โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

แนวหน้า

เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 17.00 น.

“ปาล์ม-ยาง-ข้าว” พืชเสี่ยงสูงรับผลกระทบจากวิกฤตปุ๋ยเคมี ปาล์มน้ำมันเริ่มได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุชแล้ว เหตุเป็นพืชที่ใช้ปุ๋ยมากที่สุด โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยฟอสเฟต ที่ต้องนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก เช่นเดียวกับยางพาราและข้าวที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมาก มีความเสี่ยงสูง หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ การขนส่งปุ๋ยทำได้จำกัด อาจกระทบต่อต้นทุน ปริมาณผลผลิต และความมั่นคงทางอาหารได้

รายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ ปี 2569 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ช่วงวันที่ 5 – 16 มีนาคม 2569 ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 การปิดกั้นการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานและวัตถุดิบโลก ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตปาล์มน้ำมันในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต

วิกฤตปุ๋ยเคมี

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

สำหรับภูมิภาคอ่าวเปอร์เชียเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ของโลก เมื่อเส้นทางดังกล่าวถูกปิดกั้น ทำให้การค้าปุ๋ยไนโตรเจนเกือบหนึ่งในสามของโลกหยุดชะงัก ขณะเดียวกันกำมะถันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต ก็ต้องพึ่งพาเส้นทางเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง โดยในปี 2569 สศก. คาดการณ์ว่า เนื้อที่ให้ผลผลิตปาล์มจะมี 6.58 ล้านไร่

ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตมีข้อจำกัดด้านปริมาณและราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงในระยะต่อไป

ส่วนพืชที่พึ่งพาปุ๋ยเคมีมากอีกชนิดคือ ยางพารา ในปี 2569 จะมีเนื้อที่กรีด 22.5 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2568

วิกฤตปุ๋ยเคมี

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ปาล์มน้ำมันและยางพารามีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีสูงสุดเนื่องจากต้องการธาตุอาหารต่อพื้นที่สูง การที่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกจึงส่งผลต่อความต้องการใช้ปุ๋ยเคมี

สศก. คาดการณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวในปี 2569 ประมาณ 61 ล้านไร่ ข้าวเป็นพืชที่มีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีต่อพื้นที่ต่ำกว่าปาล์มน้ำมันและยางพารา แต่การที่มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุดจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ปุ๋ยเคมีมากที่สุด คิดเป็น 51% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุถึงปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 7 แสนตันซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ตามปริมาณดังกล่าว จะมีเพียงพอใช้จนถึงประมาณเดือนพฤษภาคม โดยห้วงนั้น จะเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกนาปี ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย

ความท้าทายในขณะนี้คือ การเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ ขณะที่บางประเทศมีมาตรการจำกัดหรือห้ามส่งออกปุ๋ยเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารเช่น จีนมีนโนบายลดการส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟต

วิกฤตปุ๋ยเคมี

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

บทวิเคราะห์ แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2569-2571: อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีของวิจัยกรุงศรีระบุว่า ในปี 2566 มูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีทั่วโลกอยู่ที่ 93.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง -30.3% จากปี 2565 ซึ่งมีมูลค่า 134.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่ส่งออกปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ รัสเซีย (สัดส่วน 15.2% ของมูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีในตลาดโลก) รองลงมา คือ จีน แคนาดา และสหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนประเทศที่นำเข้าปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ บราซิล (สัดส่วน 14.6% ของมูลค่านำเข้าปุ๋ยเคมีโลก) รองลงมา ได้แก่ อินเดีย สหรัฐฯ และจีน ตามลำดับ สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 50 ของโลก (สัดส่วนเพียง 0.1%) และเป็นผู้นำเข้าอันดับ 7 ของโลก (สัดส่วน 2.6%) สะท้อนว่า ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพื่อรองรับความต้องการใช้ในภาคเกษตรกรรม

ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยมีข้อจำกัดทั้งด้านปริมาณและการขนส่งจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพของผลผลิตของเกษตรกร ตลอดจนอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยไม่เพียงไทยเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ อาจเป็นกระทบทั่วโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...