61 ปี “โคคา สุกี้" สลัดภาพแบรนด์แก่ ปรับคอนเซ็ปต์ร้าน เอาใจวัยรุ่นสาย ig
เปิดร้านโคคา สุกี้ มาได้ 61 ปี ได้เวลาที่ พิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ ต้องส่งไม้ต่อให้กับเจน 3 ซึ่งเป็นลูก ๆ ทั้ง 4 คน นำโดย นัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ ทายาทคนโต ปั้นโฉมใหม่ "โคคา สุกี้" เซ็นทรัลเวิลด์ ให้มีบรรยากาศทันสมัย เมนูใหม่ๆ พร้อมเรื่องทั้งตำนานและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ มุ่งตอบโจทย์วัยรุ่นสายอินสตาแกรมอายุ 18-25 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่แบรนด์ต้องการไล่ล่าอย่างจริงจัง เพื่อเติมพอร์ตให้ครบทุกเจนเนอเรชั่น
พิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โคคา โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า "เจเนอเรชั่นนี้ทำอะไรไม่อยู่ในกรอบ สำหรับสาขาเซ็นทรัลเวิลด์เป็นโปรเจคท์แรกที่ลูก ๆ ทำด้วยกัน เพื่อนำเสนอว่าเขาต้องการเห็นโคคาเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต"
“สมัยก่อนคนกินอาหารนอกบ้าน เพราะคิดถึงคุณภาพและความอร่อยของอาหาร แต่สมัยนี้ไม่พอแล้ว ร้านต้องสวยด้วย ความสะดวกสบายก็ต้องมี และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 18-25 ปี ในขณะที่กลุ่มลูกค้าหลักของเราอายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนกลุ่มอายุ 25-40 ปี เขาจะจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ พ่อแม่เคยพามากิน" นัฐธารี พันธ์ุเพ็ญโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โคคา โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เล่ารายละเอียด
สาขาเซ็นทรัลเวิล์ดพื้นที่ 250 ตร.ม. ใช้งบปรับปรุง 15 ล้านบาท ใช้คอนเซ็ปต์ 60s is the new 20s เพื่อสื่อให้เห็นถึงตำนานของแบรนด์โคคา แต่ยังดูสดใสและมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ด้วยการตกแต่งสไตล์มินิมัลลิสต์ รับสมัครพนักงานรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มเติม รวมถึงเปลี่ยนยูนิฟอร์มใหม่
พร้อมกับติดตั้งที่ชาร์จแบบไร้สายและยูเอสบีทุกโต๊ะ เพราะเวลาเฉลี่ยในการกินสุกี้ต่อครั้งอยู่ที่ 1 ชั่วโมงครึ่ง กินเสร็จ ชาร์จแบตเต็ม ไปช้อปปิ้งต่อได้สบายใจ และขณะนี้กำลังพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อให้บริการซื้อกลับบ้าน โดยเตรียมเปิดตัวปีหน้า
ส่วนอาหาร จานชาม และช้อนส้อมต่าง ๆ เน้นสวยงามและเข้ากันกับอาหารแต่ละเมนู นอกจากรสชาติที่วัยรุ่นชอบแล้ว ต้องถ่ายรูปโพสต์ขึ้นอินสตาแกรมแล้วออกมาแล้วสวย เพลงที่เปิดก็ต้องวัยรุ่นขึ้น และยังคงรองรับกับลูกค้าทั้ง 3 เจนเนอเรชั่น มีทั้งเมนูดั้งเดิม และนำเมนูที่มีอยู่ดัดแปลงให้ทันสมัยขึ้น และเป็นเมนูที่เด็กสมัยนี้ชอบกิน
