โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ก.ล.ต. ยกระดับคุม โปรแกรมเทรด หลังวอลุ่มเพิ่มต่อเนื่องที่ 30-40 % คาดชัดเจนต้นมี.ค.นี้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 ก.พ. 2567 เวลา 15.23 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. 2567 เวลา 08.23 น.

ก.ล.ต. เดินหน้าคุม โปรแกรมเทรด เล็งออกมาตรการใหม่-ยกระดับมาตรการเดิม คาดชัดเจนต้นมี.ค.นี้ ยอมรับหุ้นไทยโปรแกรมเทรดเพิ่มขึ้นที่ 30-40% ของวอลุ่มรวม ชี้เป็นไปตามเทรนด์ทั่วโลก แต่น้อยกว่าบางตลาดที่สูงถึง 70%

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงมาตรการในการกำกับดูแลโปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ (Program Trading) โดยคาดว่า จะมีการยกระดับมาตรการเดิม รวมถึงมีมาตรการใหม่ๆ ที่ชัดเจนเข้ามาเพิ่มเติมได้ภายในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้

ขณะนี้ ก.ล.ต. มีผลการศึกษาในเรื่องดังกล่าวแล้ว สอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเข้ามาทำการศึกษาในประเด็นดังกล่าวด้วย ซึ่งคาดผลการศึกษาจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลท. เมื่อวานนี้ (4 ก.พ.) หรือภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะนำมาหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต.ในลำดับต่อไป

นางพรอนงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนการใช้โปรแกรมเทรดในตลาดหุ้นไทยสูงขึ้น สอดคล้องกับตลาดหุ้นอื่นๆทั่วโลก

“ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีการใช้โปรแกรมเทรด 30-40% ของวอลุ่มเทรดเฉลี่ยต่อวัน แม้ว่าเป็นสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังน้อยหากเทียบกับบางตลาดที่สูงกว่าระดับ 70%”

อย่างไรก็ตามปัจจุบันก.ล.ต. มีมาตรการดูแลเรื่องโปรแกรมเทรดในระดับหนึ่งโดยเฉพาะด้านความเสี่ยง แต่หากจะมีมาตรการเพิ่มเติมก็อาจเป็นการยกระดับจากมาตรเดิม หรือมีมาตรการใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น

นางพรอนงค์ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีก.ล.ต.ได้จัดทำโครงการบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์เข้มแข็ง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อถือ (Trust & Confidence) ในตลาดทุน เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และการทำหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนทั้งองคาพยพ

โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านแนวทางการดำเนินการและกิจกรรมต่าง ๆ ตาม 3 มาตรการหลัก ได้แก่ ป้องกัน ป้องปราม และปราบปรามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายเรื่องมีความคืบหน้าไปมาก

ด้านคณะกรรมการ ก.ล.ต.ในการประชุมครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2567 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯเสนอ และเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันของ ก.ล.ต. ดังนี้

1. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่กำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียน โดยจะมีการปรับเกณฑ์พิจารณาฐานะการเงินและผลประกอบการ รวมทั้งความมั่นคงของบริษัทในมิติต่างๆ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568

2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อทำให้กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติของบริษัทที่จะจดทะเบียนโดยอ้อม (Backdoor Listing) และการย้ายกลับมาซื้อขาย (Resume Trade) มีความเข้มข้นเทียบเท่ากับการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) คาดมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย. 2567

3. ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อยกระดับการแจ้งเตือนผู้ลงทุน และการเพิกถอนบริษัทที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คาดมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย. 2567 และ 4.ปรับปรุงหลักเกณฑ์การเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นและผู้ถือหน่วยสำหรับบริษัทจดทะเบียน ทรัสต์ และกองทุนต่างๆ โดยคาดว่าจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2567

นางพรอนงค์ กล่าวว่าก.ล.ต.ยังอยู่ระหว่างการทบทวนหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (MT) และการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) เพื่อกำหนดหน้าที่ให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนให้ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้หลักเกณฑ์เพื่อกำหนดให้ต้องยื่นงบการเงินย้อนหลัง 3 ปีล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบและเป็นไปตามมาตรฐานการจัดทำรายงานทางการเงิน Publicly Accountable Entities (PAE) เริ่มบังคับใช้แล้ว สำหรับบริษัทที่จะขอยื่นเสนอขายหุ้น ไอพีโอในปี 2567

รวมทั้งการยกระดับการทำหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในบริษัทจดทะเบียน (Line of defense) เช่น กรรมการ กรรมการตรวจสอบ กรรมการอิสระ ผู้บริหารและเลขานุการ รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ (Gatekeeper) เช่น ผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงิน ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งเดินหน้าส่งเสริมความรู้และความคุ้มครองให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการป้องปราม ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ,สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนาระบบเพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติหรือความเสี่ยงในด้านต่างๆ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการกำกับดูแลให้มีความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ มีประสิทธิภาพและสามารถป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบได้

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการทบทวนหลักเกณฑ์และมาตรการในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เช่น ทบทวนเกณฑ์การกำหนดวงเงินลูกค้า การพิจารณาคุณภาพหลักประกัน และการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อไม่ให้คนไทยซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย หรือ Non-Voting Depositary Receipt (NVDR)

รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ศึกษาแนวทางการออกเกณฑ์ Auto Halt หรือหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวสำหรับหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ โดยคาดว่าจะมีการออกหลักเกณฑ์และนำมาปฏิบัติได้ภายในปี 2567

สำหรับกรณีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนกรณี บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ซึ่ง ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไปแล้ว เมื่อปรากฏข่าวหลักฐานในส่วนที่ ก.ล.ต. ตรวจสอบเพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิด ดังนั้น ก.ล.ต. จึงได้ประสานความร่วมมือและติดตามกับ DSI และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อชี้ให้เห็นข้อมูลที่ ก.ล.ต. ใช้ในการพิจารณากล่าวโทษ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมาย ก.ล.ต. ยังได้ปรับโครงสร้างองค์กรโดยเพิ่มผู้ช่วยเลขาธิการ สายงานบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มเติมอีกหนึ่งตำแหน่ง และปัจจุบันได้แต่งตั้งพันตำรวจโท สุทธิศักดิ์ จิตพิมลมาศ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา

อ่านข่าวเพิ่มเติม :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...