โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

10 Key Takeaways จากเวที 'US and China: Where Will They Land?

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"กรุงเทพธุรกิจ" ชวนอ่านภาพรวมของการเสวนา "US and China: Where Will They Land?" ในงานเวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม 2026 เวทีที่ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงถูกกำหนดด้วยโครงสร้างของ "กับดักทูซิดิดีส" (Thucydides's Trap) ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่อธิบายถึง ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจเดิมและมหาอำนาจที่กำลังก้าวขึ้นมา แม้จะมีความตึงเครียดสูงในประเด็นหลักอย่าง ภาษี (Tariffs), เทคโนโลยี (Technology) และไต้หวัน (Taiwan) แต่ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่จะรักษาสถียรภาพในระยะสั้นเนื่องจากภาวะ"การป้องปรามซึ่งกันและกัน" (Mutual Deterrence) และความจำเป็นในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง การสื่อสารผ่านช่องทางระดับสูงที่ชัดเจนและการสร้างกลไกจัดการการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันอุบัติเหตุหรือการคำนวณที่ผิดพลาดที่อาจนำไปสู่สงคราม

โดยตลอดงานเสวนามี 10 ประเด็นสำคัญ ที่ "กรุงเทพธุรกิจ" หยิบมาฝากผู้อ่านทุกท่าน

  • โครงสร้างความตึงเครียดจาก "กับดักทูซิดิดีส": ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้าง "กับดักทูซิดิดีส" ซึ่งเป็นภาวะที่มหาอำนาจใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วเข้าไปสั่นคลอนสถานะของมหาอำนาจเดิม จนนำไปสู่การขยายผลของความเข้าใจผิด แม้จะมีจุดปะทะสำคัญในเรื่อง ภาษี, เทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI และไต้หวัน แต่ทั้งสองฝ่ายต่างมีแรงจูงใจในการรักษาสถียรภาพเพื่อจัดการปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและหลีกเลี่ยงภาวะการทำลายล้างซึ่งกันและกัน
  • ภาวะการป้องปรามซึ่งกันและกัน (Mutual Deterrence): ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างตระหนักว่าฝ่ายตรงข้ามมีความสามารถในการทำลายล้างเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของอีกฝ่ายได้อย่างรุนแรง ทำให้เกิดเสถียรภาพที่เกิดจากความกลัวผลกระทบที่ตามมา

3. ประเด็น 3T (Tariffs, Technology, Taiwan): นี่คือสามเสาหลักที่เป็นทั้งจุดปะทะและจุดที่ต้องเจรจา โดยเฉพาะเรื่องภาษีนำเข้า การแย่งชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี และสถานะของไต้หวัน

4. AI คือสมรภูมิและจุดร่วมใหม่: AI ถูกมองว่าเป็น "อัญมณีบนยอดมงกุฎ" ของการแข่งขัน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติที่ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือกันสร้าง "เกาะ" (Guardrails) เพื่อควบคุม

5. ความล่อแหลมของประเด็นไต้หวัน: ไต้หวันยังคงเป็นจุดความขัดแย้งที่อันตรายที่สุด โดยจีนยืนยันเรื่องอธิปไตย ขณะที่สหรัฐฯ เน้นการป้องปรามเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเดิม

6. ความสำคัญของกลไกการสื่อสารระดับสูง: การมีช่องทางสื่อสารที่ "จริงใจและเป็นส่วนตัว" ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง เจค ซัลลิแวนที่ปรึกษาความมั่นคงของไบเดน และ หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามเป็นวิกฤต

7. แรงกดดันจากเศรษฐกิจภายในประเทศ: สหรัฐฯ ต้องสู้กับเงินเฟ้อ ส่วนจีนเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ความต้องการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีราคาเหมาะสมเป็นปัจจัยบังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องรักษาสถียรภาพความสัมพันธ์

8. การจัดการการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ (Managed Strategic Competition): การยอมรับว่าต้องแข่งกันแต่ต้องมีกลไกจัดการไม่ให้กลายเป็นสงคราม คือทางเลือกที่สมจริงกว่าการพยายามหาข้อตกลงที่เห็นพ้องต้องกันทั้งหมด

9. การผงาดของมหาอำนาจที่สาม (เช่น อินเดีย): การก้าวขึ้นมาของอินเดียและกลุ่มโลกใต้ (Global South) กำลังเปลี่ยนกระดานอำนาจโลกจากสองขั้วไปสู่ความหลากหลาย ซึ่งจะส่งผลต่อยุทธศาสตร์ของทั้งสหรัฐฯ และจีนในอนาคต

10. มุมมองเชิงบวกต่อปี 2026: แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าในปี 2026 ทั้งสองประเทศจะมุ่งเน้นไปที่เสถียรภาพมากกว่าการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดพร้อมรับความเสี่ยงจากความไม่สงบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...