โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยความสัมพันธ์คนกับแมวในญี่ปุ่น จากอดีตถึงปัจจุบัน

conomi

อัพเดต 25 พ.ย. 2567 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2567 เวลา 12.00 น. • conomi.co

อนิเมะญี่ปุ่นที่เพื่อน ๆ เคยดู บางเรื่องน่าจะมีเจ้าเหมียวโผล่มาบ้าง เช่น “บ้านนี้ต้องมีเหมียว” หรือ “นัตสึเมะกับบันทึกพิศวง” และเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นเกาะแมวเองคงเป็นจุดหมายของใครหลาย ๆ คน จนเรียกได้ว่าที่ญี่ปุ่นแมวอยู่ในทั้งศิลปะ วัฒนธรรม จนไปถึงชีวิตประจำวันจนมีคำว่า “วัฒนธรรมแมว” (Nekobunka, 猫文化) เกิดขึ้นมาในภาษาญี่ปุ่น

บทความนี้เราจะมาเล่ากันว่าความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างแมวกับคนญี่ปุ่นเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่และมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง

หลักฐานแมวบ้านญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุด (ยุคยาโยอิ)

หลักฐานที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของแมวบ้านที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ “ซากโบราณสถานคาราคามิ” ในเมืองอิคิ จังหวัดนางาซากิ โดยมีการค้นพบซากกระดูกที่สันนิษฐานว่าเป็นกระดูกขาหน้าของแมวและสันนิษฐานว่าเก่าถึงยุคยาโยอิ (ยุคหินใหม่จนถึงยุคสำริด ประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 300)

แม้จะไม่มีการวิเคราะห์ DNA แต่นักวิชาการก็สันนิษฐานว่าเป็นกระดูกของแมวบ้านเพราะที่เกาหลีซึ่งมีการติดต่อค้าขายกันก็มีการค้นพบกระดูกแมวจากเนินหอย (Shell Midden) ที่เป็นแหล่งซากกระดูกหรือซากอาหารจำพวกเปลือกหอยของคนโบราณในยุคนั้น หากกระดูกที่ค้นพบเป็นของแมวบ้านจริงจะสรุปได้ว่าที่ญี่ปุ่นมีการเลี้ยงแมวบ้านมาตั้งแต่สมัยยาโยอิและอาจเลี้ยงไว้ล่าหนูที่ทำลายผลผลิตของชาวบ้านเป็นต้น

แต่เนื่องจากไม่มีการวิเคราะห์ DNA จึงยังสรุปไม่ได้แน่ชัด ทำให้หลักฐานที่ได้รับการยืนยันเกี่ยวกับแมวบ้านที่เก่าที่สุดของญี่ปุ่นอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 6 – 7

จากแมวล่าหนูสู่สัตว์เลี้ยงของมนุษย์ (ยุคนารา – ยุคเฮอัน)

มีการบันทึกถึงสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นแมวใน “นิฮงเรียวอิคิ” (日本国現報善悪霊異記, หนังสือรวมนิทานคำสอนทางพระพุทธศาสนาสมัยเฮอันตอนต้น) กล่าวถึงแมวด้วยตัวอักษร 狸 ซึ่งในปัจจุบันมีความหมายว่าทานุกิ แต่ที่ประเทศจีนจะหมายถึงแมวจรจัด

นอกจากนี้ มีบันทึกถึงแมวที่น่าเชื่อถือใน “บันทึกอุดะเทนโนเกียะกิ” (宇多天皇御記, บันทึกของจักพรรดิอุดะ) กล่าวถึงแมวดำทรงเลี้ยงที่มาจากราชวงศ์ถังของพระจักรพรรดิโคโค จักรพรรดิองค์ก่อนในปีค.ศ. 889 ซึ่งจักพรรดิอุดะผู้เป็นพระโอรสได้รับมาอีกที เริ่มแรกมีพระประสงค์ให้นำแมวเข้ามาจากประเทศจีนเพื่อเลี้ยงไว้ไล่หนูที่มากัดแทะพระสูตรแต่เหล่าขุนนางก็เอ็นดูจนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักในที่สุด

ใน “หนังสือข้างหมอน” (枕草子, มากุระโนโซชิ เป็นบันทึกเรื่องราวในราชสำนักเฮอัน) ก็มีการกล่าวถึงแมวในราชสำนักและแมวที่จักรพรรดินีเทชิทรงเลี้ยงไว้ รวมถึงมีการตั้งชื่อว่า “เมียวบุโนโอโตโดะ” (命婦のおとど) ซึ่งแปลว่าผู้อยู่ข้างกายสตรีในราชสำนัก อีกทั้งในวรรณกรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่นอย่าง “เกนจิโมโนกาตาริ” (源氏物語) ที่ประพันธ์โดย มุราซากิ ชิกิบุ ก็ทำให้เรารู้ว่าคนญี่ปุ่นในสมัยนั้นเลี้ยงแมวแบบผูกเชือกล่ามเอาไว้

จึงอาจกล่าวได้ว่ายุคสมัยนี้ แมวเปลี่ยนฐานะจากสัตว์ที่คอยไล่หนูสู่สัตว์เลี้ยงแสนล้ำค่าในหมู่ขุนนางแล้วนั่นเอง

