เสื้อเก่าอาจไม่ 'คูล' ตามกระแส แต่ช่วย 'คูล' โลกให้เย็นได้ วิธีที่ทุกคนทำให้เพื่อลดโลกร้อน
เสื้อผ้าตัวเก่าอาจดูไม่ ‘คูล’ ตามกระแส แต่มันช่วย ‘คูล’ ดาวเคราะห์ของเราให้เย็นลง การเปลี่ยนมาเป็น ‘Slow fashion’ ช่วยให้โลกต่อสู้กับวิกฤตสภาพอากาศ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถช่วยกันทำได้
อุตสาหกรรม ‘Fast fashion’ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกิน มลพิษ และขยะ แฟชั่นที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้เกิดการซื้อจำนวนมากในช่วงสั้น ๆ จากนั้นก็โยนเสื้อผ้าเก่าที่แม้ยังคงใช้งานได้ดีทิ้งไป ซึ่งส่วนใหญ่กลายเป็นของที่ถูกทิ้งไว้เฉย ๆ และบางครั้งก็กลายเป็นกองใหญ่จนมองเห็นได้จากอวกาศ เช่น กองขยะเสื้อผ้าในทะเลทราย Atacama ทางตอนเหนือของประเทศชิลี
ผลกระทบเหล่านี้ทำให้ผุ้คนเริ่มตั้งคำถามกับอุตสาหกรรม ‘Fast fashion’ ที่ปล่อยคาร์บอน 8% ของทั้งโลก และเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอุตสาหกรรมน้ำมันเอง โดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์ยุคปัจจุบันซื้อเสื้อผ้ามากกว่า 20 ปีที่แล้วถึง 400% และมีเสื้อผ้าถูกทิ้งนับล้านตันทั่วโลกในแต่ละปี (แค่ในสหราชอาณาจักรเพียงแห่งเดียวก็ถูกทิ้งแล้วกว่า 300,000 ตัน)
“อุตสาหกรรมแฟชั่นอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ และกำลังเล่นไล่จับกับความรู้สึกของผู้คน” Tim Blanks นักวิเคราะห์ชั้นนำของ Business of Fashion กล่าว “แบรนด์แฟชั่นกำลังถูกมองว่าต้องรับผิดชอบ และสร้างความตระหนักรู้รวมถึงผลที่ตาม ซึ่งเคยถูกละเลยมาก่อน”
หลายครั้งเราซื้อเสื้อผ้ามาตัวหนึ่งเพียงเพื่อที่จะใส่ไปงานงานเดียว จากนั้นก็เก็บเข้าตู้ บางคนทิ้งไป บางคนส่งต่อ หรือบางคนก็ขาย แต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนถูกลืมไปว่าเคยมีอยู่ แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แฟชั่นทั้งหลายสามารถเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนได้มากกว่านี้ด้วยการ ซ่อมแซม อัปไซเคิล หยิบตัวเก่ามาใส่อีกครั้ง หรือไม่ก็ซื้อเสื้อผ้าที่มาจากการรีไซเคิล
Natasha David ผู้จัดการโครงการริเริ่มด้านแฟชั่นของมูลนิธิ Ellen MacArthur กล่าวว่าในปัจจุบันนี้สถาบันวิจัยระดับโลกต่างส่งเสริมให้มีการหมุนเวียนเสื้อผ้ามากขึ้น รวมถึงให้สวมใส่บ่อยขึ้น และรีไซเคิลกลายเป็นวัสดุใหม่มากขึ้น เขาคาดว่าโมเดลธุรกิจเหล่านี้จะเติบโตกินสัดส่วนตลาดแฟชั่นถึง 23% ภายในปี 2030
ซึ่งหากเป็นไปตามนั้น อุตสาหกรรมแฟชั่นจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 1 ใน 3 จากที่เคยปล่อย สิ่งนี้มีส่วนช่วยรักษาให้อุณหภูมิโลกไม่ร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 °C ตามเป้าหมายของสนธิสัญญาปารีส ต้องขอบคุณผู้บริโภคทุกคน เนื่องจากการตั้งคำถามถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทต่าง ๆ หันมาสนใจเรื่องนี้มากกว่าเดิม
“ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการเสื้อผ้าที่ยั่งยืนซึ่งเพิ่มขึ้น โดยทั่วแล้วไปคือการตระหนักถึงผลกระทบด้านลบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการผลิตเครื่องแต่งกายมากขึ้น” Tricia Carey ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าของ Renewcell ซึ่งเป็นผู้ผลิตเส้นใยรีไซเคิล กล่าว
