โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยเบฟฯ ยอดร่วง "เหล้า-เบียร์" พ่ายโควิด-19 ฉุดรายได้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ส.ค. 2563 เวลา 07.39 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2563 เวลา 08.54 น.

“ไทยเบฟฯ” เปิดผลประกอบการ 9 เดือน “น้ำเมา-ธุรกิจอาหาร” ร่วงทำรายได้วูบ 7.4% ผลพวงโควิด-19 มาตรการล็อกดาวน์ ทำเหล้า-เบียร์สะดุด เผยล่าสุดทางการปลดล็อกยี่ปั๊ว-ซาปั๊วแห่เติมสต๊อก เผยมาตรการรัดเข็มขัด ควบคุมค่าใช้จ่าย-ลดงบฯโฆษณา หนุนตัวเลขกำไรออกมาดี โอด “ซาเบโก” ในเวียดนามกระทบหนัก

รายงานข่าวจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานรอบ 3 ไตรมาส สิ้นสุด 30 มิถุนายน (ก.ย. 62-มิ.ย. 63) ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดยระบุว่า บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 190,099 ล้านบาท ลดลง 7.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 จากผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ประเทศที่เป็นแหล่งรายได้หลักอย่างไทยต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ และห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั่วคราว เช่นเดียวกับเวียดนามที่นำมาตรการล็อกดาวน์มาใช้

อย่างไรก็ตาม ด้านผลกำไรเติบโตขึ้น โดยกำไรก่อนหักภาษี (EBITDA) เพิ่มขึ้น 2.2% จากช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว เป็น 32,851 ล้านบาท ด้วยแรงหนุนจากกำไรก่อนหักภาษีของเซ็กเมนต์เหล้าและเครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ ที่เพิ่มสูงขึ้นตามการฟื้นตัวหลังคลายล็อกดาวน์ ร่วมกับมาตรการรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาและโปรโมชั่นลง เช่นเดียวกับสถานะทางการเงินของบริษัทยังมั่นคง ทั้งจากปริมาณกระแสเงินสด และการชำระหนี้เงินกู้ระยะสั้นรวมมูลค่ากว่า 5,700 ล้านบาท ไปตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยไม่เสียค่าปรับการชำระก่อนกำหนด

ทั้งนี้ บริษัทไทยเบฟฯได้ฉายภาพการฟื้นตัวนี้ว่า ยอดขายเหล้าในเชิงปริมาณในไทยเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นจังหวะที่มาตรการห้ามขายเครื่องดื่ม

แอลกอฮอล์ชั่วคราวถูกยกเลิก กระตุ้นให้บรรดาผู้ค้าส่งเริ่มกลับมาสั่งสินค้าเพื่อเติมสต๊อกของตนเองอีกครั้ง ทำให้ช่วงที่เหลือของเดือนพฤษภาคมไปจนถึงมิถุนายน ยอดขายกระเตื้องขึ้นจนถึงระดับที่เกือบจะชดเชยยอดขายที่หายไปในช่วงล็อกดาวน์ได้

นอกจากนี้ ความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอสินค้าที่ครอบคลุมหลายเซ็กเมนต์ของตลาด และพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์นอกร้านอาหาร หรือสถานบันเทิงของชาวไทย ยังมีส่วนช่วยลดความเสียหายในช่วงการระบาด เห็นได้จากในเมียนมา ซึ่งความแข็งแกร่งของแบรนด์และส่วนแบ่งตลาดในเซ็กเมนต์วิสกี้ช่วยให้ธุรกิจเหล้าของบริษัทอยู่ในระดับทรงตัว ทั้งหมดนี้ช่วยให้กำไรก่อนหักภาษีของธุรกิจเหล้าเติบโตถึง 4.9% จากปีก่อนเป็น 21,560 ล้านบาท แม้ยอดขายจะลดลง 0.5% เหลือ 88,455 ล้านบาท เช่นเดียวกับยอดขายเชิงปริมาณที่ลดลง 2.5% ก็ตาม

รายงานจากบริษัทไทยเบฟฯยังระบุว่า นอกจากเหล้าแล้ว เครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยของบริษัทในช่วงโควิด โดยแม้รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 12,488 ล้านบาท และยอดขายเชิงปริมาณที่ลดลงไป 3.8% เป็น 1,707 ล้านบาท แต่ด้านกำไรก่อนหักภาษีกลับเติบโตก้าวกระโดดถึง 301.6% สวนทางกับยอดขายและรายได้ ซึ่งเป็นผลจากนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายในธุรกิจอย่างเข้มงวด เช่น ลดค่าโฆษณาและโปรโมชั่น ประกอบกับสร้างกำไรจากการดำเนินงาน และรายได้ด้านอื่น ๆ