พิทยากล่าวเสริมว่า แม้รายได้ส่วนใหญ่ ของโคคา สุกี้ ราว 65-70% จะมาจากสุกี้ แต่เราก็จะเดินไปในทิศทางนั้น เห็นได้จากแทกไลน์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันว่า… ความอร่อยที่ไม่ได้มีแค่เรื่องสุกี้… โดยคอนเซ็ปต์สาขารูปแบบนี้จะไปเปิดตามช้อปปิ้งมอลล์และแหล่งที่วัยรุ่นนิยมไปแฮงค์เอาท์กัน
Storytelling ต้องมา ดีไซน์ต้องเล่าเรื่อง
นัฐธารี บอกว่า อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะดึงดูดกลุ่ม “วัยรุ่น” ให้หันมาสนใจโคคา สุกี้ ได้ก็คือการใช้ Storytelling เพราะเด็กสมัยนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เรื่องเล่าทำให้เกิดความสนุก เห็นแล้วไปเขียนในอินสตาแกรมได้ ดังนั้นนอกจากดีไซน์ที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ แล้ว พนักงานต้องรู้และอธิบายที่มาที่ไปต่าง ๆ ได้
รวมถึงการเล่าเบื้องหลังที่มาของวัตถุดิบ ผัก พริก ข้าว เป็นรูปแบบของ Farm to Table กว่า 30% เป็นผลักเพาะปลูกเองที่บูทีค ฟาร์มของบริษัทฯ บนพื้นที่ 10 ไร่ ที่บางปะกง ด้วยวิธีปลูกแบบดั้งเดิม หรือออกแกนิค และร่วมมือกับ ชาวนา ชาวสวน
เปิดพอร์ตร้านอาหารโคคา
สำหรับ COCA Restaurant ปัจจุบัน มี 9 สาขา เตรียมเปิดอีก 2 สาขาในปริมณฑลย่านราชพฤกษ์ และพระราม 2 ปรับพื้นที่ให้เล็กลงจากเดิม 300 ตร.ม. เหลือเพียง 100-120 ตร.ม. ค่าเช่าก็จะถูกลง อีกทั้งเตรียมนำเทคโนโลยีเข้ามา เพื่อใช้คนน้อยลง คาดว่าจะมียอดใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 280-300 บาท ต่างจากสาขาในกรุงเทพฯ ซึ่งเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 500 บาทต่อคน
*China White *
ส่วนหนึ่งของแบรนด์โคคา แต่ไม่มีสุกี้ เน้นวัยรุ่น ราคาถูกกว่า ใช้เวลากินน้อยกว่า ในอนาคตวางแผนจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Coca Kitchen
*Mango Tree *
ร้านอาหารไทยสไตล์ Casual Fine Dining กินเป็นเรื่องเป็นราว และใช้รองรับแขก มี 5 สาขาในไทย 37 สาขาทั่วโลก ส่วนใหญ่เปิดที่ญี่ปุ่น
*Mango Tree Bristobar *
ร้านอาหารไทยที่มีคอนเซ็ปต์เด็กขึ้น อาหารกินง่ายขึ้น เปิดตามศูนย์การค้า เป็นแบรนด์ที่โฟกัสต่างประเทศมากว่า วางแผนเข้าไปในสนามบิน ตอนนี้มีพันธมิตรอยู่แล้ว 4-5 แห่ง ที่ฮ่องกง,เซี่ยงไฮ้ และอิตาลี
Mango Tree Kitchen
มี 7 สาขา แบ่งเป็น กระเพรา 3 สาขา,ข้าวมันไก่ 2 ,ผัดไทย 2 สาขา เปิดตามสถานีรถไฟฟ้าในเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เป็นอาหารประเภทGrab&Go เน้นความสะดวกและรวดเร็ว สำหรับซื้อไปกินที่บ้าง
*French St. *
ร้านอาหารฝรั่งเศสสไตล์โพรวองซ์ มี 1 สาขา ที่ O.P. Garden เจริญกรุง เพิ่งเปิดได้ปีเศษๆ
Royal Pavillion
