โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กลุ่ม LHFG กางแผนธุรกิจปี 69 เดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างยั่งยืน

เดลินิวส์

อัพเดต 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.56 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แถลงผลการดำเนินงานปี 2568 กำไรสุทธิ 2,885.8 ล้านบาท เติบโต 41% สินเชื่อโต 12% ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าสินเชื่อโต 10-12% และเดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศเป็นสำคัญทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน

ปี 2568 บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีผลการดำเนินงานที่เติบโตดีมีกำไรสุทธิ 2,885.8 ล้านบาท เติบโต 41% จากปี 2567 มีสินทรัพย์รวม 398,811 ล้านบาท เป็นผลจากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ

รวมทั้งดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ดังเห็นจากรางวัลต่างๆ ที่ได้รับ อาทิ การประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดี, โครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น, หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ที่ระดับ AA, ประกาศนียบัตรด้านการดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล, ESG100 Decade Award, Sustainability Disclosure Recognition , ประกาศเกียรติคุณองค์กรนำร่อง “โครงการส่งเสริมองค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (CALO) ในการดำเนินงานมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” เป็นต้น

สำหรับทิศทางและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จะเดินหน้าขับเคลื่อนการเป็นสถาบันการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) อย่างต่อเนื่อง และบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ผ่านการให้สินเชื่อตามกรอบแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (Responsible Lending) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้มีความยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าและสังคมเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยผลการดำเนินงานของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ 2,655.1 ล้านบาท เติบโต 32.1% เมื่อเทียบกับ ปี 2567 แสดงถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง รวมถึงสินเชื่อเติบโต 12.4% เป็นการเติบโตในทุกกลุ่มลูกค้าทั้งสินเชื่อธุรกิจที่เติบโต 9% และสินเชื่อลูกค้ารายย่อยเติบโตมากกว่า 20% เมี่อเทียบกับปีก่อน จากสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคล

นอกจากนี้ ธนาคารรักษาคุณภาพสินเชื่อ ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ในระดับต่ำที่ 2.4% รวมทั้งขยายฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 26% จากสิ้นปีก่อน ด้วยความสำเร็จของผลิตภัณฑ์เงินฝากดิจิทัล

อีกหนึ่งความสำเร็จของการขยายธุรกิจระหว่างประเทศโดยร่วมมือกับ CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งในไต้หวันซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศเติบโตถึง 52% และรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการปริวรรตเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 103.2%

ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนปี 2567 และปี 2568 รวมกว่า 7,000 ล้านบาท ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) และสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวให้แก่ผู้ประกอบการ SME เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ด้านดิจิทัลธนาคารได้เปิดให้บริการแพลตฟอร์ม "LHB Biz Connect" สำหรับลูกค้าธุรกิจ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและยกระดับการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย

สำหรับทิศทางธุรกิจปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ 10-12% เน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาระดับ NPL ให้ต่ำกว่า 3% โดยมีกลยุทธ์เน้นขยายพอร์ต SME ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ออกแบบสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างพอร์ตห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (FDI) และเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจาก Trade Finance และ FX การสนับสนุนสินเชื่อ Green Finance

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า การนำ Data Analytics มาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการด้าน Wealth Management ที่ธนาคารมุ่งสร้างความมั่งคั่งด้วยบริการให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่ายและโซลูชันการลงทุนที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล

นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LH Fund กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการบริหารจัดการกองทุนปี 2568 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) นับรวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) รวม 70,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 จากปี 2567 สำหรับกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 13,606 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 10,271 ล้านบาท

ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพโดยมุ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่หันมาใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงและการลงทุนระยะยาว บริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตในกลุ่มกองทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ที่สอดรับกับกระแสการลงทุนระดับโลก กองทุนตราสารหนี้คุณภาพเพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่มองหาความมั่นคงและผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในสภาวะตลาดที่ผันผวน และตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดียที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

รวมถึงสร้างการเติบโตผ่านการสร้างนวัตกรรมด้านการลงทุนเพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนออกสู่ตลาดก่อนใคร โดยเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับ เทรนด์การลงทุนระดับโลกผ่านความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก (best-in-class fund houses)

การให้ความสำคัญกับการสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มและโครงสร้างการให้บริการรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับกลยุทธ์การลงทุนแบบ Open Architecture เพิ่มความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรที่หลากหลาย ที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะถัดไป

นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ (LH Securities) กล่าวว่า ปี 2568 ธุรกิจหลักทรัพย์เผชิญความท้าทายจากภาวะตลาดหุ้นไทยที่อ่อนตัวลงควบคู่กับมูลค่าการ ซื้อขายที่ชะลอตัวเป็นผลจากแรงกดดันหลายด้าน อาทิ มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์

อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของภาครัฐโดย ณ สิ้นปี 2568 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด ลดลง 10.04% นับเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมีแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 52.8% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 41,045 ล้านบาท ลดลง 11.8% จากปีก่อนสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ยังเปราะบางตลอดทั้งปี

ปี 2568 บริษัทเน้นพัฒนาและปรับตัวทางธุรกิจเพื่อรองรับความผันผวนและการชะลอตัวของตลาดหุ้นไทย เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้นเพียงช่องทางเดียวและขยายบริการอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม อาทิ การให้บริการที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisory) และการให้บริการลูกค้ากลุ่ม Wealth Management โดยให้คำแนะนำและหาโซลูชันการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการและระดับความเสี่ยงของลูกค้า

รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทสามารถกลับมามีกำไรแม้ว่ารายได้รวมจะปรับตัวลดลง 15% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากการหดตัวของปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย

สำหรับกลยุทธ์ปี 2569 บริษัทยังคงเน้นการปรับโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต อาทิ บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trade) เพื่อเพิ่มทางเลือกและสนับสนุนการกระจายการลงทุนสู่ตลาดสากล พัฒนาบริการสำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth Management อย่างครบวงจร

การเสริมศักยภาพงานที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisory) เพื่อรองรับความต้องการด้านการระดมทุนและการปรับโครงสร้างทางการเงินที่มีความซับซ้อน และการพัฒนาบทวิเคราะห์การลงทุนที่ครอบคลุมทุกกลุ่มสินทรัพย์ และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนจาก CTBC Bank ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Wealth Management และมีเครือข่ายระดับสากล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...