โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับครูทิว ปัญหาอำนาจนิยมในโรงเรียน และการสร้างความเข้าใจระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง

TODAY

อัพเดต 18 ม.ค. 2563 เวลา 19.05 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 19.05 น. • Workpoint News

ปัญหาระหว่างเด็ก โรงเรียน ครู และผู้ปกครอง คือหนึ่งในสิ่งที่ถูกนำมาถกเถียง และพูดถึงนับครั้งไม่ถ้วน ภาพความรุนแรงในสถานศึกษา หรือปัญหาต่างๆ ถูกเผยแพร่ และสะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัดในสังคมยุคปัจจุบัน แล้วอะไรคือจุดศุนย์รวมของปัญหาเหล่านี้ แล้วจะกระบวนการแก้ไข เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างไร

ครูทิว ว่าที่เรือตรี ธนวรรธน์ สุวรรณปาล ครูวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนวัดธาตุทอง แอดมินเพจครูขอสอน จะมาสะท้อนปัญหา และนำเสนอแนวคิดในการแก้ปัญหาต่างๆ ในโรงเรียน ผ่านรายการ Workpoint Today เพื่อทำให้โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเป็นพื้นที่ของเด็ก เพื่อให้ครูและสถานศึกษาปรับวิธีคิดในการดูแลนักเรียน และเพื่อให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการแชร์ความคิดเห็น และความต้องการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันของทุกฝ่าย

ปัญหาในโรงเรียนของเด็กไทย

เราจะเห็นว่าวัฒนธรรมที่มันเกิดความรุนแรง หรือการละเมิดสิทธิบางอย่างในโรงเรียน เรากลับทำให้มันเหมือนเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องเคยชิน แต่มันเกิดเป็นประเด็นในช่วงหลังๆ มาจากการการเด็กมีช่องทางในการสื่อสารหรือการส่งเสียงมันเพิ่มมากขึ้น ทำให้เด็กเริ่มมีเวทีเพื่อแสดงความคิดเห็น ทำให้สังคมเริ่มถกเถียงเรื่องนี้กัน ซึ่งรายละเอียดของปัญหาต่างๆ ในโรงเรียนมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรงผม, เครื่องแต่งกาย, เรื่องเสื้อซับใน หรือเรื่องของการใช้ความรุนแรง โดยรวมแล้วปัญหามันอยู่ที่วัฒนธรรมอำนาจนิยมในสถานศึกษา ที่เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ปัญหาต่างๆ และเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียนด้วย

คือเราต้องมาตั้งคำถามกันก่อนว่าเราไปโรงเรียนทำไม แล้วเป้าหมายของการมีโรงเรียนเนี่ยมีไว้ทำไม ซึ่งกลุ่มครูขอสอนเองก็เคยทำแบบสอบถามในหัวข้อเราไปโรงเรียนทำไม แล้วเราก็มีตัวเลือกเช่น ไปรับการถ่ายทอดวิชาความรู้, การไปถูกขัดเกลาอบรมสั่งสอน, การไปพัฒนาร่างกาย-จิตใจ, การได้ไปค้นพบตัวเอง หรือการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ตอบ พัฒนาตัวเอง, ค้นพบตัวเอง, เปลี่ยนแปลงสังคม

ถามย้อนกลับมาว่าโรงเรียนในปัจจุบันมันตอบโจทย์ตามนั้นหรือเปล่า ส่วนใหญ่ยังเป็นระบบธนาคารความรู้หรือเปล่า พูดง่ายๆ คือ เราฝากความรู้ไว้กับเด็ก เด็กคนไหนสะสมได้มากก็จะเป็นคนที่ดีเยี่ยมเป็นคนเก่ง หรือจะเป็นระบบการศึกษาที่ขัดเกลามีธงอยู่แล้วว่าแบบไหนที่ดี แล้วเราก็เอาส่วนที่ไม่ต้องการออกเพื่อให้เด็กเป็นในแบบที่เราต้องการ แต่เราเคยถามเด็กมั้ยว่าเขาต้องการเป็นแบบไหน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ก็สะท้อนว่า โรงเรียนตั้งธงไว้อยู่ว่า ฉันจะคอยขัดเกลาเธอนะ เธอจะต้องเป็นตามนี้ ซึ่งมันค่อนข้างขัดกับโรคยุคปัจจุบันและความต้องการของเด็กเขา

กฎระเบียบที่บังคับใช้ คือปัญหาที่สร้างปัญหาในการใช้ชีวิตในโรงเรียนของเด็กหรือป่าว

