จักรพรรดินีครองบัลลังก์
ข้อมูลเบื้องต้น
เพียงเพราะคำทำนายของท่านโหรหลวงจิ้งหยาง ฮ่องเต้ถึงกับพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาคนผู้นั้น เพื่อมาเป็นเครื่องบูชายันต์ทำพิธีแลกเปลี่ยนดวงชะตากับพระองค์ และในที่สุด จ้าวหนิงเจียวผู้ที่มีรอยสักรูปอัศวินขี่มังกรพ่นไฟ ก็ถูกค้นพบจนได้ และกลายเป็นเครื่องสังเวยของฮ่องเต้ผู้บ้าอำนาจ ทว่าสวรรค์กลับกลั่นแกล้งให้นางต้องไปเกิดใหม่ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง วิถีชีวิตแตกต่างไปจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่นางกลับเป็นเพียงเป็นเด็กกำพร้า ที่ถูกเก็บเข้าไปฝึกในองค์กรลับเพื่อเป็นนักฆ่าโดยเฉพาะ ด้วยพรสวรรค์อันเป็นเลิศของนาง ส่งผลให้จ้าวหนิงเจียวกลายเป็นนักฆ่าอันดับหนึ่งขององค์กร วันเวลาผ่านไปดั่งสายธาร
จ้าวหนิงเจียวลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่นางได้ค้นพบว่าตนเองนั้น ได้ย้อนกลับเข้ามาในร่างเดิมในยุคโบราณ ซึ่งกำลังอยู่ในวัยสิบสองปี เป็นช่วงก่อนที่จะถูกฮ่องเต้ฆ่าตาย
จ้าวหนิงเจียวกลับมาแล้ว และชาตินี้นางจะทวงแค้นคืนกับพวกสารเลวที่ทำให้ชีวิตของนางมีแต่ความทุกข์ระทม นางจะทำอย่างไร? ,ทำได้หรือไม่? พวกเรามาคอยเอาใจช่วยนางไปพร้อม ๆ กันเถอะ
แต่งจบเรียบร้อย มีอีบุ๊ควางขายแล้ว ทั้งหมด 3 เล่มค่ะ
เพียงเพราะคำทำนายของท่านโหรหลวงจิ้งหยาง ฮ่องเต้ถึงกับพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาคนผู้นั้น เพื่อมาเป็นเครื่องบูชายันต์ทำพิธีแลกเปลี่ยนดวงชะตากับพระองค์ และในที่สุด จ้าวหนิงเจียวผู้ที่มีรอยสักรูปอัศวินขี่มังกรพ่นไฟก็ถูกค้นพบจนได้ และกลายเป็นเครื่องสังเวยของฮ่องเต้ผู้บ้าอำนาจ ทว่าสวรรค์กลับกลั่นแกล้งให้นางต้องไปเกิดใหม่ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง วิถีชีวิตแตกต่างไปจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่นางกลับเป็นเพียงเป็นเด็กกำพร้า ที่ถูกเก็บเข้าไปฝึกในองค์กรลับเพื่อเป็นนักฆ่าโดยเฉพาะ ด้วยพรสวรรค์อันเป็นเลิศของนาง ส่งผลให้จ้าวหนิงเจียวกลายเป็นนักฆ่าอันดับหนึ่งขององค์กร วันเวลาผ่านไปดั่งสายธาร
จ้าวหนิงเจียวลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่นางได้ค้นพบว่าตนเองนั้น ได้ย้อนกลับเข้ามาในร่างเดิมในยุคโบราณ ซึ่งกำลังอยู่ในวัยสิบสองปี เป็นช่วงก่อนที่จะถูกฮ่องเต้ฆ่าตาย
จ้าวหนิงเจียวกลับมาแล้ว และชาตินี้นางจะทวงแค้นคืนกับพวกสารเลวที่ทำให้ชีวิตของนางมีแต่ความทุกข์ระทม นางจะทำอย่างไร? ,ทำได้หรือไม่? พวกเรามาคอยเอาใจช่วยนางไปพร้อม ๆ กันเถอะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTAxMzY3NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4NzY1OSI7fQ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTAxMzY3NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4NzY2NCI7fQ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTAxMzY3NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4NzY2NiI7fQ
♥️♥️จากใจนักเขียน♥️♥️
นิยายเรื่องนี้สร้างจากจินตนาการของผู้เขียนล้วนๆ โดยมิได้อ้างอิงหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์หรือประวัติศาสตร์ของที่ใดๆ อาจมีการใช้คำราชาศัพท์หรือตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ที่ใกล้เคียงความเป็นจริงบ้างเพื่ออรรถรสในการอ่าน
หากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย ขอบคุณค่ะ
ลงชื่อ
โชคธันวา
© สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ 2537 และ (ฉบับเพิ่มเติม) ห้ามมิให้คัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของงานเขียนนี้รวมถึงการจัดเก็บถ่ายทอดสแกนบันทึกถ่ายภาพไม่ว่าในรูปแบบหรือวิธีการใดๆ ในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น
