โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำนาน “พระเจ้าแตงหวาน” ประวัติศาสตร์อันเลือนลางและวุ่นวายก่อนเมืองพระนครถูกทิ้งร้าง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 31 พ.ค. 2568 เวลา 16.30 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2568 เวลา 04.00 น.
ปราสาทบายน ศูนย์กลางอำนาจพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ภาพโดย Angkor Feel ใน Unsplash)

ตำนาน “พระเจ้าแตงหวาน” ประวัติศาสตร์อันเลือนลางและวุ่นวายก่อนเมืองพระนครถูกทิ้งร้าง

เรื่องราวกึ่งตำนาน ของ “นายแตงหวาน” หรือ พระเจ้าแตงหวาน เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายช่วงเวลาอันมืดมนและวุ่นวายของ อาณาจักรขอม แห่งเมืองพระนคร หรือ “พระนครหลวง” ซึ่งคือห้วงเวลาที่ราชอาณาจักรแห่งนี้จวนเจียนจะล่มสลาย

หลังสิ้นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1761?) อาณาจักรขอม เริ่มเสื่อมอำนาจลงท่ามกลางผลงานมากมายที่พระองค์ทิ้งไว้ ได้แก่ ปราสาท เทวาลัย ศาสนสถานต่าง ๆ ไม่เพียงเป็นประจักษ์พยานพระราชนิยมที่โปรดการก่อสร้างอย่างมโหฬารเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนว่าอาณาจักรของพระองค์จะอยู่ยืนยงไปอีกนาน แต่พระประสงค์ดังกล่าวไม่อาจเป็นจริงได้

เรื่องนี้ ศาสตราจารย์ มาดแลน จิโต ได้เล่าไว้ใน ประวัติเมืองพระนครของขอม(สนพ. มติชน : 2566 ; ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล แปล) ชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์กัมพูชาในยุคผู้ครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือตั้งแต่ พระเจ้าอินทรวรมัน พระเจ้าชัยวรมนันที่ 8 เป็นต้นไปนั้นเต็มไปด้วยความเลือนลาง สับสนวุ่นวาย และความเสื่อมถอยทางอำนาจ

รวมถึงการ “แทรก” ตำนานมาอธิบายการเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ การรุกรานจากกองทัพอยุธยา ผลลัพธ์คือ กษัตริย์เขมรซึ่งเชื่อว่าเป็นลูกหลานของ “พระเจ้าแตงหวาน” ตัดสินใจทอดทิ้งราชธานีอันยิ่งใหญ่อย่าง เมืองพระนครหลวง ไปยังศูนย์กลางแห่งใหม่ทางใต้ของโตนเลสาบ จิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ ณ ช่วงเวลานั้น มีดังต่อไปนี้ [เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

บรรดาพระราชารุ่นหลังที่เมือง “พระนครหลวง”

“พระเจ้าศรีนทรวรมัน” ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1838 ทั้งนี้ เนื่องจากพระสัสสุระ (พ่อตา) ของพระองค์คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ได้ทรงสละราชสมบัติ ไม่ว่าด้วยความเต็มพระทัยหรือไม่ก็ตาม

หลังจากพระเจ้าศรีนทรวรมัน จารึกขอมได้กล่าวถึงกษัตริย์อีก 2 องค์ ปรากฏว่าใน พ.ศ. 1850 พระเจ้าศรีนทรวรมันก็ทรงสละราชสมบัติพระราชทานแด่เจ้าชายองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระญาติ เจ้าชายองค์นี้ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า “พระเจ้าศรีนทรชัยวรมัน” พระองค์ครองราชย์อยู่จนถึง พ.ศ. 1870 และในปีนั้น “พระเจ้าชัยวรรมาทิปรเมศวร” ก็ขึ้นครองราชสมบัติ

มีหลักฐานน้อยมากเกี่ยวกับกษัตริย์ขอมรุ่นสุดท้ายของเมือง “พระนครหลวง” เหล่านี้

ภายใต้รัชกาลของบรรดากษัตริย์ขอมเหล่านี้ ศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายคงจะเป็นศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำภายในราชสำนัก ดังที่จารึกและของถวายที่พระเจ้าศรีนทรชัยวรมันได้ถวายแก่เทวาลัยมังคลารัถได้แสดงไว้

