โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

แบรนด์ควรเรียนรู้อะไรจากการเติบโตของพอดแคสต์ แพลตฟอร์มที่ร้อนแรงที่สุดเวลานี้

THE STANDARD

อัพเดต 25 เม.ย. 2562 เวลา 06.53 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 06.53 น. • thestandard.co
แบรนด์ควรเรียนรู้อะไรจากการเติบโตของพอดแคสต์ แพลตฟอร์มที่ร้อนแรงที่สุดเวลานี้

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ‘พอดแคสต์ (Podcast)’ ในมุมมองของผู้บริโภคคนไทยดูจะห่างเหินกันพอสมควร ถึงจะมีผู้บุกเบิกผลิตรายการพอดแคสต์เกิดขึ้นมาบ้างประปราย แต่ก็เป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่ม

 

ตรงข้ามกับปัจจุบันที่พอดแคสต์เริ่มสถาปนาตัวเองเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัลที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว และเป็นสังเวียนที่เริ่มส่งกลิ่นหอมหวนชวนผู้ผลิตคอนเทนต์กระโดดลงมาร่วมวง ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือการได้เห็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง ทักษิณ ชินวัตร จัดรายการ Good Mondayและวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา เริ่มทำรายการ Woody FMตามลำดับ

 

podcast

 

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าอะไรคือพอดแคสต์ อธิบายแบบรวบรัด พอดแคสต์คือรายการวิทยุที่บรรจุในรูปแบบดิจิทัล แบ่งออกเป็นตอนๆ สามารถดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ตแล้วฟังผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อไรที่ใดก็ได้ จุดเด่นคือความสะดวกสบายและเนื้อหาเฉพาะทางของแต่ละรายการที่ผู้ฟังสามารถเลือกเสพได้ตามความสนใจด้วยตัวเอง

 

เชื่อกันว่าพอดแคสต์พัฒนาตัวเองมาจาก Audioblog ที่เกิดขึ้นในช่วงยุค 80’s ก่อนที่ในปี 2004 เบน แฮมเมอร์สลีย์ (Ben Hammersley) คอลัมนิสต์จากสหราชอาณาจักรจะเผยแพร่บทความ Audible revolutionบนเว็บไซต์ The Guardian และให้นิยามพอดแคสต์ว่ามาจาก iPod + Broadcast เพราะการผลิตรายการในวันเวลาดังกล่าวจะนิยมดาวน์โหลดมาฟังบน iPod เป็นหลัก

 

หนึ่งปีให้หลัง Apple ได้เริ่มเปิดช่องทางให้ผู้ใช้งานสามารถฟังรายการพอดแคสต์มากกว่า 3,000 รายการจากผู้ผลิตจำนวนมากบนแพลตฟอร์ม iTunes ส่งผลให้พอดแคสต์ค่อยๆ เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

 

podcast

 

16 ปีกับการโตแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมพอดแคสต์

หลักฐานที่บ่งชี้ว่าพอดแคสต์ในวันนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นแบบก้าวกระโดด คือจำนวนรายการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในหลากหลายรูปแบบเนื้อหา โดย Podcast Insights ให้ข้อมูลว่ารายการพอดแคสต์บน Apple (นับจนถึงเดือนเมษายน 2019) มีจำนวนประมาณ 700,000 รายการ และมีจำนวนตอนมากถึง 29 ล้านเอพิโสด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนมีนาคมของปี 2018 ถึง 33% (525,000 รายการ + จำนวนตอน 18.5 ล้านเอพิโสด)

 

ยิ่งถ้าเทียบกับปี 2005 ในวันที่ Apple เพิ่งเปิดแพลตฟอร์มพอดแคสต์ครั้งแรกจะพบว่ามีอัตราการเติบโตในเชิงจำนวนรายการสูงถึง 233 เท่าตัว! ปัจจัยบวกสำคัญมาจากการเติบโตของเทคโนโลยี ความนิยมของการใช้สมาร์ทโฟนและลำโพงอัจฉริยะ ประกอบกับตัวพอดแคสต์เองก็มีต้นทุนการผลิตเริ่มต้นที่ไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับสื่อรูปแบบอื่นๆ

 