โดนมารดาสั่งโบย
บทที่ 1 โดนมารดาสั่งโบย
“รัชศกหรงซิ่ง ปีที่ห้า ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ดวงเมืองระส่ำ เพลิงสงครามลุกโชนทั่วทั้งสี่แคว้น ผู้มีบุญญาธิการถือพระราชโองการจากสวรรค์ ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อครองใต้หล้า ยามเฉิน (07.00-08.59) ปีมะโรง อัศวินขี่มังกรพ่นไฟ ที่อกด้านซ้ายคือสิ่งพิสูจน์ตัวตน พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
พรวด! ชายชราผมขาวโพลน ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ กระอักเลือดออกมาทันที หลังกล่าวจบประโยค
ท่านโหรหลวง! ฮ่องเต้รีบลุกจากบัลลังก์มังกร แล้วช่วยประคองชายชราให้ลุกขึ้น ท่าทางนั้นดูเคารพนอบน้อมเป็นอย่างมาก
“ฝ่าบาท พระวรกายของพระองค์นั้นล้ำค่าและสูงส่งยิ่งนัก อย่าทรงทำเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ” โหรหลวงจิ้งหยางก้มหน้ากล่าว พร้อมก้าวเท้าถอยหลังออกมา เพื่อทิ้งระยะห่างจากฮ่องเต้เล็กน้อย บนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวของเขา ถูกย้อมไปด้วยสีเลือดแดงฉาน ที่พ่นออกมาจากปากเมื่อสักครู่ และดูเหมือนเขาจะแก่ขึ้นอีกหลายสิบปีภายในชั่วพริบตา
ฮ่องเต้ถึงกับผงะ เมื่อได้เห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจเหนือธรรมชาตินี้ เพราะท่านโหรหลวงมีอายุเพียง 40 ปี เท่ากับพระองค์ แต่สภาพเขาในตอนนี้ ดูเหมือนจะมีอายุมากถึง 70 ปี เมื่อหลายปีก่อนเขาก็เคยทำนายให้พระองค์ ว่าจะได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่แห่งรัชศกหรงซิ่ง พร้อมแนะนำวิธีต่าง ๆ เพื่อกำจัดขวากหนาม ซึ่งลดความยากลำบากให้แก่พระองค์ได้เป็นอย่างมาก และด้วยการทำนายที่ฝืนกฎสวรรค์ในครั้งนั้น ส่งผลให้เขามีผมขาวโพลนทั้งศีรษะ นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระองค์จึงให้ความเคารพและศรัทธาต่อท่านโหรหลวงจิ้งหยางเป็นอย่างมาก
“ยามเฉิน ปีมะโรง อัศวินขี่มังกรพ่นไฟ ที่อกด้านซ้ายคือสิ่งพิสูจน์ตัวตน ที่ท่านโหรหลวงกล่าวมา หากพวกเราสามารถหาตัวคนผู้นั้นพบ แล้วจัดการฆ่าให้ตายเสีย เช่นนี้แล้วคำทำนายนี้ จะยังเป็นเช่นเดิมอยู่หรือไม่” ฮ่องเต้ตรัสถามชายชราอย่างกังวลพระทัย
โหรหลวงจิ้งหยางส่ายศีรษะไปมา ก่อนกล่าว “หากคนผู้นั้นถึงแก่ความตาย แล้วนำร่างมาทำพิธีสับเปลี่ยนดวงชะตาให้กับพระองค์ แค่นี้ใต้หล้าก็จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่…”
“แต่อะไรหรือ” ฮ่องเต้ที่ทรงตั้งพระทัยฟังด้วยความตื่นเต้น ตรัสถามทันควัน
โหรหลวงจิ้งหยางแม้จะลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจทูลกล่าวออกไป “แต่ดวงชะตาของพระองค์จะต้องแข็งแกร่งมากพอ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจถึงแก่ชีวิตได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงกำพระหัตถ์แน่น จนเส้นเลือดปูดโปน กลิ่นอำนาจมันช่างหอมหวาน ยั่วยวนจิตใจยิ่งนัก และพระองค์ก็ทรงอดพระทัยไม่ไหว พร้อมที่จะลองเสี่ยงดูสักครั้ง เพราะโอกาสดีๆ เช่นนี้ มิได้หล่นมาจากฟ้าให้เห็นบ่อยนักหรอกนะ
“เจิ้นไม่กลัว แม้รู้ว่าสุดท้ายแล้วต้องตาย เจิ้นก็จะทำ” ฮ่องเต้ทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงหนักแน่น และเด็ดเดี่ยว
โหรหลวงจิ้งหยางมองดูท่าทางของฮ่องเต้ ด้วยสายตาที่ชื่นชม ‘สมแล้วที่เขายอมสวามิภักดิ์กับบุคคลที่มีจิตใจเช่นนี้ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ว่าหนทางข้างหน้านั้นอันตรายมากแค่ไหน แต่เพื่ออำนาจที่ยิ่งใหญ่ เขาก็พร้อมจะก้าวเท้าเข้าไปเสี่ยงดู อย่างมิเกรงกลัว’
ในขณะเดียวกัน ที่ใต้โต๊ะมุมลับตา ดวงตาหงส์คมกริบ ซ่อนความร้ายกาจไว้อย่างล้ำลึกเกินคาดเดา ราวกับสามารถอ่านคนให้ทะลุถึงใจได้ จ้องเขม็งมาทางฮ่องเต้และท่านโหรหลวง อย่างไม่ยอมลดละ
ณ จวนตระกูลจ้าว
เพียะ!
เพียะ!!
