TU ไปต่อได้มั้ย? 6 เดือนราคารูด 22% โบรกฯ เสียงแตกแนะทั้ง “Trading” และ “ถือ” มองผลงานปี 68 ยังสดใส แม้กำไร Q4/67 ลด
ราคาหุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีการปรับตัวลดลงถึง 21.62% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 14.80 บาท เมื่อวันที่ 24 ก.ค.67 ขณะที่เมื่อวันที่ 24 ม.ค.68 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 11.60 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 409.41 ล้านบาท โดยปัจจัยที่เป็นตัวกดดันราคาหุ้น คาดว่ามาจากความกังวลด้านผลประกอบการไตรมาส 4/67 ที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะมีกำไรลดลงทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ในส่วนของนักวิเคราะห์มีทั้งคำแนะนำ “Trading” และ “ถือ” หุ้น TU โดยมองว่าแม้กำไรไตรมาส 4/67 จะปรับตัวลดลง แต่คาดว่าไรปกติปี 2568 จะเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2567
โดย บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “Trading” พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 16.50 บาท ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 4/67 ที่ 1,140 ล้านบาท และคาดมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 121 ล้านบาท ทำให้กำไรปกติคาดอยู่ที่ 1,261 ล้านบาท (-13.6% จากไตรมาสก่อน, -9.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า อ่อนแอกว่าเดิมที่ บล.หยวนต้า ประเมินว่าจะทรงตัวได้แม้รายได้คาดยังทรงตัวได้ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท (+1.3% จากไตรมาสก่อน, -0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
แต่เนื่องจาก GPM คาดปรับลงจากไตรมาสก่อน เป็น 18.8% จากไตรมาสก่อนที่ 19.5% จาก GPM ถูกกดดันจากธุรกิจ Pet Care ที่จะปรับลงตามค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น และการกลับรายการขาดทุนสินค้าคงเหลือที่น้อยลง แต่เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีขึ้นจาก 17.8% หนุนจาก GPM ธุรกิจ Ambient คาด GPM ดีขึ้นจากราคาต้นทุนปลาทูน่าที่ปรับลง ขณะที่ SG&A/Sales คาดเพิ่มขึ้นเป็น 13.9% จาก 13.5% โดยมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาในการทำ Transformation ธุรกิจมากขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายขนส่งทางเรือ และค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูงขึ้น นอกจากนี้เราคาดส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ 178 ล้านบาท (-35.4% จากไตรมาสก่อน และพลิกจากขาดทุน 398 ล้านบาท ในไตรมาส 4/66)
ทั้งนี้ ประเมินแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 1/68 จะชะลอจากไตรมาสก่อน จากปัจจัยฤดูกาลที่เป็นช่วง Low season ที่คำสั่งซื้อจะชะลอลง ประกอบกับจะรับรู้ราคาต้นทุนปลาทูน่าที่เริ่มปรับขึ้นและเริ่มรับรู้ผลจากภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax; GMT) อย่างไรก็ตาม คาดกำไรปกติจะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดหวังการเริ่มเห็นการเติบโตของรายได้และ GPM จากการทำ Transformation ในไตรมาส 1/68 อย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ปัจจัยหลักต้องติดตามคือ 1) การบริโภคในยุโรปที่หากชะลอตัวแรงอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณคำสั่งซื้อ 2) ผลกระทบจาก GMT และมาตรการชดเชยผลกระทบของรัฐฯ ซึ่งเราคาดจะได้รับความชัดเจนมากขึ้นในประชุมนักวิเคราะห์หลังงบออกช่วงกลางเดือน ก.พ. 2568
อีกทั้งเบื้องต้น คงประมาณการกำไรปกติปี 2568 ที่ 5,776 ล้านบาท (+11.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) นอกจากนี้คาดเงินปันผลจ่ายงวดครึ่งปีหลัง 2567 ของ TU ที่ 0.33 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น Div.Yield ที่ 2.6%
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ถือ” จาก “ซื้อ” จาก 1) แนวโน้มไตรมาส 4/67 คาดลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก 2) แนวโน้มราคาต้นทุนปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ Transformation 3) ผลกระทบจาก Global Minimum Tax ที่ประกาศใช้ในปีนี้ คาดผลประกอบการปี 2568 เติบโตเล็กน้อย 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปี 2569 จะกลับมาเพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมายที่ 14.80 บาท