เมื่อเร็วๆ นี้ Edison Research ผู้จัดทำผลสำรวจพฤติกรรมการฟังพอดแคสต์ของผู้บริโภคสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดผ่านรายงานฉบับปี 2019 ว่า ปัจจุบันประชากรสหรัฐฯ ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปจำนวนกว่า 51% หรือประมาณ 144 ล้านรายรู้จักและเคยฟังพอดแคสต์

 

podcast

อัตราการเติบโตของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาที่เคยฟังรายการพอดแคสต์: Edison Research

 

ในเชิงมูลค่าอุตสาหกรรมพอดแคสต์สหรัฐฯ องค์กรด้านโฆษณา Interactive Advertising Bureau (IAB) และ PwC เคยให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าปี 2017 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมพอดแคสต์ในสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงถึง 314 ล้านเหรียญหรือประมาณ 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ที่ 86% (169 ล้านเหรียญ) โดยคาดว่าในปี 2020 ตลาดพอดแคสต์ในสหรัฐฯ จะมีมูลค่าสูงถึง 659 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 21,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 110% เมื่อเทียบกับปี 2017

 

สำหรับประเทศไทย เนื่องด้วยตลาดพอดแคสต์ยังไม่ได้เติบโตในสัดส่วนที่มากพอจะยกไปเทียบเคียงกับสหรัฐฯ ได้ เราจึงยังไม่เห็นหน่วยงานด้านสื่อโฆษณารายใดเก็บข้อมูลเชิงลึกเท่าที่ควร ขณะที่ข้อมูลสถิติผู้ฟังรายการพอดแคสต์ THE STANDARD รวม 17 รายการตั้งแต่ออนแอร์ครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ถึงเมษายน 2019 ทั้ง 3 ช่องทาง (Podbean, YouTube และ SoundCloud) พบว่ามียอดการเข้าฟังรวมสูงถึง 20.4 ล้านครั้ง เฉลี่ยมีจำนวนการรับฟังประมาณ 1.02 ล้านครั้ง/เดือน (ข้อมูลล่าสุดนับจนถึงวันพุธที่ 24 เมษายน 2562)

 

podcast

 

*ถึงจะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มแต่ Brand Loyalty สูง *

จริงอยู่ที่อุตสาหกรรมพอดแคสต์เริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นสถานะของมันก็ยังคงเป็นสื่อที่เน้นเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มอยู่ดี (Niche Market) เนื่องจากตัวคอนเทนต์และรูปแบบรายการมักจะมุ่งนำเสนอในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นหลัก เช่น การออมเงิน, ฟุตบอล, การตลาดและธุรกิจ, สอนภาษาอังกฤษ เป็นต้น ประกอบกับช่องทางการเข้าถึงอาจจะยังยากไปสำหรับผู้ใช้งานท่ีไม่ใช่กลุ่ม Early Adopter

 

ด้วยความที่เป็นสื่อที่เน้นเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ข้อดีของพอดแคสต์จึงทำให้ผู้ฟังแฟนรายการนั้นๆ เกิดความ Loyalty กับตัวรายการสูงมาก หมายความว่าถึงจำนวนคนฟังจะไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับสื่อกระแสหลักรูปแบบอื่น แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนฟังกลุ่มเดิมๆ ที่เป็นแฟนขาประจำรายการ เสพทุกคอนเทนต์ที่รายการนำเสนอ เรียกว่า ‘ถึงจะกลุ่มเล็กแต่ก็เหนียวแน่น’

 

เช่น สมมติว่ามีรายการพอดแคสต์ที่เกี่ยวกับบ้านและการตกแต่ง คนฟังรายการนี้ส่วนใหญ่ก็มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นกลุ่มคนที่สนใจอยากจะตกแต่งบ้านหรือซื้อบ้านหลังใหม่ และเมื่อแบรนด์สินค้าในกลุ่มประเภทนี้ต้องการจะซื้อสื่อประชาสัมพันธ์ทำการตลาด รายการพอดแคสต์ที่ว่าด้วยเรื่องบ้านๆ แบบนี้ก็อาจจะกลายเป็น Micro Influencer ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงจุดเข้าเป้ามากกว่า

 