เสียงไม้กระบองฟาดกระทบผิวหนัง ดังไม่ขาดสาย
สตรีวัยยี่สิบแปดปี แต่งกายหรูหราตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้างดงามราวเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางที่ดูสูงศักดิ์เกินเอื้อมอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ตอนนี้นางขมวดคิ้วแน่น มองดูสตรีวัยสิบสองปี ที่โดนโบยมานานแล้ว ด้วยแววตาที่แสนจะเจ็บปวด
“หยุด!” น้ำเสียงอันไพเราะที่น่าฟัง แต่แอบสั่นเครือเล็กน้อย ของสตรีผู้งดงามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
สาวใช้ที่กำลังโบยอยู่นั้น หยุดการกระทำทันที
“เจียวเอ๋อร์ เจ้ารีบนำป้ายหยกนั้นออกมาให้แม่เถิด อะไรที่ไม่ใช่ของเจ้าตั้งแต่แรก ก็จงปล่อยวางมันเสีย”
สาวน้อยวัยแรกแย้มที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนแคร่ไม้ ค่อย ๆ เงยหน้าที่งดงามปานจะล่มเมืองไปมองคนพูด ใบหน้าน้อยๆ ดูคล้ายคลึงกับสตรีตรงหน้านี้มากถึงเจ็ดส่วน ดวงตาเมล็ดซิ่งสีน้ำตาลอมเทา ดูสวยสะกดตา แต่คล้ายขาดเสน่ห์บางอย่างไป
หึ! หญิงสาวแค่นเสียงหัวเราะด้วยความเย้ยหยัน แม้ร่างจะโดนโบยจนเลือดอาบ แต่นางก็กัดฟันทน ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องไห้ แสดงความอ่อนแอออกมาให้คนอื่นเห็น
“เพียงน้องรองวิ่งไปฟ้องท่านแม่ บอกว่าป้ายหยกนั้นเป็นของที่คนผู้หนึ่งมอบให้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่นางได้ช่วยเหลือเขามิให้จมน้ำ ท่านแม่ถึงกับต้องมาสั่งโบยข้าเลยหรือเจ้าคะ ฮ่า ๆ ๆ” หญิงสาวหัวเราะทั้งน้ำตา
“เจียวเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงได้พูดจาเช่นนี้ ที่แม่ลงโทษเจ้า ก็เพราะต้องการให้เจ้ารู้จักสำนึกผิดชอบชั่วดี ต่อไปในภายภาคหน้า หากเจ้าออกเรือนไปแล้ว จะได้ไม่ทำผิดเช่นนี้อีก ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง แต่เหตุใดเจ้าถึงได้มองความหวังดีของแม่ผิดไปเช่นนี้” จ้าวฮูหยินกำลังจะก้าวเท้าออกไปหาหญิงสาวที่นอนอยู่บนแคร่ แต่ทันใดนั้นก็มีมือน้อยๆ ยื่นมาจับแขนนางไว้เสียก่อน
“ท่านแม่เจ้าคะ หากพี่หญิงใหญ่ต้องการป้ายหยกนั้นจริงๆ แล้วละก็ ข้าสามารถยกให้นางได้เจ้าค่ะ ขอเพียงท่านแม่อย่าได้สั่งโบยนางอีกต่อไปเลยนะเจ้าคะ ข้าไม่อยากเห็นนางต้องทนเจ็บเช่นนี้แล้ว ฮือ ๆ ๆ”
หญิงสาววัยสิบเอ็ดปี สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัว ใบหน้านั้นงดงามราวเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ ผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา
จ้าวฮูหยินมองไปยังดวงตาดอกท้อดำขลับ ที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ของบุตรสาวคนรองแล้ว ก็รู้สึกรักและเอ็นดูยิ่งนัก นางจึงยกมืออีกข้างไปลูบศีรษะของบุตรสาวเบาๆ อย่างอ่อนโยน
“เด็กดีของแม่ เหตุใดเจ้าถึงได้รู้ความมากขนาดนี้กันนะ ผิดกับพี่สาวของเจ้าที่ดื้อรั้นเป็นอย่างมาก หากเจียวเอ๋อร์มีนิสัยเช่นเจ้า ชั่วชีวิตนี้ของแม่ก็หมดห่วงแล้ว” จ้าวฮูหยินรั้งตัวจ้าวเฟยเฟิ่งเข้ามาไว้ในอ้อมกอดด้วยความรักและทะนุถนอม
จ้าวหนิงเจียวแหงนหน้ามองมารดาและน้องสาวคนรองของตน แสดงความรักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง ทั้งที่นางยังตกอยู่ในสภาพเลือดอาบไปทั้งตัวเช่นนี้ หัวใจดวงน้อย ๆ ของหญิงสาววัย 12 ปี ก็แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่เหลือชิ้นดี เพราะตาชั่งของมารดาช่างเอียงเหลือเกิน
พรวด! ด้วยความชอกช้ำใจอย่างถึงที่สุด จ้าวหนิงเจียวถึงกับกระอักเลือดออกมา
เจียวเอ๋อร์!
คุณหนู!