คือผมไม่ได้บอกว่าไม่ควรจะมีกฎระเบียบ แต่ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับหลักเหตุและผล คือกฎระเบียบบางอย่างมันดูไม่มีเหตุผล บางอย่างมันเหมือนเอาตามใจว่าผู้ใหญ่ ว่าแบบนี้สวย, ดี หรือเรียบร้อย ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าโรงเรียนอยากให้ทุกคนเหมือนกัน นักเรียนที่ดีจะต้องทำตามที่โรงเรียนกำหนด คิดเหมือนกันทำเหมือนกัน แต่จริงๆ มันควระจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความหลากหลาย เด็กเปรียบได้กับต้นไม้ ที่เจริญเติบโตไม่เหมือนกัน พวกเขาจะเติบโตตามสไตล์ของตัวเอง

เปิด 3 ประการ ครูต้องแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่มีเวลาสอน

ครูในระบบการศึกษาของไทยไม่ได้ทำหน้าที่ครูจริงๆ เราเลยมาตั้งคำถามว่าจริงๆ ครูควรทำอะไรบ้าง คือครูควรจะสอนแล้วก็เป็นผู้ที่จะสร้างกระบวนการพัฒนาผู้เรียนให้เจริญเติบโตอย่างที่เขาควรจะเป็น แต่ทุกวันนี้เรากลับถูกเบียดบัง หรือมีภาระงานอื่นที่มันเข้ามา แล้วทำให้ครูไม่สามารถสอนหรือทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

โดยหลักแล้วหน้าที่ครูในปัจจุบันก็คือ ปะรการแรก สอนหนังสือเป็นหลัก เรื่องของวิชาการ การจัดกระบวนการเรียนรู้ ประการที่ 2 คือการช่วยเหลือนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นช่วงโฮมรูม ไปเยี่ยมบ้าน ดูแลสารทุกข์สุขดิบ มานั่งปรับทุกข์ และดูว่านักเรียนมีปัญหาอะไรยังไง หรือใครเก่งด้านไหนเราก็ส่งเสริมเขา

ประการที่ 3 ผมขอเรียกว่าเป็นภาระแล้วกัน ในที่นี้หมายถึงมีหน้าที่งานฝ่ายต่างๆ คือเหมือนกับเราเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในโรงเรียนที่จะต้อง คอยหมุนเพื่อให้โรงเรียนดำเนินงานไปได้ โอเคว่าบางงานอย่างในงานวิชาการ งานหลักสูตร ต่างๆ เหล่านี้ มันเป็นเรื่องของครูที่ต้องรับผิดชอบ แต่อย่างบางงานเช่น อาคารสถานที่ ต้องมาเฝ้าช่างทำห้องน้ำใหม่ ฝ่ายพัสดุจะต้องมานั่งคีย์เลข คีย์ราคาทำการประมูล ฝ่ายการเงินที่จะต้องทำบัญชีทุกวัน เงินเข้าเงินออก โรงเรียนเบิกจ่ายอะไรไปเท่าไหร่ หรืองานบุคคลที่จะต้องดูใครขาด,ลา,มาสายอะไรยังไง

ซึ่งผมมองว่าภาระงานส่วนนี้ บางอย่างมันไม่จำเป็นต้องให้ครูทำก็ได้ ควรจะมีคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะมาทำหน้าที่ตรงนี้ ครูเองก็จะได้ไม่ต้องพะวง เพราะงานตรงนี้เราก็ทิ้งไม่ได้ ทำให้เราพะวง พอเราพะวงแล้วบางครั้งมันก็ไปเบียดเบียนการสอน ทุกวันนี้ระบบในสังคมเราทำให้โรงเรียนกลายเป็นสินค้า แล้วบรรดาครูก็มีสถานะเหมือนเป็นพนักงานที่คอยผลิตสินค้า แล้วเราก็ต้องแข่งให้สินค้าเราได้มาตรฐาน มีอะไรมาการันตีเพื่อให้ลูกค้าเข้า ดังนั้นเราก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อการันตีว่าโรงเรียนฉันมีคุณภาพ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามันผิดลู่ผิดทาง

อำนาจนิยมในโรงเรียน

ผมเข้าใจมุมมองของผู้ปกครองหลายท่าน ที่เรียกร้องโหยหาการบังคับหรือระเบียบวินัยที่เข้มงวด เพราะผู้ปกครองรู้สึกว่าเด็กวินัยหละหลวมจนเกิดไป แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอยู่ในศตวรรษนี้ หรือในศตวรรษก่อนก็ตาม เรื่องพวกนี้ถามว่าทำไมมันเกิดความรุนแรง และการใช้อำนาจนิยม หรือการเรียกร้องหาไม้เรียวๆ เพื่อที่จะให้เด็กมีวินัย ให้เด็กเป็นเด็กดี มันเกิดจากการที่เราต้องการควบคุม หมายความว่าตัวครูเอง ตัวโรงเรียนเอง หรือแม้แต่สังคมไทยเราเอง เราไม่มีวิธีการอื่นในการขัดเกลาหรือเลี้ยงดูเขา เราใช้วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ “ทำให้กลัว” ทำให้เข็ดหลาบ ทำให้จำว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้เธอเจ็บนะ เธอจะโดนตี พอทำไปซ้ำๆ มันก็จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ว่า อ่อฉันจะต้องทำแบบนี้ถึงจะไม่โดนตี