รวมอาหารทุกประเภทที่เครือโคคามี ทั้งไทย จีน และตะวันตก มี 1 สาขา ในราชกรีฑาสโมสร เป็น Exclusive Club
ปัจจุบันร้านอาหารในเครือโคคารวมทุกแบรนด์มี 15 สาขาในไทย และ 67 สาขาทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นสาขาในญี่ปุ่น ราว 24 สาขา ที่เหลือเป็นประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, จีน, มาเลเซีย, เนปาล, อินเดีย และเมียนมา นอกจากนี้ยังมีสาขาที่อังกฤษ ทั้งนี้จะเน้นขยายตลาดต่างประเทศด้วยแบรนด์ Mango Tree เป็นหลัก
พิทยาเล่าว่า เป้าหมายของโคคาในอนาคต คือการเดินตามรอย RIEDEL แบรนด์ผู้ผลิตแก้วไวน์เก่าแก่ของยุโรปที่ส่งผ่านความสำเร็จมาจนถึงรุ่นที่ 11 ในปัจจุบัน
“Brand Value ของโคคา สุกี้ เมื่อผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการแล้วรู้สึกว่าเจ๋งจริง เราไม่เปิดสาขาเยอะ ไม่ต้องการให้อาหารเป็นสินค้าโรงงาน ทุกสาขาของเรายังมีเชฟอยู่ เป็น Craft food จริง ๆ เราไม่ได้เน้นว่าจะมีสักกี่สาขา เราขอโตไปเรื่อย ๆ”
แนวทางในการขยายสาขาของโคคา จะเน้นกลยุทธ์ Collaboration จับมือกับ Strategic Partner ต่าง ๆ มากขึ้น เช่น สปอร์ตคลับ, สนามกอล์ฟ ที่มองหามืออาชีพเข้าไปบริหาร F&B Outletปี 2019 จะเปิดสาขารูปแบบนี้มากกว่าจะเปิดตามศูนย์การค้า เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป หาที่จอดรถลำบาก เดินไกล ผู้บริโภคจะนิยมไปกินอาหารในคอมมูนิตี้มอลล์ หรือตามสถานที่อื่น ๆ มากกว่าเพราะสะดวก
สำหรับยอดขายในประเทศปี 2018 คาดว่าจะปิดที่ 450-500 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 6% คิดเป็นสัดส่วนรายได้จากโคคา 60% ปีหน้าคาดว่าจะเติบโต 10% ส่วนรายได้จากต่างประเทศมากกว่าในไทย 4 เท่า
ต่างจังหวัดยังเป็นแดนสนธยาของโคคา
ปัจจุบันสาขาต่างจังหวัดเพียง 1 สาขา นั่นคือ หัวหิน สาเหตุที่ไม่เปิดสาขาต่างจังหวัดเพิ่มเติมโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ เนื่องจากต้นทุนค่าเช่าและทราฟิกที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้บริการจัดการลำบาก รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคของผู้บริโภคชาวกรุงกับผู้บริโภคต่างจังหวัดที่แตกต่างกัน
ชีวิตหลังเกษียณ
พิทยามีลูกทั้งหมด 4 คน (ลูกสาว 2 คน และลูกชาย 2 คน) แต่ละคนละแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันอย่างชัดเจน คนโตคือนัฐธารี ดูแลด้านโอเปอเรชั่นทั้งหมด คนรองดูแลด้านดีไซน์ คนที่ 3 แม้จะจบด้านกฎหมาย แต่ตอนนี้ดูแลเรื่องฟาร์มและวัตถุดิบ ส่วนคนเล็กดูแลด้านการเงิน
ชีวิตหลังเกษียณของพิทยาจะใช้เวลาอยู่ที่หัวหินสัปดาห์ละ 2-3 วัน เพื่อดูและสาขาที่นั่นแล้ว เขายังมองหาธุรกิจใหม่อย่างบูทีค โฮเต็ล โดนเล็งเปิดในกรุงเทพฯ