จ้าวฮูหยินรีบสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของจ้าวเฟยเฟิ่งทันที แล้วรีบวิ่งไปดูบุตรสาวคนโต มือกำลังจะเอื้อมไปถึงตัวของหญิงสาวอยู่แล้ว แต่เสี่ยวซินที่เป็นสาวรับใช้ข้างกายคนสนิทของจ้าวหนิงเจียว ชิงตัดหน้าดึงตัวเจ้านายเข้ามาไว้ในอ้อมกอดเสียก่อน
เสี่ยวซินร้องไห้สะอึกสะอื้น มองไปทางจ้าวฮูหยินด้วยแววตาเย้ยหยัน
“ฮูหยินใหญ่ ท่านสั่งลงโทษบุตรสาวคนโตของตนจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว ท่านพอใจหรือยังเจ้าคะ หากท่านพอใจแล้ว บ่าวจะได้นำตัวคุณหนูไปให้หมอในจวนรักษาเจ้าค่ะ”
จ้าวฮูหยินขมวดคิ้วมุ่น มองเสี่ยวซินอย่างไม่พอใจ ที่นางกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้ เอ่ยตำหนิตนที่เป็นถึงเจ้านายของจวน
“ท่านแม่เจ้าคะ บ่าวในตระกูลจ้าวของพวกเรา สามารถขึ้นเสียง เอ่ยตำหนิเจ้านายได้ด้วยหรือเจ้าคะ แปลกมากเลย เหตุใดที่จวนสหายของลูก ถึงได้มีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันกับจวนของพวกเรามากมายเช่นนี้ กลับเรือนไปลูกคงต้องไปท่องจำใหม่ให้ขึ้นใจเสียแล้ว” จ้าวเฟยเฟิ่งกล่าวอย่างไร้เดียงสา ด้วยท่าทางจริงจัง นางเอียงคอมองผู้เป็นมารดาเพื่อรอคำตอบ
จ้าวฮูหยินเผยยิ้มที่ดูอ่อนโยนเป็นพิเศษส่งให้นาง “เด็กโง่ เหตุใดเจ้าถึงได้ไร้เดียงสาเช่นนี้นะ บ่าวที่ใดกันจะมีสิทธิ์ทำเช่นนั้นได้” นางหรี่ตาแคบเป็นแววอันตราย จ้องไปทางเสี่ยวซินที่กำลังกอดร่างจ้าวหนิงเจียวร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“เด็กๆ นำตัวบ่าวที่กล้าทำตัวเหิมเกริมต่อหน้าเจ้านายคนนี้ ไปโบยให้ตายเสีย”
นางก็กลับชาติมาเกิดเช่นกัน
บทที่ 2 นางก็กลับชาติมาเกิดเช่นกัน
จ้าวลู่เสียน หญิงสาวหน้าตางดงามดูเรียบร้อยในวัยสิบเอ็ดปี สวมชุดสีฟ้าลายเมฆา ชวนให้คนที่มองเห็นจิตใจสงบอย่างน่าอัศจรรย์ นางกำลังจะเอ่ยปากกล่าวอะไรบางอย่าง แต่โดนสงอี๋เหนียงผู้เป็นมารดาปิดปากไว้เสียก่อน พร้อมส่ายหน้าให้นางอย่างอ้อนวอน
จ้าวลู่เสียนหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง นางต้องการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพี่หญิงใหญ่ที่แสนดี เพราะวันที่เกิดเหตุนั้น นางก็ได้อยู่กับพี่หญิงใหญ่ด้วย หลังจากพี่หญิงใหญ่ช่วยบุรุษปริศนาผู้นั้นขึ้นมาจากน้ำแล้ว ก่อนที่พวกนางจะจากมา บุรุษผู้นั้นก็เปิดเปลือกตาอันสะลึมสะลือขึ้น แล้วปลดป้ายหยกที่ห้อยอยู่บนเอวยื่นให้พี่หญิงใหญ่เป็นการตอบแทน ด้วยความกลัวว่าจะมีคนอื่นมาเห็น แล้วส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตน พี่หญิงใหญ่จึงรีบคว้าหยกนั้นแล้วจูงมือนางวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว แต่นางไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดพี่รองถึงได้ต้องการที่จะแย่งเอาป้ายหยกนั้นไปเป็นของตน พร้อมใส่ร้ายพี่หญิงใหญ่ด้วย ช่างน่าผิดหวังเสียจริง
บ่าวชายสองคนกำลังจะดึงแขนเสี่ยวซิน เพื่อลากตัวไปลงโทษตามคำสั่งของฮูหยินใหญ่
“หยุดเดี๋ยวนี้!” จ้าวหนิงเจียวที่ยืนอยู่ในอ้อมกอดของเสี่ยวซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“เสี่ยวซิน นางคือสาวใช้เพียงคนเดียวของข้า ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือ เมื่อห้าปีก่อนตอนที่พวกเราไปตลาดค้าทาส ข้าได้ควักเงินเก็บทั้งหมดของตนซื้อนางมา ดังนั้นแล้ว คนที่จะสามารถสั่งฆ่านางได้ ก็มีแต่ข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น”
จ้าวฮูหยินรู้สึกว่าบุตรสาวคนโต ชักจะดื้อรั้นเกินไปเสียแล้ว ‘ไม่ได้การ ตอนนี้เจียวเอ๋อร์ก็มีอายุ 12 ปีแล้ว เหลือเพียงอีกสามปีเท่านั้น หากนางแต่งออกไปแต่ยังมีนิสัยเช่นนี้อยู่อีก บ้านสามีก็คงจะทนรับไม่ไหว ท้ายที่สุดคนที่ต้องเสียใจ ก็คือตัวนางเองมิใช่หรือ ถึงแม้วันนี้ตนจะต้องทำให้บุตรสาวผิดหวังเสียใจมากแค่ไหนก็ตาม แต่นางเชื่อว่าสักวัน เจียวเอ๋อร์จะเข้าใจในความหวังดีของหัวอกมารดา’
“ยังไม่รีบลากตัวสาวใช้ที่เหิมเกริมผู้นี้ ไปโบยให้ตายอยู่อีก หรือพวกเจ้าอยากโดนโบยตายเสียเอง” จ้าวฮูหยินตะโกนเสียงดัง
บ่าวชายสองคนที่ถอยหลังไปเมื่อสักครู่ รีบเดินเข้ามาอีกครั้ง
“หยุดเดี๋ยวนี้!” จ้าวหนิงเจียวตวาดเสียงแหลม
พรวด! นางถึงกับกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
คุณหนู! เจียวเอ๋อร์!