แต่ที่จริงแล้วมันมีวิธีอื่น แล้วมันเป็นวิธีที่ดีกว่าคือ เราต้องคุย เราต้องใช้หลักประชาธิปไตยมากกว่าอำนาจนิยม ผมขออธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจในโรงเรียนอย่างนี้ครับว่า ในสังคมเองหรือในโรงเรียนมันมีอำนาจอย่างนี้ 3 ตัว 1.อำนาจเหนือ 2.อำนาจร่วม และ 3.อำนาจภายใน อำนาจเหนือคือสิ่งที่เราใช้กันอยู่ตลอดอยู่แล้ว เพื่อที่จะควบคุม-บังคับคนในสังคม หรืออย่างครูบังคับเด็ก ผู้ปกครองบังคับลูก

สิ่งที่เราขาดไปแล้วผมอยากให้มีเพิ่มมากขึ้นในสังคมนี้ โดยเฉพาะในห้องเรียนคือ อำนาจร่วม หมายความว่า เราเอง (ครู) ในฐานะที่มีแหล่งที่มาของอำนาจสูงกว่า ทำยังไงที่เราจะแชร์ เช่น เราให้กำลังใจเขา เราฟังเขาโดยที่ไม่ตัดสิน คอยแบ่งปันความรู้และข้อมูล หรือแชร์การตัดสินใจ ซึ่งอันนี้สำคัญมาก เพราะในสังคมไทยเราไม่ว่าจะเป็นในครอบครัวหรือในโรงเรียน ผู้ใหญ่ไม่ค่อยแชร์อำนาจกราตัดสินใจให้กับเด็ก ซึ่งผู้ใหญ่มักจะเป็นคนคอยกำหนดทิศทางว่า เด็กจะต้องไปซ้าย เด็กจะต้องไปขวา เด็กจะต้องไปข้างหน้า แต่อย่างน้อยๆ ถึงเราจะเป็นคนตัดสินใจแต่ก็ควรรับฟังความเห็นเขาบ้าง เช่นถามเด็กก่อนว่า ถ้าพ่อจะทำแบบนี้ลูกคิดว่ายังไง หรือครูจะทำแบบนี้นักเรียนคิดว่าโอเคหรือเปล่า ซึ่งทางเราสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ได้ในชั้นเรียนมันจะเปลี่ยนสังคม

โรงเรียนจำลองสังคม หรือโรงเรียนสร้างสังคม?

คือมันก็มีข้อโต้เถียงเหมือนกันว่า โรงเรียนมันจำลองสังคมมา หรือจริงๆ แล้วโรงเรียนเป็นตัวสร้างสังคมต่างหาก ดังนั้นผมมองว่าถ้าเราไม่เริ่มที่โรงเรียนแล้วเราจะไปเริ่มที่ไหน คือคิดว่าโรงเรียนมันเป็นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือที่บ้าน ซึ่งมันจะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ต้องสร้างความเข้าใจวางเป้าหมายร่วมกัน และไปสู่จุดหมายพร้อมกัน

ความร่วมมือของผู้ปกครองและคุณครู

ผมว่าผู้ปกครองและครูต้องร่วมมือกันมากขึ้น เราต้องพูดคุยกัน ผู้ปกครองฟังครู ครูฟังผู้ปกครอง ฟังกันและกันให้มากขึ้น เราต้องเปิดใจและสร้างพื้นที่ๆ ปลอดภัยสำหรับครูและผู้ปกครอง โดยส่วนตัวผมเองผมเปลี่ยนการประชุมผู้ปกครอง จากปกติที่ผู้ปกครองมาประชุมแล้วมานั่งฟังผู้อำนวยการและครูพูดอะไรนิดหน่อย แล้วก็พูดแต่ปัญหาเรื่องเด็ก แต่ได้เปลี่ยนให้ผู้ปกครองได้คุยกันมากขึ้น ให้ผู้ปกครองได้มีพื้นที่ที่เขาจะได้แลกเปลี่ยนกัน แล้วเราเองก็ได้รับฟังไปด้วย และให้ผู้ปกครองรู้สึกได้มีส่วนร่วม ผู้ปกครองก็จะมีความสะบายใจในการคุยปัญหาเรื่องลูกและครูและผู้ปกครองด้วยกันเอง ซึ่งก็จะก่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีตามมา

 

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : ธนวรรธน์ สุวรรณปาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...