จากการเลี้ยงแบบล่ามเชือกสู่การเลี้ยงแบบปล่อย (ยุคเอโดะ)

เป็นเวลาเนิ่นนานแล้วที่แมวไม่ทำหน้าที่ไล่จับหนูและมาอยู่กับชนชั้นสูงผู้มีอันจะกินในฐานะสัตว์เลี้ยง เมื่อเทียบกับสุนัขที่บางตัวก็เป็นหมาจรจัด บางตัวก็ถูกเลี้ยงไว้ใช้งานหรือกินเป็นอาหาร แมวถือว่าได้รับความเอ็นดูอย่างสูง

สมัยนั้นพ่อค้ามักจะนำแมวทั้งที่อยู่ตามข้างทางหรือนำเข้าจากแผ่นดินใหญ่ไปขายให้ผู้มีอันจะกินจนไม่มีแมวคอยกำจัดหนู นอกจากนี้ยังมีเรื่องของประชากรที่มากขึ้นจนทำให้ความเสียหายที่มาจากหนูและสัตว์เล็กเพิ่มขึ้นตาม จึงเป็นเหตุให้ในสมัยอาสึจิโมโมยามะปีเคโจที่ 7 (安土桃山時代, ค.ศ. 1602) มีการออกพระราชบัญญัติห้ามซื้อขายแมวและสั่งให้เลี้ยงแมวแบบปล่อยในเกียวโตเพื่อให้แมวช่วยกำจัดหนูอีกครั้ง แม้ความเสียหายจากหนูจะลดลงแต่แมวจรจัดก็เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 1687 โชกุนโทกุกาว่า สึนะโยชิมีการออกพระราชบัญญัติเมตตาสัตว์ (生類憐みの令) ที่คุ้มครองชีวิตทั้งเด็กที่ถูกทิ้ง สุนัข แมว ซึ่งมีการระวางโทษหนักสำหรับการฆ่าสัตว์รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนเลี้ยงหมาแมวแบบไม่จูงสาย ทำให้จำนวนแมวจรจัดยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ช่วงแรกแมวถือเป็นสัตว์ราคาแพงสำหรับสามัญชน ที่ขายเพื่อไล่หนูและมีแม้กระทั่งหาบเร่ขายแมว แต่ผู้คนก็ค่อย ๆ หาซื้อแมวมาเลี้ยงได้ในราคาเป็นมิตรมากขึ้น ทำให้คนทั่วไปก็สามารถเลี้ยงแมวได้

แมวผี (bakeneko) ภาพประกอบจากรวมภาพขบวนร้อยอสูรยามค่ำคืน (画図百鬼夜行) ของ โทริยาม่า เซกิเอน

จากก็เริ่มมีภาพเขียน การแสดง เรื่องเล่าต่างเกี่ยวกับแมวมากขึ้น จุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจคือบรรดาแมวในภาพเขียนส่วนมากจะเป็นแมวหางสั้น อาจเป็นเพราะคนญี่ปุ่นสมัยก่อนเชื่อกันว่าแมวที่หางยาวจะแยกออกมาเป็นสองหางและกลายเป็นแมวผี (nekomata, 猫また) ทำให้ในสมัยนั้นคนชอบแมวหางสั้นมากกว่า

จากสัตว์เลี้ยงชนชั้นสูงสู่สัตว์เลี้ยงคนทั่วไป (ยุคใหม่)

เมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ แมวฝรั่งและแมวต่างชาติก็เริ่มเข้ามาในญี่ปุ่นจนแม้แต่คนธรรมดาก็เลี้ยง ทว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยเฉพาะหลังช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด (ค.ศ. 1955 – 1973) เมื่อวัฒนธรรมสุนัขจากประเทศฝั่งตะวันตกเข้ามา สุนัขก็ครองตำแหน่งสัตว์เลี้ยงแสนรักแทนที่เจ้าแมวไป

ทาเคชิ (ภาพจากสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งชาติ, 国立極地研究所)

ช่วงค.ศ. 1950 สุนัขพันธุ์ซาฮาลินฮัสกี้ 2 ตัวที่ชื่อว่าทาโร่และจิโร่นั้นโด่งดังมากจากการไปร่วมสำรวจขั้วโลกใต้พร้อมคณะสำรวจชุดแรก แต่กลับกันเจ้าทาเคชิแมวสามสีตัวผู้ที่ร่วมเดินทางฝ่าลมหนาวไปด้วยกันกลับไม่ค่อยมีใครรู้จัก ทาเคชิขึ้นเรือสำรวจในฐานะแมวนำโชค รวมไปถึงคณะสำรวจเองก็เอ็นดูมันจนเรียกได้ว่าเป็นไอดอลประจำคณะสำรวจก็ไม่ผิดนัก

ปัจจุบันแมวปรากฏตัวในสื่อกระแสหลักทั้ง อนิเมะ มังงะ และกำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งก็ยังสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่ใช้แมวเป็นตัวดึงกระแส ไม่ว่าจะ วัดแมว เกาะแมว เป็นต้น แล้วเพื่อน ๆ ล่ะคิดว่าอนาคตแมวกับคนญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไรกันต่อไปคะ?

สรุปเนื้อหาจาก nyanpedia, thaipbs.or.th, polaris.nipr.ac.jp
ผู้เขียน หนัตโต นัตโตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...