“ฮ่า ๆ ๆ สาวใช้ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ยังคิดที่จะปกป้องเจ้านายจนตัวตาย แต่มารดาผู้ให้กำเนิดของข้า กลับต้องการโบยข้าให้ตาย แม่สุนัขมันยังรู้จักรักลูกของตัวเอง แต่เหตุใดท่านที่เป็นคนแท้ ๆ ถึงได้ใจร้ายนักเล่า”
เพียะ! จ้าวฮูหยินเดินเข้ามาด้วยความรวดเร็ว แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้างามของหญิงสาว ด้วยความโมโหเดือดดาล
“ดีๆ จ้าวหนิงเจียว เจ้ากล้าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉาน ช่างเป็นบุตรที่อกตัญญูโดยแท้ หากข้าไม่รักและเป็นห่วง กลัวว่าในอนาคตที่เจ้าออกเรือนไปแล้ว จะนำนิสัยแย่ ๆ เช่นนี้ไปใช้ที่บ้านสามี จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง ข้าก็คร้านที่จะสนใจเจ้าแล้วเช่นกัน”
จ้าวฮูหยินกล่าวจบ ก็ยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม นางรู้สึกผิดหวังเสียใจจริงๆ ที่บุตรสาวผู้นี้ไม่เคยเข้าใจความหวังดีของตนเลยสักครั้ง
“ท่านแม่ อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะ ลูกเห็นแล้วช่างปวดใจเหลือเกิน พี่หญิงใหญ่นางคงไม่ได้ตั้งใจที่จะว่าท่านแม่เช่นนั้นจริงๆ หรอกใช่ไหมเจ้าคะ พี่หญิงใหญ่”
จ้าวเฟยเฟิ่งหันหน้าที่ไร้เดียงสา ไปเอ่ยถามจ้าวหนิงเจียว พร้อมร้องไห้สะอึกสะอื้น ดูแล้วช่างน่าสงสารยิ่งนัก
จ้าวหนิงเจียวมือหนึ่งกุมใบหน้าข้างที่โดนตบไว้แน่น ก่อนยกยิ้มด้วยความเย้ยหยัน “น้องสาวที่แสนดีของข้า พวกเราเคยขัดข้องหมองใจกันตั้งแต่ตอนไหนหรือ เหตุใดเจ้าถึงได้จ้องแต่จะทำร้ายข้าอยู่ตลอดเวลา เจ้าช่วยให้ความกระจ่างแก่พี่สาวที่โง่เขลาคนนี้หน่อยได้หรือไม่”
เพียะ! จ้าวฮูหยินยกมือขึ้นตบหน้าอีกข้างของบุตรสาวคนโตอย่างเต็มแรง “แม่บอกเจ้าตั้งกี่ครั้งแล้ว ว่าเฟิ่งเอ๋อร์นางยังเด็กนัก พวกเจ้ามีกันเพียงสองคนพี่น้อง จะต้องคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะคนเป็นพี่เช่นเจ้า ต้องรักและทะนุถนอมน้องสาวให้มาก ๆ มีอะไรที่พอจะเสียสละให้น้องได้ เจ้าก็ควรที่จะทำเสีย เหตุใดเจ้าถึงได้หลงลืมในสิ่งที่แม่ได้พร่ำสอนเจ้ามาตั้งแต่เด็กอย่างยากลำบากได้ เจียวเอ๋อร์! เจ้าทำให้แม่ผิดหวังจริงๆ”
จ้าวหนิงเจียวสูดหายใจลึกเข้าปอด นางพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาต่อหน้ามารดา แต่ความชอกช้ำใจที่อัดอั้นอยู่เต็มอก ไม่สามารถฝืนได้อีกต่อไป “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หญิงสาวหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับคนเสียสติ ก่อนถามกลับมารดาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ข้ากับจ้าวเฟยเฟิ่งเกิดห่างกันเพียงปีเดียว แต่ด้วยความที่ท่านคอยพูดกรอกหูข้าอยู่ทุกวี่วัน ว่าให้เสียสละสิ่งที่ดีกว่าให้น้องสาวก่อนเสมอ ข้าก็ทำตามมาโดยตลอด แม้กระทั่งคู่หมั้นอย่างองค์ชายรอง ข้าก็ยอมถอยออกมา แล้วให้น้องสาวสวมรอย ทำทีว่าสตรีที่สวมหน้ากากคนนั้นก็คือนาง ข้ายอมขนาดนี้แล้วท่านยังไม่พอใจอยู่อีกหรือ ทุกครั้งเวลาจ้าวเฟยเฟิ่งร้องไห้ ท่านก็จะรีบเข้าไปโอบกอด แล้วกล่าวปลอบประโลมนางอย่างรักใคร่เอ็นดู พอเป็นข้าทำบ้าง ท่านกลับบอกว่าข้านั้นเสแสร้ง พร้อมว่ากล่าวสั่งสอน คนเป็นพี่ต้องอ่อนโยนดั่งดอกไม้ และในเวลาเดียวกันก็ต้องเข้มแข็งดุจหินผา แต่ท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าก็ยังเป็นเด็กเช่นกัน บางครั้งก็ต้องการความรักความเอ็นดูจากมารดาเหมือนกัน หากเลือกเกิดได้จริงๆ ข้าจะไม่ขอเกิดมาเป็นพี่เหมือนเช่นทุกวันนี้ จ้าวฮูหยิน! เกิดชาติหน้าฉันใด ข้าขอให้พวกเราไม่ต้องเกิดมาเป็นแม่ลูกกันอีก หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ข้ายอมเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง ยังดีกว่าต้องมาใช้ชีวิตที่แสนจะเจ็บปวดทุกข์ระทม ทนอยู่ร่วมกันกับท่านเช่นนี้ หากสวรรค์เมตตา ก็จงช่วยให้คำอธิษฐานของข้าเป็นจริงด้วยเถิด”
พรวด!!! เลือดสดๆ สีแดงฉานถูกพ่นออกมาจากปากของหญิงสาว จากนั้นนางจะสิ้นลมหายใจไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างถึงที่สุด
คุณหนู!!!