ประเด็นนี้ ยุทธิพงศ์ จิวDigital PR Marketiing Associate Director ประจำไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ประเทศไทย (IPG Mediabrands) ให้ทรรศนะกับ THE STANDARD ว่าพอดแคสต์ในสายตาของเอเจนซีและแบรนด์ถือเป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม ถึงจำนวนคนฟังจะยังไม่มากแต่ก็มีความสนใจในเรื่องที่รายการนำเสนอมาก มี Brand Royalty ต่อตัวรายการสูง ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบรายการ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ไปจนถึงตัวผู้จัดรายการเองก็ดี ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ทำให้สื่อชนิดนี้กลายเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ (Specialist)’ เฉพาะทางในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ

 

podcast

 

“ส่วนตัวผมมองว่าพอดแคสต์ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นมาแล้วร่วม 10 ปี เพียงแต่ในอดีตยังไม่มีรายการพอดแคสต์ดีๆ ในไทยเกิดขึ้นมา ตรงข้ามกับปัจจุบันที่เราเริ่มเห็นการเติบโตของ Publisher รายใหม่ๆ มากขึ้น อย่างตัวผมเองเริ่มฟังพอดแคสต์จากรายการสอนภาษาอังกฤษ แต่ทุกวันนี้ก็เริ่มเห็นรายการพอดแคสต์ในไทยที่มีความหลากหลายในแง่เนื้อหา เช่น รายการของ THE STANDARD เป็นต้น (การเมืองก็เป็นรายการพอดแคสต์ยอดฮิตได้) นอกจากนี้การมาถึงของแพลตฟอร์มสตรีมมิง JOOX หรือ Spotify ก็ช่วยทำให้พอดแคสต์เติบโตด้วยเช่นกัน

 

“แต่ก็ต้องยอมรับว่าจำนวนคนฟังพอดแคสต์ในไทยวันนี้อาจจะยังไม่ได้เยอะมาก ถึงขนาดนำไปเคลมยอดขายได้เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นๆ แต่ผมมองว่ามันมีความ Specialist บางอย่างที่น่าสนใจ อย่างรายการ The Secret Sauceที่ตอบโจทย์ในมุมการตลาดและแบรนด์ธุรกิจ การไทอินโฆษณาจึงทำได้ค่อนข้างเนียนและแข็งแรง ในมุมของฝั่งเอเจนซีก็จะรู้สึกว่าการไทอินแบรนด์เข้าไปกับพอดแคสต์มันสามารถไปด้วยกันได้”

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากผลสำรวจของบริษัท นีลเส็นเคยบอกเอาไว้ว่า กว่า 64% ของกลุ่มตัวอย่างที่ฟังรายการพอดแคสต์รู้สึกว่าการนำเสนอโฆษณาและการไทอินบนแพลตฟอร์มนี้ลงตัวและเข้ากันได้ดี

 

podcast

Nielsen Company

 

ยุทธิพงศ์บอกต่อว่า ถึงแม้ในปัจจุบันลูกค้าฝั่งแบรนด์ส่วนใหญ่อาจจะยังไม่รู้จักพอดแคสต์เท่าที่ควร แต่มันก็ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะเมื่อสื่อกระแสหลักหรือผู้ผลิตคอนเทนต์เจ้าอื่นๆ กระโดดลงมาร่วมวงผลิตคอนเทนต์พอดแคสต์ของตัวเองกันมากขึ้น

 

ส่วนการวัดผลจากการซื้อสื่อโฆษณาในรูปแบบการผลิตร่วมกัน (Co-Creation) ระหว่างแบรนด์และตัวรายการพอดแคสต์อาจจะยังไม่สามารถวัดในเชิงการเปลี่ยนไปเป็นยอดขายได้ แต่ส่วนใหญ่จะมองในเชิง Awareness ด้านอารมณ์ร่วม และความรู้สึกที่รายการพอดแคสต์สามารถสร้างให้ผู้ฟังได้มากกว่า

 

“มันคงไม่ได้วัดผลด้วยยอดขาย แต่เป็น Awareness ในเชิงอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า ว่าพอดแคสต์รายการนั้นๆ หรือตอนนั้นๆ จะทำให้ผู้ฟังนึกถึงแบรนด์ที่ร่วมสนับสนุนเป็นพาร์ตเนอร์ในเวลาที่ต้องการซื้อสินค้าและบริการประเภทดังกล่าวได้มากน้อยแค่ไหน” ยุทธิพงศ์กล่าวทิ้งท้าย

 

podcast

 

สัญญาณจากการขยับตัวของผู้เล่นยักษ์ใหญ่กำลังบอกอะไรเรา?

เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเราเห็นข่าวของ Spotify ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิงมิวสิกเข้าซื้อกิจการ 2 บิ๊กวงการพอดแคสต์อย่าง Gimlet Media สตาร์ทอัพผู้ผลิตรายการพอดแคสต์ยอดนิยมในสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดรายการสูงเฉลี่ย 12 ล้านครั้งต่อเดือน และ Anchor แพลตฟอร์มผลิตรายการพอดแคสต์แบบครบวงจร

 

ส่วนในระดับโลก ล่าสุด ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เพิ่งจะกลายเป็นผู้จัดรายการพอดแคสต์ป้ายแดงที่ลุกขึ้นมาจัดรายการเทคโนโลยีแบบมาร์กๆ ‘Tech & Society with Mark Zuckerberg’ด้วยตัวเอง โดยเพิ่งจะประเดิมออนแอร์ได้แค่ 2 เอพิโสดไปหมาดๆ  

 

podcast

 

การเดินหมากในครั้งนี้ของ Spotify กำลังบอกเราเป็นนัยว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิงมิวสิกจากสวีเดนก็สังเกตเห็นถึงมูฟเมนต์และศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมพอดแคสต์พอสมควร ทั้งยังตีความได้อีกด้วยว่าพวกเขาเตรียมปูทางให้ตัวเองก้าวเข้ามาคลุกวงในเต็มตัวแล้ว

 

ฝั่งซักเคอร์เบิร์กถึงจะเพิ่งเริ่มออนแอร์รายการไปได้แค่ 2 ตอน แต่การที่บุคคลสำคัญระดับโลกอย่างเขาลงมาทำรายการพอดแคสต์เองก็สะท้อนให้เห็นถึงแรงดึงดูดของสื่อรูปแบบนี้ได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นการเปิดมิติใหม่ๆ ที่ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็นคนดังระดับเดียวกันกับเขาลุกมากจัดรายการพอดแคสต์สร้างสีสันให้วงการอีกก็ได้

 

ปิดท้ายด้วยข้อมูลเชิงตัวเลขที่น่าสนใจที่ Forbes ได้หยิบเอาข้อมูลจากการสำรวจในตลาดสหรัฐฯ ของ Nielsen, Edison Research, IAB, PwC, Pandora และ RIAA ตั้งแต่ปี 2015-2017 มากางเรียงกันแล้วคำนวณว่า วิทยุ สตรีมมิงมิวสิก และพอดแคสต์ แพลตฟอร์มใดจะทำเงินจากรายรับค่าโฆษณาได้มากที่สุดเมื่อหารเฉลี่ยต่อผู้ฟังหนึ่งคน

 

ผลปรากฏว่าวิทยุยังคงนำโด่งมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยพบว่ารายได้จากค่าโฆษณาต่อผู้ฟังหนึ่งคนอยู่ที่ 65 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2,100 บาท ตามมาด้วยสตรีมมิงมิวสิกที่ 22 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 700 บาท/คน และสุดท้ายพอดแคสต์ที่ 5 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 160 บาท/คน

 

แต่เมื่อเทียบในเชิงอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยจากค่าโฆษณาต่อผู้ฟังในช่วง 3 ปีนี้จะพบว่า พอดแคสต์เป็นแพลตฟอร์มที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าใครเพื่อน สวนทางกับสตรีมมิงมิวสิกที่อัตราการเติบโตเริ่มลดลงเรื่อยๆ และวิทยุที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ

 

ถึงจะมาไม่แรง ไม่หวือหวา แต่พอดแคสต์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความนิยมของพวกเขากำลังสั่งสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบมั่นคง และถ้าผู้ผลิตสื่อไม่เริ่มเสียตอนนี้ ไม่แน่ว่าต่อไปพวกเขาก็อาจจะตกรถไฟขบวนนี้ไปก็ได้

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...