โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดคัมภีร์กฎหมายทะเล ตกลง ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นของใครกันแน่

แนวหน้า

เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 17.00 น.

ในวันที่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับพันธมิตรสหรัฐฯและอิสราเอลทวีความรุนแรงขึ้นทุกวินาที สายตาคนทั้งโลกต่างจับจ้องไปที่จุดยุทธศาสตร์ที่ร้อนแรงที่สุดอย่างช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อมีการยกระดับไปสู่คำขู่ปิดช่องแคบซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่อาจพังทลายลงในพริบตา ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ สิ่งที่หลายคนตั้งคำถามและยังคงสงสัยอยู่ก็คือ ตกลงแล้วพื้นที่แห่งนี้เป็นอธิปไตยของอิหร่าน หรือเป็นน่านน้ำสากลที่ใครจะผ่านก็ได้กันแน่

หากจะทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราต้องเริ่มจากการรื้อความเข้าใจผิดที่ว่าท้องทะเลเป็นพื้นที่เสรีที่ไม่มีใครครอบครองออกไปก่อน เพราะในทางกฎหมายและภูมิศาสตร์อย่างแท้จริง ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่พื้นที่ไร้เจ้าของ แต่เป็นพื้นที่ที่มีการขีดเส้นแบ่ง โฉนดบนผืนน้ำ ไว้อย่างชัดเจนภายใต้กติกาโลกที่ชื่อว่า UNCLOS 1982

ช่องแคบฮอร์มุซ

UNCLOS 1982 หรือชื่อเต็มคือ United Nations Convention on the Law of the Sea เป็นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลที่ถูกเปรียบให้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร หน้าที่หลักของมันคือการยุติยุคสมัยแห่งการมือยาวสาวได้สาวเอาและเปลี่ยนมหาสมุทรให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีระเบียบผ่านการแบ่งเขตอำนาจออกเป็นส่วนสำคัญ ดังนี้

ประการแรกคือการกำหนดเขต ทะเลอาณาเขต ซึ่งให้สิทธิรัฐชายฝั่งสามารถอ้างอำนาจเหนือผืนน้ำได้กว้าง 12 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง พื้นที่ส่วนนี้เปรียบเสมือนดินแดนบนบกที่เจ้าของประเทศมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายของตนเอง แต่ทว่าในกรณีของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งส่วนที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ทะเล เมื่ออิหร่านและโอมานต่างลากเส้นอาณาเขตออกมาฝั่งละ 12 ไมล์ น่านน้ำของทั้งสองประเทศจึงชนกันและทับซ้อนกันพอดี จนไม่เหลือพื้นที่ที่เป็น ทะเลหลวง หรือน่านน้ำสากลหลงเหลืออยู่เลย

ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ประการต่อมาคือการกำหนดเขต เศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งขยายออกไปไกลถึง 200 ไมล์ทะเล เขตนี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่น้ำทั้งหมดเหมือนทะเลอาณาเขต แต่เป็นสิทธิขาดในการบริหารจัดการทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงจับปลา หรือการขุดเจาะทรัพยากรพลังงานอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสิทธินี้จะตกเป็นของรัฐชายฝั่งเพียงผู้เดียว ประเทศอื่นอาจเดินเรือผ่านได้แต่ไม่มีสิทธิเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของพื้นที่ใช้กฎรั้วบ้านมาปิดกั้นเส้นเลือดใหญ่ของโลก UNCLOS จึงได้ตรากฎเหล็กที่เป็นหัวใจสำคัญขึ้นมานั่นคือสิทธิการผ่านแดน กฎข้อนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อใช้กับช่องแคบสำคัญของโลกโดยเฉพาะ โดยระบุไว้อย่างหนักแน่นว่า แม้ช่องแคบนั้นจะมีสถานะทางกฎหมายเป็น ทะเลอาณาเขต ของประเทศใดก็ตาม แต่รัฐเจ้าของพื้นที่ ห้ามระงับ หรือขัดขวางการสัญจรของเรือและอากาศยานระหว่างประเทศเด็ดขาด

เจตนารมณ์ของสิทธิการผ่านแดนนี้มีไว้เพื่อให้เรือสินค้าที่บรรทุกพลังงานไปเลี้ยงโลก และแม้กระทั่งเรือรบของทุกชาติ สามารถแล่นผ่านจุดยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยมีความสะดวกเสมือนกับการแล่นอยู่ในทางหลวงโลก เพื่อให้มั่นใจว่าความขัดแย้งระดับท้องถิ่นจะไม่กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจและการเดินเรือของมวลมนุษยชาติต้องหยุดชะงักลง

ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ช่องแคบฮอร์มุซมีส่วนแคบที่สุดเพียง 21 ไมล์ทะเล เมื่ออิหร่านและโอมานต่างประกาศเขตทะเลอาณาเขตของตนออกมาฝ่ายละ 12 ไมล์ น่านน้ำทั้งหมดในช่องแคบจึงชนกันและทับซ้อนกันพอดี จนไม่เหลือพื้นที่ที่เป็นทะเลหลวงหรือน่านน้ำสากลหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว นั่นหมายความว่าในเชิงอธิปไตย น่านน้ำทุกตารางไมล์ในช่องแคบฮอร์มุซนั้นตั้งอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของอิหร่านและโอมานมาอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ถึงแม้ในเชิงอธิปไตยจะเป็นน่านน้ำของรัฐชายฝั่ง แต่เนื่องจากฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้เดินเรือระดับโลก กฎหมายระหว่างประเทศจึงต้องสร้างกลไกพิเศษขึ้นมาเพื่อไม่ให้เจ้าของพื้นที่สั่งปิดเส้นทางตามใจชอบ โดยมีการตีความกฎหมายที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่