เจียวเอ๋อร์!!!
“เจียวเอ๋อร์ แม่ขอโทษ เจ้าอย่าทิ้งแม่ไปเช่นนี้เลยนะ ทั้งหมดเป็นความผิดของแม่เอง ต่อไปแม่จะไปบังคับเจ้าอีกแล้ว แต่ตอนนี้เจ้ารีบฟื้นขึ้นมาก่อนได้หรือไม่ ฮืออออ” จ้าวฮูหยินกอดร่างไร้วิญญาณของบุตรสาวคนโต ที่ตนไม่เคยได้สวมกอดมานานหลายปีแล้วด้วยความรู้สึกผิด
จ้าวเฟยเฟิ่งยกยิ้มเย็น ดวงตาคู่งามทอประกายอำมหิตวาบผ่าน นางจำได้ว่าชาติที่แล้ว พี่หญิงใหญ่ไม่ได้ตายไปเพราะเหตุการณ์ในวันนี้ แต่นางตายหลังจากโดนคุมตัวไปที่พระราชวัง เนื่องจากรอยสักที่อยู่บนอกซ้ายของนางต่างหากเล่า ‘หรือเป็นเพราะตัวข้าได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปเช่นนั้นหรือ’ พอคิดถึงความทรงจำในชาติก่อนของตน จ้าวเฟยเฟิ่งก็ได้แต่คิดเคียดแค้นอยู่ภายในใจ เพราะหลงคิดไปว่าในอนาคตเบื้องหน้า องค์รัชทายาทก็จะกลายเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป จึงได้คิดอุบายแย่งป้ายหยกนั้นมาครอบครอง และก็ได้ทำสำเร็จ จนสามารถขึ้นเป็นพระชายาเอกขององค์ชายรัชทายาทได้ แต่ใครจะไปคิดว่าในวันแต่งงานเข้าห้องหอกับว่าที่พระสวามีนั้น องค์ชายรัชทายาทกลับล่วงรู้ความจริง ว่านางมิใช่คนที่ช่วยพระองค์ขึ้นมาจากน้ำ เพราะเขาจำได้ว่าสตรีที่ช่วยชีวิตตน มีรอยสักรูปอัศวินขี่มังกรพ่นไฟที่อกด้านซ้าย นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชีวิตของนางก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น โดนกักขังไว้ที่ท้ายจวนไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน บ่าวไพร่ต่างมองนางด้วยแววตาเหยียดหยาม ขาดความเคารพยำเกรง และพวกมันมักจะคอยกลั่นแกล้งรังแกอยู่เสมอจนนางล้มป่วย แต่ก่อนตายนั้นกลับได้ยินว่าองค์ชายรองได้ก่อกบฏ และแต่งตั้งตนเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปได้สำเร็จแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด หลังจากที่ตนได้ตายไปแล้วนั้น กลับไม่ได้ไปยังปรโลกแล้วดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพื่อลืมอดีต พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง กลับพบว่าตนนั้นได้ย้อนอดีตมาตอนอายุสิบเอ็ดปี จึงได้รีบคิดอุบายวางแผนให้ตนได้เป็นคู่หมั้นกับองค์ชายรอง ว่าที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่แห่งแคว้นชางเสียเลย และในที่สุดนางก็ทำสำเร็จ
“สวรรค์ช่างเมตตาข้าเสียจริง” หญิงสาวใบหน้าเหี้ยมเกรียม เอ่ยพึมพำในลำคออยู่คนเดียว
ตกอยู่ในภาวะจำศีล วิญญาณล่องลอย
บทที่ 3 ตกอยู่ในภาวะจำศีล วิญญาณล่องลอย
ภายในเรือนจ้าวหนิงเจียว
“ท่านหมอซุน บุตรสาวของข้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพอจะมีหนทางรักษานางหรือไม่ หากท่านต้องการค่ารักษามากเท่าใด ขอเพียงนางฟื้นขึ้นมา ข้าก็สามารถหามาให้ท่านได้ทั้งนั้น”
จ้าวฮูหยินร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตาบวม อยู่ข้างเตียงของจ้าวหนิงเจียว นางเอ่ยปากถามหมอซุนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในเมืองหลวง ทางด้านการแพทย์เรียกได้ว่าฝีมือของเขานั้น เป็นหนึ่งไม่มีสอง แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเอ่ยปากเชิญตัวเขาไปรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมอหลวง แต่ท่านหมอซุนชอบความเรียบง่ายเกลียดความวุ่นวาย จึงได้ปฏิเสธคำเชิญของฮ่องเต้ไปอย่างไม่เสียดาย
ท่านหมอซุนขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปม มือหนึ่งยังคงจับดูชีพจรที่ข้อมือของหญิงสาว “แปลกมาก”
“แปลกอย่างไรหรือ” จ้าวฮูหยินรีบเอ่ยถามทันที หลังจากที่ได้ยินท่านหมอซุนกล่าว
“ร่างกายของนาง เหมือนคนที่อยู่ในภาวะจำศีล อีกอย่างเหมือนว่าข้าจะค้นพบอะไรบางอย่างที่น่าตกใจ” หมอซุนหยุดพูด แล้วหันไปมองที่อกด้านซ้ายของหญิงสาวซึ่งนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง อย่างใคร่รู้ มือใหญ่ยื่นเข้าไปใกล้อย่างไม่สามารถควบคุมความอยากรู้ได้
