อียูจ่อระงับสัตยาบันดีลการค้าสหรัฐ กังวลความเสี่ยงภาษีทรัมป์
บลูมเบิร์กรายงานล่าสุดวันนี้ (23 ก.พ. 69) ว่า สหภาพยุโรป (อียู) เตรียมระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ และกำลังขอรายละเอียดเพิ่มเติมจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับภาษีศุลกากรใหม่ที่จะบังคับใช้
เดิมทีรัฐสภายุโรปตั้งเป้าที่จะให้สัตยาบันข้อตกลงดังกล่าวภายในเดือนมี.ค. 2026 นี้
กลุ่มพรรคประชาชนยุโรป (EPP) ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในรัฐสภายุโรป ระบุว่า จะระงับการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติในการอนุมัติข้อตกลงการค้าในวันจันทร์นี้ หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ วินิจฉัยให้การใช้อำนาจฉุกเฉินของทรัมป์ในการเรียกเก็บ "ภาษีต่างตอบแทน" (reciprocal tariffs) จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เซลยานา ซอฟโก ผู้เจรจาการค้าหลักของ EPP ในข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กว่า “เราไม่มีทางเลือกอื่น” นอกจากต้องชะลอกระบวนการให้สัตยาบัน เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวก่อน
กลุ่ม EPP ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภายุโรป จะได้รับการสนับสนุนจากพรรคอื่นๆ ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Socialists & Democrats และกลุ่มเสรีนิยม Renew ในการผลักดันให้ระงับกระบวนการดังกล่าวด้วย
แบร์นด์ ลังเงอ ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐสภายุโรป ได้เรียกประชุมฉุกเฉินในวันจันทร์นี้ เพื่อประเมินข้อตกลงการค้าอียู–สหรัฐอีกครั้ง หลังจากให้ความเห็นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ว่า "รัฐสภายุโรปควรชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว จนกว่ายุโรปจะได้รับความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับภาษีใหม่ของสหรัฐ"
ทั้งนี้ การประกาศของทรัมป์หลังแพ้คดีศาลฎีกาว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% และต่อมาเพิ่มเป็น 15% ได้ทิ้งคำถามจำนวนมากไว้ให้กับประเทศคู่ค้าของสหรัฐ และยิ่งกระตุ้นความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจรวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติของอียูเคยระงับกระบวนการให้สัตยาบันเทรดดีลมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากทรัมป์ขู่ว่าจะผนวกกรีนแลนด์
ข้อตกลงที่บรรลุกันเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ระหว่างปธน.ทรัมป์กับประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน จะกำหนดให้สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของอียูไปยังสหรัฐถูกเก็บภาษีในอัตรา 15% และจะยกเลิกภาษีสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมของสหรัฐที่ส่งออกเข้าสู่อียู
อย่างไรก็ตาม สหรัฐจะยังคงเรียกเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากยุโรปในอัตรา 50% ต่อไป โดยเป็นภาษีที่เรียกเก็บภายใต้มาตรา 232 เรื่องภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