โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

30 เมษายน 2231 หมุดหมายวิทยาศาสตร์สยาม “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ทอดพระเนตรสุริยุปราคา ทรงเปิดรับองค์ความรู้ใหม่จากฝรั่งเศส

THE STATES TIMES

อัพเดต 29 เม.ย. เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 00.30 น. • THE STATES TIMES TEAM

30 เมษายน พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรสุริยุปราคา ร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศส หมุดหมายสำคัญของวิทยาศาสตร์สมัยอยุธยา
วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ เมื่อ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทอดพระเนตร สุริยุปราคาบางส่วน ที่เมืองลพบุรี ร่วมกับคณะ บาทหลวงเยซูอิตชาวฝรั่งเศส ผู้มีความรู้ด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ เหตุการณ์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการเปิดรับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกของราชสำนักสยามในปลายสมัยอยุธยาอย่างเด่นชัด
หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 เหตุการณ์นี้มีอายุครบ 338 ปี ไม่ใช่ 337 ปี และยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะตัวอย่างสำคัญของการที่สยามไม่ได้ปิดตนเองจากโลกภายนอก หากแต่พร้อมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิทยาการกับนานาชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งมีบทบาทสูงมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เหตุการณ์ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นที่ พระราชวังลพบุรี หรือบริเวณที่เกี่ยวเนื่องกับ พระที่นั่งเย็น ตามที่บันทึกไทยร่วมสมัยและภาพเขียนฝรั่งเศสสะท้อนเอาไว้ แหล่งข้อมูลจาก UNESCO ด้านมรดกดาราศาสตร์ระบุชัดว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและคณะเยซูอิตชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1688 ที่พระราชวังลพบุรี ขณะที่แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์และบทความประวัติศาสตร์ไทยก็ระบุสอดคล้องกันว่าเป็นการทอดพระเนตรในเมืองลพบุรีช่วงเช้าของวันดังกล่าว
ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ผู้ร่วมสังเกตการณ์ไม่ได้เป็นเพียง “ราชทูต” ทางการทูตเท่านั้น แต่เป็น บาทหลวงเยซูอิต ซึ่งเป็นนักบวชคาทอลิกที่มีบทบาทด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และการสำรวจในโลกยุคใหม่อย่างมาก งานศึกษาทางวิชาการระบุว่า คณะเยซูอิตฝรั่งเศสชุดที่เข้ามาในสยามช่วงปี 1687–1688 มีภารกิจสำคัญด้านการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ การคำนวณตำแหน่ง และการเผยแพร่วิทยาการจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่น่าแปลกที่ราชสำนักสยามจะสนพระราชหฤทัยความรู้ของพวกเขาอย่างจริงจัง
ในความหมายทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลสืบเนื่องจากพระราชนิยมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่อง ดาราศาสตร์ มาแล้วก่อนหน้านั้น งานของ Vatican Observatory และบทความวิชาการเกี่ยวกับดาราศาสตร์เยซูอิตในเอเชียชี้ว่า ก่อนหน้าสุริยุปราคา 2231 ราชสำนักลพบุรีเคยร่วมสังเกต จันทรุปราคาในปี 1685 กับคณะเยซูอิตด้วย และประสบการณ์ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แบบใหม่จากยุโรป
ความประทับใจต่อวิทยาการของคณะเยซูอิตไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การสร้าง หอดูดาววัดสันเปาโล ที่ลพบุรี ซึ่งหลายแหล่งยกให้เป็นหอดูดาวแบบตะวันตกแห่งแรกในสยามหรือแห่งแรกของไทยในเชิงโครงสร้างสมัยใหม่ บทความของ NECTEC และ Vatican Observatory ระบุว่า การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1686 และแล้วเสร็จในปี 1687 สะท้อนว่าการรับวิทยาศาสตร์ของราชสำนักอยุธยาในช่วงนั้นมีลักษณะเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงความสนใจเชิงสัญลักษณ์หรือพิธีการเท่านั้น
จุดนี้สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องแปลกแยกจากราชสำนัก แต่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้โลก การติดต่อกับต่างประเทศ และการแสดงพระปรีชาสามารถของรัฐสยามในเวทีนานาชาติ งานศึกษาด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เยซูอิตในเอเชียระบุว่าลพบุรีในช่วงปลายรัชกาลของพระนารายณ์เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการถ่ายทอดดาราศาสตร์ยุโรปเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ปรากฏการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จะเป็น สุริยุปราคาบางส่วนในสยาม แต่ในระดับภูมิภาค ปรากฏการณ์เดียวกันนี้เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงในบางพื้นที่นอกสยาม แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์อธิบายว่า เส้นทางคราสเต็มดวงพาดผ่านบางส่วนของอินเดีย พม่า จีน และพื้นที่ทางเหนือของเอเชีย ขณะที่บริเวณลพบุรีและสยามเห็นเพียงคราสบางส่วน การที่ราชสำนักอยุธยาและคณะเยซูอิตให้ความสำคัญกับการสังเกตปรากฏการณ์นี้ จึงแสดงถึงความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่าการมองคราสเป็นเพียงเรื่องลางหรือความเชื่อเท่านั้น
ในอีกมิติหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อน ความสัมพันธ์สยาม–ฝรั่งเศส ที่แน่นแฟ้นในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วงเวลานั้นราชสำนักสยามเปิดรับคณะทูต มิชชันนารี และผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการทูต การทหาร สถาปัตยกรรม และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การทอดพระเนตรสุริยุปราคาร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศสจึงเป็นมากกว่ากิจกรรมดูท้องฟ้า แต่เป็นภาพแทนของยุคที่สยามกำลังเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอย่างคึกคักและมีวิสัยทัศน์มากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อยุธยา
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้น คือมันเกิดขึ้นใน ปีสุดท้ายของรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์เยซูอิตระบุว่า สุริยุปราคา 30 เมษายน 1688 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญลำดับท้าย ๆ ก่อนที่กระแสวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกในสยามจะสะดุดลงจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในปีเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นทั้งยอดคลื่นของความรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์ในราชสำนักพระนารายณ์ และเป็นภาพสุดท้ายของยุคเปิดรับวิทยาการตะวันตกอย่างเข้มข้นในสมัยอยุธยา
เมื่อมองจากปัจจุบัน เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จึงควรถูกจดจำในฐานะ หมุดหมายด้านวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะแสดงให้เห็นชัดว่า สยามในสมัยอยุธยาไม่ได้ล้าหลังหรือปิดตัวจากองค์ความรู้โลก แต่มีพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยวิทยาศาสตร์ มีราชสำนักที่พร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ และมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาการอย่างหอดูดาวเพื่อรองรับการเรียนรู้จริง เหตุการณ์นี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” มีรากเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ไทยมานานกว่าที่หลายคนคิด
ดังนั้น 30 เมษายน พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงวันทอดพระเนตรสุริยุปราคาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากคือวันที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในการเปิดรับวิทยาการโลกตะวันตก และเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กรุงศรีอยุธยาเคยก้าวขึ้นสู่การเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับที่เชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่อย่างน่าทึ่งมาแล้วในประวัติศาสตร์ไทย
ที่มา : https://guru.sanook.com/26139/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...