทยอง ไทใหญ่ ฯลฯ รวมทั้งไทยวนก็มีสถานะกลายเป็น “คนพื้นเมือง” ไปหมดในสายตาของกรุงเทพฯ [9]

หลักฐานดังกล่าวปรากฏในรายงานของ พระยาศรีสหเทพ ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่ท่านหนึ่งที่ใช้คำว่า “เมือง” ในลักษณะของคู่ตรงข้ามโดยแบ่งเป็นพวก “ข้าหลวง” และ “พวกเมือง” โดย “พวกเมือง” ที่กรุงเทพฯ ใช้เรียกนี้หมายถึงกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมในหัวเมืองล้านนาโดยมิได้แบ่งแยกว่าเป็น ไทยวน ไทยอง ไทลื้อ ฯลฯ และคำว่า “เมือง” ในช่วงเวลานี้ได้สูญเสียความหมายดั้งเดิมจากที่เคยเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าเป็นเพียงเมืองที่ถูกเชื่อมโยงและบูรณาการภายใต้รัฐส่วนกลางและกลายเป็นหน่วยบริหารท้องถิ่นที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติ

พื้นที่ของ “คนเมือง” จึงกลายเป็นผู้ที่อยู่ชายขอบของอำนาจ ซึ่งเป็นผลมาจากการก่อตัวของรัฐสยามที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการเป็นบุคคลในชุมชนการเมืองของรัฐ [10] จากความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมนี้ทำให้คนล้านนาโดยรวมรับเอาคำว่า “คนเมือง” มาเป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อใช้สร้างสำนึกร่วมกันของท้องถิ่นและเผชิญอำนาจจากกรุงเทพฯ

ผลจากการที่สยามเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์โดยทำให้หัวเมืองประเทศราชล้านนากลายเป็นส่วนหนึ่งในพระราชอาณาเขตโดยส่งข้าราชการขึ้นมาปกครองโดยตรง ในระยะแรกข้าราชการสยามส่วนใหญ่มักดูถูกคนล้านนาว่ามีความเจริญน้อยกว่าจนทำให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกระหว่างคนสยามหรือไทยใต้กับคนพื้นเมืองหรือไทยเหนือ จนเมื่อความรู้สึกแบ่งแยกนี้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการปกครอง ชนชั้นนำของสยามจึงมีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายบางประการเพื่อลดความรู้สึกดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกแบ่งแยกระหว่างไทยเหนือกับไทยใต้นี้เป็นพื้นฐานให้เกิดกระแสการต่อต้านอำนาจจากกรุงเทพฯ โดยหยิบยืมชื่อเรียกที่สยามใช้แบ่งแยกความเป็น “ข้าหลวง” กับ “เมือง” มาใช้การเรียกกลุ่มของตนเองว่า “คนเมือง” และใช้คำดังกล่าวเป็นตัวแทนของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในล้านนาเพื่อสร้างสำนึกร่วมกันในการต่อต้านอำนาจจากกรุงเทพฯ แม้ว่าการรวมตัวกันนี้ไม่ได้สร้างปัญหาทางการปกครองให้กับรัฐอย่างชัดเจนเหมือนการก่อกบฏแต่เป็นอุปสรรคในการรวมชาติทำให้กรุงเทพฯ ต้องทบทวนนโยบายในการจัดการปกครองใหม่

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] หจช. ร.5 ม.2.12ก/15 บอกพระยาราชสัมภาราการข้าหลวงเมืองเชียงใหม่ (มีนาคม พ.ศ. 2427-กันยายน พ.ศ.2427)

[2] หจช. ร.5 ม.58/33 พระยาศรีสหเทพออกไปจัดราชการทางมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือและมีพระราชบัญญัติอากรที่ดินด้วย (30 มีนาคม พ.ศ. 2442-30 มิถุนายน พ.ศ. 2443)

[3] หจช. สบ.001/15 รายงานการตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา แลมณฑลพายัพ (15 ตุลาคม-10 มกราคม พ.ศ.2458)

[4] ดูแนวคิดดังกล่าวได้จาก, ยศ สันตสมบัติ, “คนเมือง” กับตัวตนของคนเมือง: การผลิตซ้ำ/ผลิตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์”, ใน เอกสารการประชุมทางวิชาการเรื่อง “คนเมืองในบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง” จัดโดยภาควิชารัฐศาสตร์และภาควิชาสังคมมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2543, หน้า 77-82.

[5] อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, “คนเมือง” ในตำนานประวัติศาสตร์”, ใน เอกสารการประชุมทางวิชาการเรื่อง “คนเมืองในบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง” จัดโดยภาควิชารัฐศาสตร์และภาควิชาสังคมมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2543, หน้า 37.

[6] สุเทพ สุนทรเภสัช, “คนเมือง ความสำนึกและการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวไทยเหนือ,”ศิลปวัฒนธรรม 25, 1 (พฤศจิกายน, 2546): 84.

[7] เรื่องเดียวกัน: 73 – 81.

[8] ธเนศวร์ เจริญเมือง, คนเมือง (เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2544), หน้า 19-25.

[9] ชยันต์ วรรธนะภูติ, “คนเมือง”: ตัวตนการผลิตซ้ำสร้างใหม่และพื้นที่ทางสังคมของคนเมือง”, ใน อยู่ชายขอบมองลอดความรู้ (กรุงเทพฯ: มติชน, 2549), หน้า 33-39, 50.

[10] ดูแนวคิดเรื่องชาติพันธุ์ธำรงจากงานของ ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ, “ทบทวนแนวทางการศึกษาชาติพันธุ์ข้ามยุคสมัยกับการศึกษาในสังคมไทย”, ใน ว่าด้วยแนวทางการศึกษาชาติพันธุ์ (กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮาส์, 2547), หน้า 77.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “ไทยเหนือ ไทยใต้ คนเมือง: ร่องรอยความขัดแย้งระหว่างล้านนา” เขียนโดย ผศ.ดร.เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2557

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มีนาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...