โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทบทวนประวัติศาสตร์ อ่านข้อเรียกร้อง "ม็อบนักศึกษา" จากอดีตถึงปัจจุบัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ธ.ค. 2563 เวลา 14.53 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2563 เวลา 11.52 น.
ประชาชนปลดแอก 16 สิงหาคม 2563

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

ณ ปลายเดือนกันยายน 2563 เหตุการณ์สำคัญในประเทศไทยที่ร้อนแรง อยู่ในความสนใจของผู้คนอย่างต่อเนื่องก็ยังคงเป็นการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่ได้ออกมาแสดงพลัง ย้ำข้อเรียกร้องกันต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

การชุมนุมที่เกิดขึ้นนำโดยกลุ่มนิสิตนักษึกษา 2 กลุ่ม แม้ว่าจะเป็นการชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน มีเป้าหมายใกล้เคียงกัน และมวลชนผู้เข้าร่วมก็เกือบจะเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่การชุมนุมของ 2 กลุ่มมีข้อเรียกร้องบางข้อที่เหมือนกัน บางข้อที่ต่างกัน ส่วนในระดับปัจเจกบุคคล แต่ละคนอาจจะเข้าร่วมการชุมนุมด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป อาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องทั้งหมด แต่พวกเขามีความหวังเหมือนกันคือ อยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

นักเรียนหญิงคนหนึ่งจากครอบครัวมหาเศรษฐีถูกสัมภาษณ์ว่า คุณเป็น elite ทำไมคุณถึงออกมาชุมนุม ทั้งที่ชีวิตและอนาคตของคุณมันดีมากอยู่แล้ว น้องคนนั้นตอบคำถามยาวมาก แต่เราสามารถสรุปได้สั้น ๆ ว่า เธอไม่ได้ออกมาต่อสู้เพื่อตัวเอง เธอไม่ได้มองแค่อนาคตของตัวเอง แต่เธอไม่โอเคกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม และเธออยากเปลี่ยนแปลงมัน ซึ่งก็น่าจะเหมือนกับมวลชนอีกมากมายที่ยอมเสียสละวันหยุดที่จะได้พักผ่อนนอนหลับสบาย ๆ ออกมาชุมนุมตากแดดตากฝน ไปจนถึงนอนค้างคืน ซึ่งเสี่ยงต่อการสลายการชุมนุม

จากสถานการณ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจ “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทบทวนประวัติศาสตร์ ค้นข้อมูล-อ่านข้อเรียกร้องหรือเป้าหมายของม็อบนักศึกษาครั้งสำคัญ ๆ ตั้งแต่อดีต หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบันว่า นักศึกษาไทยสนใจเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องอะไรบ้าง จึงต้องออกมาชุมนุม ถึงแม้ว่าการชุมนุมทุกครั้งมีประชาชนทั่วไปเข้าร่วมด้วย แต่ทั้งหมดที่เราเลือกมานี้เป็นการชุมนุมที่มีนิสิตนักศึกษาเป็นแกนนำ

ม็อบนักศึกษา 2483 : เรียกร้องดินแดนอินโดจีน

การชุมนุมเรียกร้องที่นำโดยนิสิตนักศึกษาครั้งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (สมัยที่ 1) โดยนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และประชาชนทั่วไป รวมตัวชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวง ก่อนจะเดินขบวนไปชุมนุมเรียกร้องที่หน้ากระทรวงกลาโหม

การชุมนุมครั้งนั้นเป็นส่วนหนึ่ง “กรณีพิพาทอินโดจีน” อันนำไปสู่ “สงครามอินโดจีน” ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม คือ เรียกร้องให้รัฐบาลใช้กองกำลังทหารเข้าสู้รบเพื่อชิงดินแดนที่ไทยสูญเสียให้ฝรั่งเศส ในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 สมัยรัชกาลที่ 5 กลับคืนมาเป็นของไทย ในวันนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะได้ปราศรัยต้อนรับและสรรเสริญความรักชาติของคณะผู้ชุมนุม

หลังจากนั้น กองทัพไทยเตรียมการเข้าสู่การรบ และประกาศสงครามอินโดจีน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2484 ซึ่งผลของสงครามคือ ไทยเป็นฝ่ายชนะได้ดินแดนคืนมา ซึ่งประกอบด้วย เสียมราฐ พระตะบอง จัมปาศักดิ์ และหลวงพระบาง แต่ดินแดนทั้ง 4 ก็กลับมาเป็นของไทยอยู่เพียงไม่กี่ปี ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยก็ต้องคืนดินแดนเหล่านี้แก่ฝรั่งเศส และไม่ได้กลับมาเป็นของไทยอีกเลย