“ท่านหมอซุน นี่ท่านกำลังจะทำอะไร นางเป็นสตรีนะ ท่านทำเช่นนี้ เท่ากับไม่ไว้หน้าคนในสกุลจ้าวเลยแม้แต่น้อย หากสามีข้ากลับมาจากศึกชายแดนแคว้นเจา แล้วรู้ว่าท่านได้ทำการล่วงเกินบุตรสาวอันเป็นที่รักของเขาแล้วละก็ ต่อให้ต้องตาย เขาย่อมตัดศีรษะของท่านให้หลุดจากบ่าอย่างแน่นอน ท่านก็รู้จักนิสัยของสามีข้าเป็นอย่างดี มิใช่หรือ” จ้าวฮูหยินถลาเข้าไปกอดบุตรสาวคนโตไว้แน่น ก่อนจ้องหน้ามองท่านหมอซุนด้วยความระแวดระวัง
หมอซุนได้สติขึ้นมาทันที ‘นี่เขาเป็นบ้าอะไร ถึงได้คิดบังอาจเอามือไปสัมผัสหญิงสาวเช่นนี้ ช่างหน้าตายยิ่งนัก’ แต่จะโทษเขาเสียเลยทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะเส้นชีพจรที่เชื่อมต่อกับเส้นหัวใจของคุณหนูใหญ่สกุลจ้าว มันอยู่ผิดตำแหน่ง ราวกับอวัยวะสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้นางมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้นั้น มิใช่หัวใจเหมือนกับทุกคน แต่เป็นอวัยวะบางอย่างที่อยู่บนอกด้านซ้าย เหนือหัวใจขึ้นไปนิดหน่อยของนางต่างหากเล่า จนเขาเกิดความสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมาก
“จ้าวฮูหยินโปรดอภัย เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบ จึงเผลอทำตัวหยาบคายกับคุณหนูใหญ่สกุลจ้าว ท่านอย่าได้ถือสาเอาความกับคนแก่เช่นข้าเลยนะ” ท่านหมอซุนกล่าวอย่างรู้สึกผิด
จ้าวฮูหยินเห็นว่าเขามิได้มีเจตนาร้ายอย่างที่คิด จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ไม่เป็นไร ว่าแต่บุตรสาวของข้า ตกลงแล้วท่านยังจะพอมีหนทางรักษานางได้หรือไม่”
เฮ้อ! ท่านหมอซุนถอนหายใจออกมาอย่างคนปลงตก “กล่าวโดยไม่ปิดบังจ้าวฮูหยิน อันที่จริงแล้วบุตรสาวของท่าน ยังมีลมหายใจอยู่ แต่แผ่วเบาแทบจะสัมผัสไม่ได้ และข้าเองก็หมดหนทางที่จะรักษานางต่อแล้วจริงๆ ได้แต่แนะนำให้จ้าวฮูหยินคอยสวดมนต์อ้อนวอน ขอพรต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ให้ช่วยคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวฟื้นขึ้นมาโดยเร็ววัน”
“ฮือ ฮือ ฮือ บุตรสาวที่น่าสงสารของข้า” จ้าวฮูหยินร่ำไห้ปานใจจะขาด หลังจากได้ยินท่านหมอซุนกล่าวเช่นนั้นออกมา
คริสต์ศตวรรษที่ 21
ปัง! ตู้ม! ตู้มมมมมม!!!
กลิ่นดินปืนคละคลุ้งเหม็นตลบอบอวล ฝุ่นควันลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้สภาพอากาศถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนา บดบังทัศนียภาพและทัศนวิสัยในการมองเห็น
แค่ก! แค่ก!!
หญิงสาววัย 25 ปี รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตางดงามจนน่าตกตะลึง ใครได้เห็นเป็นต้องหยุดชะงักเพื่อมองดู โดยเฉพาะดวงตาเมล็ดซิ่ง สีน้ำตาลอมเทาที่ดูล้ำลึกแทบจะสูบวิญญาณคนมองได้เลย แต่ตอนนี้เธอแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิททั้งตัว มือหนึ่งถือปืนสั้น ส่วนอีกมือหนึ่งถือลูกระเบิด กำลังไอสำลักควันฝุ่นจนใบหน้าแดงก่ำ
“หนิงเจียว อย่าเข้ามา มันเป็นกับดัก”
ชายหนุ่มวัย 28 ปี หน้าตาหล่อเหลาราวเทพสร้าง ที่ถูกจับมัดมือมัดเท้า แขวนตรึงอยู่บนไม้กางเขนหน้าถ้ำ กล่าวอย่างเป็นกังวลระคนห่วงใย
หนิงเจียวมองดูชายหนุ่มที่มีสภาพเลือดอาบท่วมตัวแล้ว ในใจก็มีเพลิงโทสะลุกโชน อี้เฉินกับเธอเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงในองค์กรนักฆ่า ไร้ซึ่งชื่อแซ่ ตั้งแต่เล็กจนโตพวกเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา มาอย่างยากลำบาก ชีวิตเป็นดั่งเครื่องจักรสังหารที่ต้องคอยทำตามคำสั่งของเจ้านาย หากไม่ทำตาม ในเดือนนั้นก็จะไม่ได้รับยาถอนพิษ ทำให้ร่างกายเจ็บปวดเจียนตาย หลังจากนั้นก็จะโดนเฆี่ยนตีจนเนื้อแตกแล้วใช้น้ำเกลือสาดใส่แผลเพื่อให้เจ็บแสบ หญิงสาวโดนกระทำเช่นนี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง และทุกครั้งที่เธอโดนทารุณกรรมจากหัวหน้าผู้ก่อตั้งองค์กร ก็จะมีอี้เฉินคอยให้ความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ มาโดยตลอด หลายปีที่ผ่านมา หนิงเจียวจึงมีความคิดที่ต้องการจะหลุดพ้น จากสภาพที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ จึงได้แอบเรียนรู้วิชาแพทย์อย่างลับๆ จนช่ำชอง ไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษาหรือปรุงยา เธอก็สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม และเมื่อเดือนก่อนเธอก็สามารถปรุงยาถอนพิษที่อยู่ในร่างกายได้สำเร็จ และได้พาอี้เฉินหนีออกไปจากองค์กร แต่ไหนเลยจะคิดว่าหัวหน้าองค์กรจะตามหาตัวพวกเขาจนพบ แล้วจับตัวอี้เฉินมาเป็นข้อต่อรอง เรียกร้องให้หนิงเจียวกลับไปเป็นนักฆ่าเช่นเดิม หญิงสาวที่มีนิสัยดื้อรั้นไหนเลยจะยอม จึงได้ระเบิดองค์กรจนพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี
“พี่อี้เฉิน ถึงฉันจะรู้ว่าข้างหน้าจะอันตรายแค่ไหน แต่ฉันก็ยังต้องการที่จะฝ่าฟันเข้าไปอยู่ดี เพื่อช่วยเหลือพี่ออกมาให้ได้ เพราะพี่เปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆ ของฉัน หากต้องสูญเสียพี่ไปแล้ว ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ ก็คงไม่มีความหมายอีกต่อไป ขอโทษ…”
ดวงตาสีนิลของชายหนุ่มสะท้อนความเจ็บปวด ผิดหวัง และเสียใจออกมาอย่างสุดซึ้ง เพราะเขานั้นมีความรู้สึกที่มากเกินกว่าพี่ชาย มอบให้หญิงสาวผู้งามล้ำมาแต่ครั้งแรกพบ แต่เธอกลับไม่รู้ตัว หรือรู้แล้วแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่ เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
“หนิงเจียว หากเธอยอมกลับเข้ามาทำงาน เป็นนักฆ่าที่องค์กรเหมือนเดิม ผมสัญญาว่าจะไม่ลงมือฆ่าอี้เฉิน และพวกคุณก็สามารถอยู่ด้วยกันตลอดไป เรื่องนี้พวกเราต่างก็ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน จงคิดให้ดีแล้วค่อยตัดสินใจ” ชายวัย 50 ปี ก้าวเท้าออกมาข้างหน้าใกล้กับอี้เฉิน ก่อนตะโกนกล่าวกับหญิงสาวที่อยู่ไกลออกไป 50 เมตร
เพียงเห็นหน้าชายผู้นั้น หนิงเจียวถึงกับกำหมัดดัง กร๊อบ!!! ‘เกลียด เธอเกลียดชายผู้นี้เหลือเกิน’ เพราะเขาคือคนที่ทำให้ชีวิตของเธอ ต้องกลายเป็นนักฆ่าอันดับหนึ่ง ที่เลือดเย็นที่สุดในโลก โดนผู้คนชิงชังคอยด่าสาปแช่งทุกวัน สืบเนื่องมาจากความโหดเหี้ยมที่ฆ่าคนไม่เว้น แม้แต่เด็กและผู้ใหญ่ ขอเพียงเป็นคำสั่งจากชายวัย 50 ปี ที่อยู่เบื้องหน้าคนนี้สั่งการออกมา
“ไอ้สารเลว วันนี้ฉันจะฆ่าแกให้ตาย” หนิงเจียวแผดเสียงด่าชายผู้นั้น ด้วยความเคียดแค้นชิงชังอย่างถึงที่สุด เธอก้าวเท้าวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“หนิงเจียวรีบออกไป อย่าเข้ามา!!!” อี้เฉินส่งเสียงคำรามลั่นฟ้า เขาพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการ แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ
แกรก! เท้าของหญิงสาวเหยียบเข้ากับบางสิ่ง ที่เธอรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันก็คือทุ่นระเบิดนั่นเอง ชายที่เป็นหัวหน้าองค์กรนักฆ่าเห็นท่าไม่ดี จึงรีบหมุนกายหวังจะวิ่งหนีไป
หนิงเจียวยกยิ้มเย็น “ไหนๆ ฉันกับพี่อี้เฉินก็ไม่รอดอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก่อนตาย ก็ขอลากแกไปลงนรกด้วยกันอีกสักคนเถอะนะ ไอ้สารเลว” หญิงสาวเขวี้ยงระเบิดไปทางชายผู้เป็นหัวหน้าองค์กรคนสุดท้าย
ตู้มมมม!!! ทุกอย่างมืดสนิทไปทันที
ภายในเรือนของจ้าวหนิงเจียว
เฮือก!!! สตรีร่างบางเจ้าของเรือน ที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียง สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว นางไม่รอช้าก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
“โชคดีที่ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้การล่ะ ต้องรีบไปบอกพี่อี้เฉินให้ระวังตัวสักหน่อยแล้ว”
หญิงสาวโยนผ้าห่มผืนบาง ที่คลุมอยู่บนตัวออกไปอีกทาง แล้วลุกขึ้นยืนด้วยเท้าเปลือยเปล่าอันขาวนวลและเรียวเล็ก แต่แล้วหนิงเจียวถึงกับต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มแต่งกายด้วยชุดจีนโบราณ กำลังยืนอึ้งตะลึงค้างมองมาทางนาง
ซื้ออีบุ๊ค https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTAxMzY3NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4NzY1OSI7fQ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTAxMzY3NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4NzY2NCI7fQ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTAxMzY3NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4NzY2NiI7fQ