“ตรงกันข้าม ธุรกิจเบียร์ยังคงท้าทาย โดยเฉพาะในเวียดนามที่มาตรการล็อกดาวน์กระทบกับยอดขายของซาเบโกอย่างหนัก ส่งผลให้รายได้จากการขายในธุรกิจนี้ลดลง 14.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 79,317 ล้านบาท เช่นเดียวกับยอดขายเชิงปริมาณที่ลดลง 15.5% เป็น 1,741.6 ล้านลิตร”

ทั้งนี้ บริษัทไทยเบฟฯยังระบุในรายงานว่า หากไม่รวมส่วนของซาเบโกแล้ว ยอดขายธุรกิจเบียร์จะลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะรายงานสภาพตลาดของหน่วยงานภายนอกนั้น ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทในตลาดเบียร์ประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง จนสามารถทำลายสถิติเดิมเมื่อเดือนเมษายนปี 2559 ได้ เนื่องจากยอดขายเชิงปริมาณที่เพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความเข้มงวดในการใช้งบฯโฆษณาและโปรโมชั่นในไทย เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง รวมกับการลดค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ในเวียดนาม และแนวโน้มที่ธุรกิจต่าง ๆ ในเวียดนามเริ่มกลับมาเปิดทำการหลังคลายล็อกดาวน์ ทำให้อัตรากำไรก่อนหักภาษีของธุรกิจเบียร์ดีขึ้น แต่ยังคงลดลง 9.3% เหลือ 8,833 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจอาหารมียอดขาย 9,935 ล้านบาท ลดลง 14.7% เนื่องจากผลกระทบของมาตรการห้ามทานอาหารในร้านช่วงเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ทำให้โอกาสขายลดลง แม้ส่วนบริการดีลิเวอรี่ของบริษัทจะเติบโต แต่ไม่สามารถชดเชยกับค่าใช้จ่ายคงที่ในธุรกิจอาหารอย่างค่าเช่าพื้นที่ และค่าแรงพนักงานได้ ทำให้กำไรก่อนหักภาษีลดลงเหลือ 751 ล้านบาท

ผลประกอบการนี้สะท้อนถึงความพยายามปรับตัวของยักษ์เครื่องดื่มที่หันมาเน้นรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาดลง เพื่อเพิ่มสัดส่วนกำไร หลังจากรายได้รวมครึ่งปีแรก (1 ต.ค. 62-31 มี.ค. 63) อยู่ที่ 137,092 ล้านบาท ลดลง 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีรายได้ 142,619 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 14,789 ล้านบาท เติบโต 3.9%แบ่งเป็น ธุรกิจเหล้ามีรายได้ 64,262 ล้านบาท เติบโต 2.5% ธุรกิจเบียร์ 56,875 ล้านบาท ลดลง 11.2% เครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ 8,690 ล้านบาท เติบโต 4.9% ธุรกิจอาหาร 7,351 ล้านบาท ลดลง 3.2%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ไทยเบฟฯได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ 2 แบรนด์ คือ สุราข้าวหอม “นิยมไทย” และสุราแช่สมุนไพร “พญานาค” เพื่อชิงส่วนแบ่งในเซ็กเมนต์เหล้าขาว และสุราแช่สมุนไพรคืน หลังปล่อยให้คู่แข่ง “ตะวันแดง” ของค่ายคาราบาว ออกโปรดักต์มาชิงส่วนแบ่งทั้งเหล้าขาว เหล้าสี รวมทั้งการเปิดเซ็กเมนต์ใหม่อย่าง สุราข้าวหอม มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ในขวดสีเขียว คล้ายกับโซจู เหล้าขาวเกาหลี รวมถึงเซ็กเมนต์สุราแช่สมุนไพร แบบขวดเล็ก ที่ปล่อยให้กลุ่มเพ็ญภาคสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดย “นิยมไทย” เน้นกลยุทธ์ราคา ด้วยการขายที่ 60 บาท ถูกกว่าตะวันแดงถึง 10 บาท เน้นเจาะร้านค้าเทรดดิชั่นนอลเทรด และใช้แพ็กเกจจิ้งขวดแก้วสีเขียวเหมือนกัน ส่วน “พญานาค” นั้นวางราคาขาย 25 บาท เช่นเดียวกับตราพญานาค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...