ม็อบ พ.ศ. 2500 : ประท้วงการเลือกตั้งสกปรก

สืบเนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ที่ถูกนิยามว่าเป็น “การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย” เพราะมีกลโกงการเลือกตั้งสารพัดวิธี เพื่อให้พรรคเสรีมนังคศิลา ที่นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ชนะการเลือกตั้ง โดยได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 86 ที่นั่ง จากทั้งหมด 160 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน จึงเกิดการชุมนุมประท้วงขึ้นมา ในวันที่ 2 มีนาคม 2500 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประชาชนทั่วไป ได้เดินขบวนประท้วงการเลือกตั้ง เรียกร้องให้จอมพล ป. ชี้แจงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก

รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินในวันที่ 2 มีนาคม 2500 และมีมติให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดูแลสั่งการใช้กำลังทหารและตำรวจปราบประชาชน แต่จอมพลสฤษดิ์ไม่ได้ทำตามคำสั่ง รัฐบาลจึงประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินและเปิดประชุมรัฐสภา ตั้งรัฐบาล ซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลก็ไม่ได้มีความมั่นคง นอกจากประชาชนต่อต้านและประท้วงแล้ว ภายในรัฐบาลเองก็มีปัญหาขัดแย้งกัน รัฐบาลครองอำนาจอยู่เกือบ 7 เดือน ก็ถูกจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจในวันที่ 16 กันยายน 2500 และมีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 พ้นจากตำแหน่งด้วย

14 ตุลา 2516 : เรียกร้องรัฐธรรมนูญ-ต้านอำนาจคณาธิปไตย

“14 ตุลา” เป็นการชุมนุมนำโดยนิสิตนักศึกษาซึ่งมีเหตุการณ์สืบเนื่อง-ยืดเยื้อมาก่อนหน้านั้นเป็นเวลานาน เมื่อพูดถึง “14 ตุลา” เราจึงต้องพูดถึงการเรียกร้องก่อนหน้านั้นอันเป็นมูลเหตุให้เกิดการชุมนุม อันนำมาสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า “14 ตุลา”

การเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาและประชาชนเกิดจากการสั่งสมความกดดันต่อการเมืองการปกครองไทยที่อยู่ใต้การปกครองแบบเผด็จการมานานหลายปี อยู่ภายใต้วงจรอุบาทว์ที่มีการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า

ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2515 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) แสดงความไม่พอใจต่อการผูกขาดอำนาจของรัฐบาลเผด็จการคณาธิปไตย โดยมีการเดินประท้วงสินค้าญี่ปุ่น, ประณามการใช้อิทธิพลของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปล่าสัตว์ในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ต่อมาวันที่ 21-22 มิถุนายน 2516 มีการชุมนุมคัดค้านการไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง 9 คนออก

การชุมนุมกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ข้อสรุปว่า หากปราศจากสิทธิเสรีภาพและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศก็เป็นไปได้ยาก นำมาซึ่งการเรียกร้องรัฐธรรมนูญในวันที่ 5-6 ตุลาคม 2516 ซึ่งในวันที่ 6 ตุลาคมนั้นเองที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวแกนนำและผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวน 13 คน

เช้าวันที่ 9 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เริ่มมีการชุมนุมและการอภิปรายโจมตีรัฐบาล นำโดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเสาวนีย์ ลิมมานนท์ วันเดียวกันนั้น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ออกแถลงการณ์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา ภายในวันที่ 15 ตุลาคม และให้ประกาศรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธันวาคม ส่วนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีการชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมเช่นกัน

บ่ายวันที่ 9 ตุลาคม อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 205 คน ทำหนังสือถึงนายกฯให้พิจารณาปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม แต่รัฐบาลตอบโต้โดยใช้มาตรา 17 แห่ง “ธรรมนูญการปกครอง” กับผู้ต้องหา ซึ่งให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่นายกฯ โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายแต่อย่างใด

วันที่ 10 ตุลาคม ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลายเป็นศูนย์กลางของการชุมนุม นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชนหลั่งไหลเข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วปักหลักชุมนุมประท้วงโดยสันติวิธี จนถึงวันที่ 12 ตุลาคม ในระหว่างนั้นมีการส่งตัวแทนไปเจรจากับฝ่ายรัฐบาล แต่ตกลงกันไม่ได้