อย่างไรก็ดี พุทธศาสนาลัทธิเถรวาทก็มีความสำคัญยิ่งขึ้นทุกที พร้อมกับพุทธศาสนาลัทธินี้ ความรู้ในภาษาบาลีก็เพิ่มพูนขึ้นด้วยในอาณาจักรขอม ปรากกฏว่า จารึกภาษาบาลีหลักแรกได้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1852

หลังจากที่ภาษาสันสกฤตซึ่งได้มาจากเมืองกบิลปุระได้กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรรมาทิปรเมศวรแล้ว จารึกภาษาสันสกฤตในราชอาณาจักรขอมก็สุดสิ้นลง

ประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรเขมรหรือประเทศกัมพูชาในสมัยต่อมา ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารเขมรหลายเล่ม ซึ่ง (ล้วน) แต่งขึ้นในต้นหรือกลางพุทธศตวรรษที่ 24

พระราชพงศาวดารเขมรฉบับที่เก่าที่สุดปรากฏอยู่แต่เพียงส่วนเดียว แต่งขึ้นใน พ.ศ. 2339 (สมัยรัชกาลที่ 1 ของไทย) ได้แปลเป็นภาษาไทย และพระราชาเขมรในขณะนั้นคือ “นักองค์เอง” ก็ได้ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

พระราชพงศาวดารเขมรอีกฉบับ คือ พระราชพงศาวดารเขมรฉบับออกญาวงศาสรรเพชญ (นง)ได้แต่งขึ้นในกลางพุทธศตวรรษที่ 24 โดยพระราชโองการของพระราชาเขมรคือ “นักองค์จันทร์” แต่งโดยขุนนางเขมรชื่อ “ออกญานง” แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยนายดูดาร์ต์ เดอ ลาเกร (Doudart de lagree) และตีพิมพ์โดยนายฟรานซิส การ์นีเออร์ (Francis Garnier) แต่ระยะศักราชของพระราชพงศาวดารเขมรทั้ง 2 ฉบับไม่ตรงกัน และยังแตกต่างออกไปจากพระราชพงศาวดารเขมรอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งนายมูรา (Moura) ใช้

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับประวัติของเมืองพระนครหลวงในตอนนี้เรามีหลักฐานจากต่างประเทศมาประกอบ คือ หลักฐานทางด้านจีน ไทย เวียดนาม โปรตุเกส และสเปน

เราไม่สามารถทราบได้ว่า “พระเจ้าชัยวรรมาทิปรเมศวร” ทรงเกี่ยวดองกับ“พระเจ้านิรวาณบท”(นิพพานบท) ซึ่งเป็นพระราชาองค์แรกที่พระราชพงศาวดารเขมรกล่าวอ้างถึงอย่างไร

ตามตำนาน พระเจ้านิรวาณบททรงเป็นพระราชโอรสของ “คนทำสวน” ซึ่งได้ฆ่าพระราชาของตน ชาวสวนผู้นี้คือ “นายแตงหวาน”(Trasak Phaem) ผู้เป็นหัวหน้าสวนแตงหวาน

ตำนานที่มีชื่อเสียงของเขมรกล่าวว่า ชาวสวนผู้นี้มีนามว่านายแตงหวาน ได้ปลูกแตงหวานไว้ในไร่ของเขา เป็นแตงที่มีรสชาติโอชะมาก พระราชาที่ขึ้นครองราชย์อยู่ในขณะนั้นทรงโปรดปรานแตงชนิดนี้อย่างยิ่ง ได้ทรงสั่งให้ชาวสวนผู้นี้เก็บรักษาผลแตงทั้งหมดไว้ถวายเฉพาะพระองค์ และเพื่อจะมิให้ผู้ใดมาขโมยผลแตงเหล่านี้ไปได้ พระองค์ก็ได้พระราชทานหอกเล่มหนึ่งให้แก่นายแตงหวาน เพื่อจะได้ฆ่าขโมยทุกคนที่เข้ามาขโมยแตงในไร่

