โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

NTF บวก 8% “ออลไทม์ไฮ” โบรกชี้กำไร Q1 โต 165% รับส่งออกทุเรียนจีนพุ่ง ชูเป้า 18.50 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 29 เม.ย. เวลา 03.31 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. เวลา 03.31 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF ณ เวลา 10:14 น. อยู่ที่ระดับ 16.40 บาท บวก 1.20 บาท หรือ 7.89% สูงสุดที่ระดับ 16.70 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 15.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 50.49 ล้านบาท

ด้านบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ประเมินแนวโน้มธุรกิจของ NTF ว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังประเทศจีนในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มีอัตราการเติบโตสูงถึง 491% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณส่งออกขึ้นไปสู่ระดับ 84,549 ตัน ปัจจัยหลักได้รับแรงหนุนจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า เนื่องจากทางการจีนได้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสารเคมีตกค้างและสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรนำเข้า ส่งผลให้ผู้ส่งออกของไทยต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพใหม่ทั้งหมด ประกอบกับในช่วงไตรมาส 1/2568 ทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้มีคุณภาพลดลงจากปัญหาฝนตกผิดปกติในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนของไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากปัจจัยดังกล่าว KGI จึงประเมินอย่างอนุรักษ์นิยมว่า ยอดขายของ NTF ในช่วงไตรมาส 1/2569 จะเติบโต 108% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (แม้คาดว่าปริมาณการส่งออกของบริษัทจะเติบโตต่ำกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรม เนื่องจากบริษัทเน้นเจาะตลาดสินค้าพรีเมียม แต่คาดว่าราคาส่งออกเฉลี่ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย) ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับ 19% ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 16.8% ในช่วงไตรมาส 1/2568 และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงไตรมาส 4/2568 โดยได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Cost-plus ของบริษัท ส่งผลให้คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 165% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 29% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แตะระดับ 34.5 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรของ NTF จะยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากประเทศจีน และเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนในภาคตะวันออกของไทย ซึ่งคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในปีนี้ ทั้งนี้ NTF มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจมากกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน ทั้งในด้านเงินทุนหมุนเวียนที่แข็งแกร่งขึ้นหลังจากการระดมทุนเสนอขายหุ้นไอพีโอ (IPO) และจำนวนล้งรับซื้อผลไม้ที่เป็นพันธมิตรเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 5 แห่ง เป็น 10 แห่งเมื่อสิ้นปี 2568 นอกจากนี้ KGI ยังตั้งสมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยมว่าบริษัทจะมีการเพิ่มล้งพันธมิตรอีก 4 แห่งในปีนี้ (จากเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ 5 แห่ง) ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของปริมาณการส่งออกในไตรมาส 2/2569

ขณะที่ในไตรมาส 3/2569 แม้ผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกของไทยจะผ่านพ้นจุดสูงสุด (Peak) ไปแล้ว แต่เครือข่ายการจัดหาสินค้าในประเทศเวียดนามของ NTF ซึ่งได้เริ่มทดลองส่งออกไปตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จะเข้ามาช่วยเสริมกำลังในส่วนนี้ได้ เนื่องจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนของเวียดนามมักจะมีจุดสูงสุดช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 1 ไตรมาส ปริมาณทุเรียนจากเวียดนามจึงจะเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมที่มีนัยสำคัญในไตรมาส 3/2569 ช่วยลดความผันผวนของผลการดำเนินงานรายไตรมาส และเสริมการเติบโตของกำไรให้ต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ KGI คงประมาณการกำไรสุทธิแบบอนุรักษ์นิยม โดยคาดว่ากำไรทั้งปี 2569 จะเติบโต 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 18.50 บาท อ้างอิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 10 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับระดับ +1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในกลุ่มสินค้าเกษตรที่ 10.6 เท่า และด้วยคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ในช่วงปี 2568–2571 ที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย (CAGR) 24% จะส่งผลให้ NTF มีค่า PEG เพียง 0.5 เท่าที่ราคาเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" (Outperform)

นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของผลการดำเนินงาน อาจมีแรงเก็งกำไรเข้ามาหนุนให้หุ้นมีการซื้อขายในระดับพรีเมียมกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งหากอ้างอิง P/E ที่ระดับ +2SD ของกลุ่มฯ หรือราว 13 เท่า ราคาเป้าหมายในกรณีเชิงบวก (Bullish case) อาจปรับตัวสูงขึ้นไปได้ถึง 24.00 บาท โดย ณ ระดับราคาดังกล่าว คิดเป็น P/E เพียง 9.3 เท่าบนประมาณการกำไรในปี 2570 ซึ่งคาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโตต่อเนื่องอีก 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...