รังสิมันต์ สู้คดีหมิ่น ยื่นบัญชีพยาน ขอสอบ เบน สมิธ-ครอบครัว ศาลนัดสืบปีหน้า
รังสิมันต์ สู้คดีหมิ่น ยื่นบัญชีพยาน ขอสอบ เบน สมิธ-ครอบครัว ศาลนัดสืบปีหน้า
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ที่ห้องพิจารณา 808 นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมายังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อสอบคำให้การหลังตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่นายเบน สมิธ ซึ่งได้มอบอำนาจให้นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ เป็นผู้ฟ้องร้อง พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจำนวน 100 ล้านบาท จากกรณีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรของนายรังสิมันต์ที่มีเนื้อหาอ้างว่า นายเบน สมิธ มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน ซึ่งโจทย์ชี้ว่าเป็นการใส่ความทำให้เกิดความเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงและทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
โดยนายรังสิมันต์ได้เปิดเผยถึงแนวทางการต่อสู้ในคดีนี้ว่า ในวันนี้เป็นการสอบคำให้การและนัดตรวจพยานหลักฐาน ซึ่งในฝั่งของตนได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลสอบคำให้การในคดีนี้จำนวน 16 ปาก หนึ่งในนั้นคือนายเบน สมิธ โจทก์ผู้ยื่นฟ้องในคดีนี้ โดยถือเป็นสิทธิ์ฝ่ายจำเลยที่จะสามารถอ้างโจทก์เป็นพยานได้ สำหรับสาเหตุที่อ้างนายเบน สมิธ เป็นพยานฝ่ายตนด้วยนั้น ก็เพื่อที่ฝ่ายตนจะได้ซักถามข้อเท็จจริงกับนายเบน สมิธด้วย
ทั้งนี้ ในพยานบุคคลทั้ง 16 ปาก ยังไม่มีรายชื่อของนักการเมืองรายใหญ่หรือบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะนักการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่าสนิทสนมกับนายเบน สมิธ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการเพิ่มรายชื่อนักการเมืองส่วนตรงนี้ แต่ยอมรับว่าอยู่ในวิสัยที่เราจะพิจารณาภายหลังได้ นี่เป็นไงป้องกันเมือง
สำหรับคดีนี้ตนไม่ได้มีอะไรที่หนักใจ เพราะตนยืนยันว่า การที่ถูกฟ้องในคดีนี้เกิดจากการที่ตนทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้งการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรและการสัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นแนวทางของการเมืองไทยที่ทำแบบนี้อยู่แล้ว โดยอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าการฟ้องในลักษณะแบบนี้มีเจตนาอะไร ซึ่งประชาชนก็คงจะมองออกและอาจตั้งคำถามว่า แล้วหลังจากนี้คนที่ถูกฟ้องจะกล้าออกมาพูดอะไรหรือไม่ ซึ่งตนกังวลว่าจะทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีต่อการค้นหาความจริง โดยเฉพาะการขุดคุ้ยเรื่องคดีสแกมเมอร์ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญต่อประเทศชาติอย่างมาก แม้ในวันนี้การพูดถึงคดีสแกมเมอร์จะน้อยลง แต่มูลค่าความเสียหายและการแจ้งความดำเนินคดียังคงมีมากมายมหาศาล เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงเรื่องนี้ได้
นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า การถูกฟ้องคดีดังกล่าวในวันนี้ไม่ส่งผลอะไรกับการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรของตนในอนาคต เป็นเพียงเรื่องของบุคคลที่ต้องการใช้สิทธิ์ทางศาล ซึ่งก็ต้องขอให้ประชาชนพิเคราะห์ดูว่าเป็นการใช้สิทธิ์ทางศาลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตหรือไม่
ส่วนกรณีที่คดีนี้จะกระทบกับพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ และจากผลการเลือกตั้ง มีแนวโน้มว่าพรรคการเมืองนี้จะมาร่วมเป็นฝ่ายค้านด้วย นายรังสิมันต์กล่าวว่า การที่จะมาเป็นฝ่ายค้านมันเป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้อยู่แล้ว เพราะพรรคที่ไม่สามารถจะจัดตั้งหรือร่วมรัฐบาลได้ก็จะมาอยู่ฝ่ายค้าน ถือเป็นเรื่องปกติของกลไกรัฐสภา ซึ่งพรรคฝ่ายค้านยังไงก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจเลย เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน มาทำงานฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน ยังไงเราก็ต้องเดินหน้ากันต่อไปตามกรอบของกฎหมายและกลไกของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจสำหรับพรรคประชาชน
เมื่อถามว่าประเด็นที่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปปง.ได้ส่งสำนวนคดียึดและอายัดทรัพย์ของเครือข่ายนายเบน สมิธ ในคดี น.ส.แตงไทย พร้อมพวก จำนวน 12,123 ล้านบาท ส่งให้สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน นายรังสิมันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเคยนำเสนอมาตลอดว่า ฐานในการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ มีมากกว่าคดีของ น.ส.แตงไทย แต่ยังมีคดี Huione pay ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจสอบสวนกลาง แต่ยังไม่พบการขยายผล ทั้งที่คดีนี้น่าจะมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าที่มีการเปิดโปงกันในเวลานี้ ซึ่งตนเชื่อว่าตำรวจสอบสวนกลางจะสามารถสอบสวนขยายผลได้มากกว่านี้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ตนเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐ ก็เคยเชิญตำรวจสอบสวนกลางมารับฟังข้อมูลคดีนี้ จึงถือว่าตอนนี้ตำรวจสอบสวนกลางมีข้อมูลเชิงลึกในคดีนี้แล้ว
ดังนั้น หากมีการขยายผลในคดี Huione pay และนำมาสู่การสืบเส้นทางการเงินพร้อมทั้งยึดทรัพย์ จะได้เงินมากถึง 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่าคดี น.ส.แตงไทย ที่ตามยึดทรัพย์ได้เพียงแค่ 12,123 ล้านบาท โดยมองว่าเงิน 3.3 ล้านล้านบาท จะสามารถคืนให้กับผู้เสียหายชาวไทยในคดีสแกมเมอร์ได้เป็นจำนวนมาก
เมื่อถึงเวลานัด ศาลได้สอบถามนายรังสิมันต์แล้ว เจ้าตัวยังยืนยันให้การปฏิเสธขอสู้คดี ทนายโจทก์แถลงบัญชีพยานต่อศาลจำนวน 4 ปากเป็นตัวนายเบน สมิธ, ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์, ตัวแทน ปปง. และตัวแทนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยฝ่ายโจทก์จะสืบพยานทั้งหมด 1 นัด
ส่วนทนายของนายรังสิมันต์แถลงต่อศาลขอยื่นบัญชีพยานทั้งหมด 9 ปาก ได้แก่ ตัวนายรังสิมันต์, นักวิชาการที่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวโจกท์, เลขาธิการ ปปง.,นายทอม ไรต์ นักข่าวชาวอเมริกา, ผู้เชี่ยวชาญจากกรรมาธิการความมั่นคง และครอบครัวของนายเบน สมิธ 3 คน ได้แก่ ภรรยา และลูกของนายเบน สมิธ
ศาลได้กำหนดนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์และจำเลยรวมกันทั้งหมด 4 นัดในวันที่ 11 พฤษภาคม 2570 เป็นการสืบพยานฝ่ายโจทก์ และวันที่ 12-14 พฤษภาคม เป็นการสืบพยานฝ่ายจำเลย โดยจะเป็นการสืบพยานต่อเนื่องกัน
ภายหลังนายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์หลังตรวจหลักฐานว่า ที่ตนต้องอ้างตัวภรรยาและครอบครัวของนายเบน สมิธเข้ามาเป็นพยานไม่ใช่เพราะการอ้างแบบไม่มีมูลเหตุ แต่เกิดจากการที่มีการอายัดทรัพย์และบัญชีธนาคารความเป็นเจ้าของหุ้นต่างๆ เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของนายเบน สมิธด้วย จึงเป็นเหตุที่ตนต้องอ้างเข้ามาในพยาน
เมื่อถามว่าคำให้การยังยืนยันปฏิเสธหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เพราะการทำหน้าที่ของตนเป็นการทำหน้าที่โดยสุจริตตามที่ตนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พยานส่วนใหญ่ที่คุยประนีประนอมกับฝั่งโจทก์จากที่เตรียมไว้ 16 ปากก็ได้มา 9 ปาก
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ตนยืนยันว่าไม่หนักใจในเรื่องการต่อสู้คดีเพราะเจอเรื่องการฟ้องหมิ่นประมาทมาแล้วพอสมควร ตนยืนยันว่าไม่ได้รู้จักกับเบน สมิธ เป็นการส่วนตัว ในการทำหน้าที่ก็มีเหตุจึงต้องอภิปรายแบบนั้น ตนคิดว่าการอภิปรายตั้งอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริงที่ตนใช้ในครั้งนั้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รังสิมันต์ สู้คดีหมิ่น ยื่นบัญชีพยาน ขอสอบ เบน สมิธ-ครอบครัว ศาลนัดสืบปีหน้า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th