คืนหนึ่ง พระราชาอยากจะเสวยแตงหวานนี้มาก จึงเสด็จเข้าไปในไร่นั้น แต่ก็ทรงประสบเคราะห์กรรมเพราะนายแตงหวานไม่ทราบว่าเป็นพระองค์ จึงได้ประหารพระองค์เสีย

พระราชาทรงมีพระราชธิดาองค์หนึ่ง และก็ได้มีการใช้ช้างหลวงให้ไปเลือกผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อ ช้างได้มาหยุดอยู่ต่อหน้านนายแตงหวานและแสดงความเคารพต่อเขา ชาวสวนผู้นี้จึงได้สมรสกับพระราชธิดาตามประเพณีที่ทำให้เป็นผู้ขึ้นครองราชสมบัติโดยการเปลี่ยนราชวงศ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

พระเจ้าแตงหวานได้ทรงขยายพระราชอำนาจของพระองค์ออกไปทั่วอาณาจักรเขมรที่ไม่ยอมอ่อนน้อม และต่อมาพระเจ้านิรวาณบทซึ่งเป็นพระราชโอรสก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ พระราชพงศาวดารเขมรหลายฉบับได้กล่าวว่า พระเจ้านิรวาณบทได้เสด็จขึ้นครองราชใน พ.ศ. 1889 พระองค์และพระราชาเขมรที่สืบต่อลงมารุ่นแรก ๆ ก็ยังคงประทับที่ พระนครหลวง

เป็นการยากที่จะทราบได้ว่า พระราชาเขมรได้ทรงละทิ้งเมืองพระนครหลวงเมื่อใด ทั้งนี้ เพื่อย้ายไปประทับในลุ่มแม่น้ำโขงเพราะทรงต้องการที่จะหลุดพ้นจากการรุกรานของกองทัพไทย

ถ้าเราเชื่อตามพระราชพงศาวดารฉบับออกญานง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งพระนครศรีอยุธยาก็ได้ทรงยกทัพมาและยึดเมืองนครหลวงได้ใน พ.ศ. 1896 ภายในรัชกาลของพระราชโอรสของพระเจ้านิรวาณบท แต่ศักราชนี้อาจจะผิดก็ได้ เพราะในหนังสือพระราชพงศาวดารยึดถือปีนักษัตรเป็นเกณฑ์ เจ้าชายไทยได้ขึ้นครองราชย์ที่เมืองพระนครหลวง แต่ราว พ.ศ. 1901 เจ้าชายเขมรก็เข้ายึดเมืองพระนครหลวงคืนได้ และขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า “สุริยวงศ์ราชาธิราช”

ตั้งแต่บัดนั้นมา การสงครามระหว่างเขมรกับไทยก็มีอยู่เกือบเป็นประจำ ราว พ.ศ. 1913 กองทัพไทยก็ได้ยกเข้าโจมตีประเทศกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง และเข้ายึดเมืองพระนครหลวงได้อีก ทำให้พระราชาเขมรที่ขึ้นครองราชย์อยู่สิ้นพระชนม์ และเจ้าชายไทยก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติ

จากพระราชพงศาวดารฉบับออกญานง เจ้าชายเขมรคือ พระยาญาติ(เจ้าพ้นหัวญาติ) ได้ประหารพระราชาไทยเสียและเข้ายึดราชสมบัติกลับคืน หลังจากเสวยราชย์ได้ 12 ปี พระยาญาติก็ตกลงพระทัยที่จะละทิ้งเมืองพระครหลวงและเสด็จไปสร้างราชธานีใหม่แถบลุ่มแม่น้ำโขง ชั้นแรกที่เมืองบาสัน(Basan) ในแถบเมืองสรีสันถาน (Sri Santhor) และต่อจากนั้นจึงย้ายไปประทับที่เมืองพนมเปญ

อย่างไรก็ดี พระราชพงศาวดารเขมรฉบับที่นายมูราใช้ก็ได้ให้ระยะเวลาเกี่ยวกับเหตุการณ์ตอนนี้ช้ากว่าที่กล่าวมาแล้วมาก