Renewcell เปิดโรงงานอุตสาหกรรมแห่งแรกในปี 2022 ซึ่งเกิดจากการลงทุนจำนวนมากจากแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง H&M นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทางโรงงานได้ผลิตเยื่อกระดาษที่มาจากการรีไซเคิลเสื้อผ้าแล้วกว่า 20,000 ตัน โดยแต่ละตันนั้นช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ 5 ตันเมื่อเทียบกับการผลิตเส้นใยแบบดั้งเดิม
ขณะเดียวกัน ดร. Sheng Lu ศาสตราจารย์ด้านแฟชั่นและเครื่องแต่งกายจากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ในสหรัฐอเมริกา กล่าวในงานวิจัยเมื่อปี 2022 ว่ามีการขายเสื้อผ้าที่ทำมาจากเส้นใยรีไซเคิล 100% เพิ่มขึ้นมากกว่ายอดขายเสื้อใหม่ทั่วไป ซึ่งหมายความว่าผู้คนหันมาสนใจเสื้อผ้ารีไซเคิลมากขึ้นอย่างชัดเจน
ดร. Lu ระบุว่าพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จของบริษัทแฟชั่น พร้อมทั้งยังเสริมอีกว่านักเรียนรุ่น Gen Z ของเขาซึ่งจะกลายเป็นลูกค้าหลักโดยตรงของแฟชั่นในอนาคต ได้โฟกัสไปผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักในเลือกเสื้อผ้า
“มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยบอกว่าพวกเขาซื้อแต่ของมือสองในปัจจุบันเท่านั้น เนื่องจากมีขยะสิ่งทอและเสื้อผ้าที่ใช้แล้วมากมาย” ดร. Lu บอก ไม่เพียงเท่านั้นกลุ่มวัยรุ่นยังใช้บริการร้านเช่าเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการ Fast Fashion โดยสิ้นเชิง เสื้อผ้ามือสองก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการช่วยโลกต่อสู้กับวิกฤตสภาพอากาศและภาวะโลกร้อน แต่การช็อปปิ้งแบบนี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่มีรูปร่างใหญ่ซึ่งต้องการเสื้อผ้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น Lily Fulop นักออกแบบกราฟฟิกที่ดูแลบัญชี Instagram Mindful Mending กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นลองซ่อมแซมเสื้อผ้าเก่าในตู้ที่ใส่ได้ดูดีไหม?
“สร้างเสื้อผ้าในตู้ให้ใช้งานได้นานขึ้น ซ่อมแซมให้มีคุณภาพดีพอที่จะใส่ได้” Fulop บอก การเรียนรู้เทคนิคพื้นฐานในการซ่อมแซมง่าย ๆ เช่นติดกระดุมใหม่ หรือปะเสื้อผ้าที่ขาด ตามตะเข็บหรือตามชายเสื้อ ก็สามารถทำให้เสื้อผ้ากลับมาดูดีเหมือนใหม่ได้
แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลา ความสนใจ หรือไม่ถนัดเย็บผ้าจริง ๆ การอัปไซเคิลเสื้อผ้าของตัวเองก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นโครงการ Wearn Wear ของแบรนด์ Patagonia ที่ลูกค้าสามารถขายอุปกรณ์ของตนที่ไม่ต้องการแล้วกลับไปยัง Patagonia เพือนำกลับมารีไซเคิลใหม่
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหากต้องการให้โลกได้รับประโยชน์มากที่สุด ต้องมีความร่วมมือกันระหว่างลูกค้าและทางแบรนด์เองด้วย การส่งเสริมและสนับสนุนจากทั้งคู่จะสามารถสร้างความแตกต่างครั้งใหญ่ได้ และแน่นอนว่าหากคุณรู้สึกว่าคุณสามารถทำได้แล้วลงมือทำ แม้ผลลัพธ์นั้นจะเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
“วิธีที่ดีที่สุดในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเสื้อผ้า คือการปล่อยให้เสื้อผ้าใช้งานได้นานขึ้นโดยตัวคุณเองหรือบุคคลอื่น” โฆษกบริษัท Patagonia กล่าวกับเว็บไซต์ Vice
ที่มา
https://www.theguardian.com/…/can-fashion-keep-its-cool…
https://earth.org/how-repairing-clothes-slows-down…/
https://www.vice.com/…/repairing-recycling-thrifting…
https://www.mdpi.com/2071-1050/15/1/38
Photo : nikki_meel/Envato