เที่ยงตรงวันที่ 13 ตุลาคม ผู้ชุมนุมหลายแสนคนเดินขบวนออกไปยังถนนราชดำเนินกลาง แล้วเคลื่อนขบวนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้าในช่วงเย็น และมีรายละเอียดมากมายหลังจากนั้น กระทั่งเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยใช้กำลังและอาวุธเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมในเช้ามืดวันที่ 14 ตุลาคม ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคมความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการลุกฮือของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ต้องลงจากตำแหน่ง และลี้ภัยไปต่างประเทศพร้อมด้วยอีก 2 แกนนำรัฐบาล คือ จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร

6 ตุลา 2519 : ค้านการกลับมาของอดีตผู้นำเผด็จการ

เหตุการณ์ “6 ตุลา” อาจจะพูดได้ว่าเป็นเหตุการณ์ภาคต่อจาก “14 ตุลา” เนื่องจากมีตัวละครสำคัญตัวเดียวกัน

หลังจากที่แกนนำรัฐบาล ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ลี้ภัยออกไปนอกประเทศเนื่องจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 สองปีหลังจากนั้นเริ่มมีสัญญาณว่าทหารกลุ่มเดิมวางแผนกลับสู่อำนาจอีกครั้ง

วันที่ 16 สิงหาคม 2519 ประภาสกลับเข้ามาในประเทศไทย ด้วยข้ออ้างว่าจะกลับมารักษาตา แต่เนื่องจากมวลชนประท้วง ประภาสจึงยอมเดินทางออกจากประเทศในวันที่ 22 สิงหาคม

ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2519 ถนอมหาทางกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยการบวชเป็นสามเณรมาจากต่างประเทศ แล้วไปบวชพระที่วัดบวรฯ เขาบอกว่าจะไม่แสวงหาอำนาจใด ๆ อีก แต่ประชาชนไม่เชื่อในคำอ้าง จึงมีการรวมตัวประท้วง

ข้อเรียกร้องของการประท้วงครั้งนี้ก็คือ เรียกร้องให้นำตัวจอมพลถนอมมาขึ้นศาลพิจารณาคดี คัดค้านการบวช และคัดค้านความพยายามที่จะก่อการรัฐประหาร

การชุมนุมต้านจอมพลถนอมเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ชุมนุมยื่นคำขาดให้รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แก้ไขปัญหาเรื่องพระถนอม ให้จับตัวคนร้ายที่ก่อการฆาตกรรม 2 ช่างไฟฟ้านครปฐมมาลงโทษ และขอให้รัฐบาลจัดกำลังรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ชุมนุม

2 ตุลาคม 2519 ถึงกำหนดเวลาเส้นตายที่ยื่นไว้ ตัวแทน ศนท.ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า จึงตกลงให้มีการชุมนุมประชาชนครั้งใหญ่ที่สนามหลวง ในเวลาเย็นวันที่ 4 ตุลาคม

เวลา 15.30 น. วันที่ 4 ตุลาคม เริ่มมีการชุมนุมที่สนามหลวง แล้วช่วงค่ำกลุ่มนักศึกษาที่นำการชุมนุมมีมติให้ย้ายเวทีเข้ามาชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อความสะดวกในการรักษาความปลอดภัย

เช้าวันที่ 5 ตุลาคม หนังสือพิมพ์และวิทยุนำเสนอข้อมูลข่าวสารบิดเบือน ใส่ร้ายผู้ชุมนุม มีการปลุกปั่น ปลุกระดมให้ประชาชนฝ่ายขวาออกมาชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ช่วงดึกของวันนั้น ฝ่ายขวาย้ายสถานที่ชุมนุมมายังสนามหลวง และมีการยั่วยุประชาชนให้เกลียดชังนักศึกษามากยิ่งขึ้น

เช้าวันที่ 6 ตุลาคม ตำรวจเริ่มยิงอาวุธสงครามใส่ผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ จากนั้นใช้กองกำลังตำรวจกองปราบฯและหน่วยตำรวจตระเวนชายแดนนำการกวาดล้างนักศึกษาด้วยอาวุธสงคราม มีผู้เสียชีวิตฝ่ายประชาชนอย่างน้อย 41 คน และบาดเจ็บ 145 คน เหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกบันทึกว่าเป็นการนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