พระราชพงศาวดารเขมรฉบับที่นายมูราใช้ได้กล่าวว่า การขึ้นเสวยราชสมบัติของพระยาญาติและการละทิ้งเมืองพระนครหลวงเกิดขึ้นภายหลัง “สมเด็จพระบรมราชาที่ 2”(เจ้าสามพระยา) ทรงเข้ายึดเมืองพระนครหลวงไว้ได้ใน พ.ศ. 1974

นักประวัติศาสตร์อเมริกัน คือนายวอลเตอร์ส(O.W. Wolters) ได้ตีความใหม่จากหลักฐานทางด้านจดหมายเหตุจีนและเขมร และได้เสนอว่า หลังจากการรุกรานของกองทัพไทยใน พ.ศ. 1913 พระราชาเขมรก็คงจะได้เสร็จไปประทับที่เมืองบาสัน แต่ผู้ที่สืบต่อมาจากพระองค์คงจะเสร็จกลับมาประทับที่เมืองพระนครหลวงดังเดิม

ดูเหมือนว่าราชธานีเก่าแห่งนี้จะถูกละทิ้งโดยพระราชาขอมหลายครั้ง ก่อนที่จะถูกทอดทิ้งอย่างแน่นอนเป็นครั้งสุดท้าย

เท่าที่เราสามารถทราบได้ในปัจจุบัน ก็เป็นการยากที่จะทราบได้ว่า เมืองพระนครหลวงมีสภาพเป็นอย่างไรในพุทธศตวรรษที่ 20-21 การละทิ้งราชธานีแห่งนี้อย่างแน่นอนเป็นครั้งสุดท้ายคงจะเกิดขึ้นภายหลังการรุกรานของกองทัพไทยใน พ.ศ. 1974 (ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา – ผู้เขียน)

ศาสตราจารย์บวสเซอลีเย่ คิดว่า ในตอนนั้นเมืองพระนครหลวงคงจะถูกปล้นสะดม สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 คงจะได้ทรงนำเทวรูป เครื่องราชูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประติมากรรมซึ่งอยู่ที่เกาะราชัยศรี (ปราสาทนาคพัน) ก็คงจะถูกขนไปโดยการเจาะกำแพงที่ล้อมรอบทางด้านทิศเหนือและใต้

ท่านได้เขียนเพิ่มเติมด้วยว่า ด้วยการกระทำให้เครื่องราชูปโภคและเครื่องประกันแห่งราชอำนาจต้องเปลี่ยนเจ้าของด้วยการเคลื่อนย้ายสิ่งเหล่านี้เข้ามาอยู่ยังพระนครศรีอยุธยา ก็หมายความว่า พระราชอำนาจของพระจักรพรรดิซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทรงคิดว่าได้ทรงนำมาพระราชทานแด่ราชวงศ์ของพระองค์ และตั้งแต่นั้นมา ราชวงศ์นี้ (ราชวงศ์สุพรรณบุรี) ก็ได้เป็นผู้ครองราชอำนาจ ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เคยทรงรวบรวมไว้ ณ บริเวณเมืองพระนครหลวงมาแต่ก่อน

เมือง “พระนครหลวง” คงจะถูกทอดทิ้งอย่างสมบูรณ์และในไม่ช้าก็กลายเป็นป่า ในขณะที่พระราชาเขมรได้เสด็จกลับมาประทับ ณ ที่นั้น อีกครั้งหนึ่งในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 22

กล่าวโดยสรุป หลังสิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรขอม แห่งเมืองพระนครมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อมาอีก 5 พระองค์ (อินทรวรมันที่ 2, ชัยวรมันที่ 8, ศรีนทรวรมัน, ศรีนทรชัยวรมัน และ ชัยวรรมาทิปรเมศวร) ถัดจากนั้นจึงปรากฏพระนามกษัตริย์องค์แรกในพระราชพงศาวดารเขมร คือ พระเจ้านิรวาณบท ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนปรากฏหลักฐานการทิ้งเมืองพระนครหลวงในสมัยพระยาญาติ หรือกลางพุทธศตวรรษที่ 20 โดยมีอยุธยาก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ของภูมิภาคแทน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 เมษายน 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตำนาน “พระเจ้าแตงหวาน” ประวัติศาสตร์อันเลือนลางและวุ่นวายก่อนเมืองพระนครถูกทิ้งร้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...