1. ฝ่ายเสรีภาพการเดินเรือ (สหรัฐฯ และ UNCLOS)

ยึดถือระบอบ สิทธิการผ่านแดนซึ่งระบุว่าแม้จะเป็นทะเลอาณาเขต แต่เรือและเครื่องบินทุกลำ (รวมถึงเรือรบ) มีสิทธิผ่านได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยที่รัฐชายฝั่ง ไม่มีสิทธิระงับหรือขัดขวาง การผ่านแดนนี้ได้เลยไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการค้าโลกจะไม่หยุดชะงัก

2. ฝ่ายอธิปไตยรัฐชายฝั่ง (มุมมองอิหร่าน)

อิหร่านซึ่งไม่ได้ให้สัตยาบันใน UNCLOS แย้งว่ากฎการผ่านแดนแบบพิเศษนั้นเป็นสิทธิเฉพาะรัฐภาคีเท่านั้น สำหรับอิหร่านแล้ว น่านน้ำนี้ควรอยู่ภายใต้กฎการผ่านโดยสุจริตที่เก่าแก่กว่า ซึ่งให้อำนาจรัฐชายฝั่งเข้มงวดกว่า เช่น เรือดำน้ำต้องโผล่พ้นน้ำและแสดงธง หรือห้ามเครื่องบินทหารบินผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อขัดแย้งนี้เองที่เป็นแกนกลางของความตึงเครียดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

จุดนี้เองที่นำไปสู่ความย้อนแย้งอย่างรุนแรงในจุดยืนของอิหร่าน เพราะในขณะที่อิหร่านอ้างว่าตนขัดแย้งกับสหรัฐฯ และทำเพื่อป้องกันตนเอง แต่ในทางปฏิบัติ เรือที่ถูกโจมตีหรือยึดกลับเป็นเรือสินค้าของรัฐที่เป็นกลาง เช่น ญี่ปุ่น, นอร์เวย์ หรือโปรตุเกส ซึ่งทำให้ข้ออ้างทางกฎหมายของอิหร่านฟังไม่ขึ้นด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ

การละเมิดสิทธิรัฐที่เป็นกลาง แม้อิหร่านจะพยายามเลี่ยงไปใช้กฎการผ่านโดยสุจริต แต่อิหร่านเองก็ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาเจนีวา 1958 ซึ่งระบุชัดเจนว่า "ห้ามระงับการผ่านโดยสุจริตในช่องแคบระหว่างประเทศ" ดังนั้นต่อให้อิหร่านมองว่าเรือบางลำไม่สุจริต แต่อิหร่านก็ไม่มีสิทธิสั่งปิดช่องแคบที่กระทบต่อเรือพาณิชย์ของประเทศอื่นทั่วโลกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม

นิติสงครามและการใช้กฎหมายบังหน้า บ่อยครั้งที่อิหร่านจับเรือสินค้าโดยไม่อ้างเรื่องสงคราม แต่อ้างเหตุผลทางเทคนิค เช่น เรือทำผิดกฎจราจรทางน้ำ (TSS) หรือทำน้ำมันรั่ว เพื่อหลีกเลี่ยงข้อหาปิดน่านน้ำสากลและลดแรงกดดันจากศาลโลก แต่นักกฎหมายมองว่านี่คือการสร้างสภาวะ "การปิดกั้นโดยพฤตินัย" โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

การกำหนดเป้าหมายที่พลเรือน ตามกฎหมายสงครามทางทะเล เรือสินค้าของรัฐที่เป็นกลางจะถูกโจมตีได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานว่าช่วยเหลือกิจกรรมทางทหารของศัตรูอย่างชัดเจนเท่านั้น การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันทั่วไปจึงขัดต่อหลักการพื้นฐานที่ต้องแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารและพลเรือนอย่างรุนแรง

ช่องแคบฮอร์มุซ

แฟ้มภาพ

ในยามที่ความขัดแย้งทางอาวุธพุ่งสูงขึ้น กฎหมายว่าด้วยความขัดแย้งทางอาวุธในทะเลจะเริ่มเข้ามามีบทบาทควบคู่ไปกับกฎหมายทะเล แม้รัฐคู่สงครามจะมีสิทธิปฏิบัติการทางทหาร แต่สิทธิของรัฐที่เป็นกลางในการใช้ช่องแคบระหว่างประเทศยังคงได้รับความคุ้มครองตามจารีตประเพณีโลกที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้

หากถามว่าช่องแคบฮอร์มุซคือน่านน้ำสากลหรือไม่ คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ ไม่ใช่ในเชิงอธิปไตย แต่ใช่ในเชิงสิทธิการเข้าถึง มันมีสถานะเป็นทางผ่านสาธารณะที่รัฐชายฝั่งเป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ไม่มีสิทธิเด็ดขาดในการสั่งปิดทาง ความเปราะบางของฮอร์มุซจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ามหาอำนาจและรัฐเจ้าของพื้นที่จะเลือกหยิบยกกฎหมายฉบับใดมาสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง ในสมรภูมิที่เดิมพันด้วยน้ำมันกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันแห่งนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ejiltalk.org, betterworldcampaign.org, asil.org, lieber.westpoint.edu

ขอขอบคุณภาพจาก Google

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...