เยาวชนปลดแอก 2563 : 3 ข้อเรียกร้อง 2 หลักการ 1 ความฝัน

หลังจากที่นิสิตนักศึกษาหลับใหล ไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นำโดยนักศึกษามาหลายทศวรรษ ความเคลื่อนไหวก็ปรากฏขึ้นในยุคสมัยของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ครองอำนาจบริหารประเทศอย่างไม่ชอบธรรม

กลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” นำโดยสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) เคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 แล้วต้องหยุดไปเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยคลี่คลาย กลุ่มเยาวชนปลดแอกได้จัดการชุมนุมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563

การชุมนุมมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อ ได้แก่ 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.ยุบสภา 3.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พร้อมยื่นคำขาดว่า ถ้ารัฐบาลไม่มีการตอบรับจะรวมตัวอีกครั้ง

ต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม กลุ่มเยาวชนปลดแอกได้ประกาศจัดตั้ง “คณะประชาชนปลดแอก” เพื่อให้ประชาชน เข้าร่วมมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่กลุ่มเยาวชน

วันที่ 16 สิงหาคม คณะประชาชนปลดแอกนัดชุมนุมใหญ่ ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การชุมนุมครั้งนี้มีประชาชนเข้าร่วมหลายหมื่นคน ปิดการชุมนุมในช่วงดึกด้วยการที่แกนนำอ่านแถลงการณ์การชุมนุม “3 ข้อเรียกร้อง 2 หลักการ 1 ความฝัน” ซึ่งประกอบด้วย

1.รัฐบาลต้อง “หยุดคุกคามประชาชน” ที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย

2.รัฐบาลต้อง “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” ที่มาจากเจตจำนงของประชาชน เพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนอย่างแท้จริง

3.รัฐบาลต้อง “ยุบสภา” เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงในการเลือกผู้แทนของตนได้อีกครั้ง

โดยตั้งอยู่บน 2 หลักการที่ว่า จะต้องไม่มีการรัฐประหารและการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ภายใต้ 1 ความฝัน คือ การมี “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ” อย่างแท้จริง

แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม 2563 : ล้มกระดานเผด็จการ

“แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” การรวมตัวของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ชุมนุมใหญ่ครั้งแรก ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 กับข้อเรียกร้องที่ทะลุเพดานการชุมนุมเรียกร้องที่เคยมีมาในประเทศไทย โดยมุ่งประเด็นไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์

ต่อมาแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้เลือกเอาวันที่ 19 กันยายน 2563 ซึ่งเป็นวันครบรอบรัฐประหาร ปี 2549 เป็นวันนัดชุมนุมใหญ่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อมีผู้ชุมนุมจำนวนมากเกินกว่าสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะรองรับได้ จึงย้ายออกมาชุมนุมที่สนามหลวงตามที่วางแผนไว้

ในการชุมนุมครั้งนี้ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้เสนอ “ยุทธศาสตร์ล้มกระดานเผด็จการ” ซึ่งประกอบด้วยข้อเรียกร้องใหญ่ 3 ข้อ ได้แก่

1.ให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกลุ่มเครือข่ายผลประโยชน์ที่ถูกแต่งตั้งมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อธำรงไว้ซึ่งอำนาจของระบบเผด็จการ ลาออกทั้งหมด

2.ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยจะต้องมีการตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และต้องร่างใหม่ได้ทุกหมวด ทุกมาตรา โดยเฉพาะหมวดพระมหากษัตริย์

3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตามแนวทางที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้เรียกร้อง 10 ข้อ

จากนั้นในเช้าวันที่ 20 กันยายน แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกผ่าน พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะนายตำรวจราชองครักษ์ และได้อ่านเนื้อหาจดหมายเปิดผนึกต่อหน้าสื่อมวลชน ผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ ซึ่งเนื้อหาในจดหมายดังกล่าวมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังที่กล่าวไปแล้ว

ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมในแต่ละเหตุการณ์มากหรือน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่น่าจะเป็นฉันทามติ หรือความเห็นพ้องต้องกันก็คือ คุณค่าของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบเดียวที่ประชาชนมีอำนาจตัดสินใจ เป็นระบอบที่สิทธิและเสียงของคนทุกคนมีค่ามีความหมายเท่ากัน เป็นระบอบที่รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ประชาชนคนธรรมดาสามารถออกมารวมตัวกันชุมนุมเรียกร้องได้ และจะต้องไม่ถูกคุกคาม หรือใช้กำลังปราบปราม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...