โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

แก้ต้นตอ ‘ผู้สูงอายุ’ ถูกทารุณ-มาตรฐานสถานดูแล กมธ.สธ.ดันกองทุน Long-term Care ลดภาระครอบครัว

Thai PBS

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

รองประธาน กมธ.สาธารณสุข ชี้ กรณีบ้านพักคนชรา จ.กาญจนบุรี ปัญหาไม่ใช่แค่สถานดูแลไม่ได้มาตรฐาน แต่คือระบบที่ยังผลักภาระไปให้ครอบครัว เสนอเร่งสร้างหลักประกัน Long-term Care เพิ่มบทบาทท้องถิ่น–อุดช่องว่างการกำกับดูแล เผย อนุ กมธ. เร่งจัดทำรายงาน พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพึ่งพิง เสนอสภาฯ เร็ว ๆ นี้

กรณี ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) บุกตรวจสอบ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวชแห่งหนึ่งใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังมีผู้ร้องเรียนผ่านสื่อ ว่าถูกนำตัวมาขังลืมและทารุณกรรมนานกว่า 2 ปี ซึ่งสะท้อนปัญหาระบบการดูแลผู้สูงอายุในภาพรวม ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงเรื่องมาตรฐานของสถานดูแลผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการจัดบริการและการแบ่งภาระความรับผิดชอบระหว่างรัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน และครอบครัว

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวชแห่งหนึ่งใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ตามที่ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) บุกตรวจสอบหลังได้รับร้องเรียน (ภาพจาก : ตำรวจสอบสวนกลาง)

วันนี้ (6 ต.ค. 69) เอกภพ สิทธิวรรณธนะ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข (สส.พรรคประชาชน) เปิดเผยกับ The Active ว่า ถึงกรณีที่เกิดขึ้น โดยมองว่า ปัญหาแรกที่เห็นชัดคือ สถานดูแลผู้สูงอายุที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งมีอยู่ แต่ค่าใช้บริการค่อนข้างสูง ทำให้ครอบครัวจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน หากไม่สามารถใช้บริการสถานดูแลผู้สูงอายุของภาคเอกชน ครอบครัวจำนวนมากจึงต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุเอง

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการดูแลที่บ้านไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะแม้ไม่ต้องจ่ายค่าบริการโดยตรง แต่สมาชิกครอบครัวอาจต้องออกจากงานมาดูแลผู้สูงอายุเต็มเวลา หรือหากยังต้องทำงานก็อาจจำเป็นต้องปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยว รวมถึงความเสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัย

อีกทางเลือกหนึ่งคือ การส่งผู้สูงอายุไปยังสถานชีวาภิบาล แต่เอกภพมองว่า ปัจจุบันรูปแบบการจ่ายเงินยังไม่ครอบคลุมต้นทุนการดูแล ทำให้สถานชีวาภิบาลไม่สามารถเกิดขึ้นและเติบโตได้ตามความต้องการ หรือบางแห่งอาจต้องลดขนาดการให้บริการลง

ส่วนสถานดูแลผู้สูงอายุของภาครัฐก็มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนที่รองรับ เนื่องจากมีผู้รอใช้บริการจำนวนมาก

“ทั้งหมดนี้คือปัญหาของภาระการดูแลที่ไม่ได้ถูกแบ่งความรับผิดชอบอย่างสมดุล ปัจจุบันภาระความรับผิดชอบถูกผลักไปอยู่ที่ครอบครัวมากเกินไป ขณะที่รัฐยังไม่ได้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลและความรับผิดชอบในระดับที่ควรจะเป็น”

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

เสนอ 4 แนวทาง ปรับระบบดูแลผู้สูงอายุ

เอกภพ บอกอีกว่า การแก้ปัญหาจำเป็นต้องพิจารณาหลายด้าน โดยประเด็นแรกคือ ระบบการเงินและหลักประกันการดูแลระยะยาว หรือ Long-term Care

โดยตั้งคำถามว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยควรมีหลักประกันสำหรับการดูแลระยะยาวของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยยกตัวอย่างระบบของญี่ปุ่นที่ให้คนทำงานมีส่วนร่วมจ่ายเข้าสู่ระบบประกันกับรัฐ เพื่อให้รัฐมีเงินสำหรับจัดบริการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงและผู้พิการ

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีกองทุน Long-term Care ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งรัฐเป็นผู้จ่ายเงินทั้งหมด แต่เอกภพมองว่าขนาดของกองทุนยังเล็กเกินไป ทำให้รูปแบบบริการที่จัดได้มีข้อจำกัด เช่น การเยี่ยมบ้านหรือการให้บริการในช่วงเวลาจำกัด ไม่สามารถครอบคลุมการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้อย่างเต็มรูปแบบ

ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่า จะนำงบประมาณจากที่ใดมาใช้จัดบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น

ประเด็นที่ 2 คือ การขับเคลื่อนแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งแม้ประเทศไทยจะมีแผนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ หากมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ปัญหาหลายด้านควรถูกวางแผน เตรียมการ และแก้ไขล่วงหน้า

เอกภพเห็นว่าจำเป็นต้องมีเจ้าภาพในระดับนโยบายที่รับผิดชอบเรื่องนี้อย่างชัดเจน เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีภารกิจจำนวนมากและกำลังคนจำกัด

ประเด็นที่ 3 คือ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งควรเข้ามามีบทบาททั้งในการจัดบริการหรือจัดซื้อบริการด้านการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่

เอกภพกล่าวว่า ปัจจุบันมีบางพื้นที่เริ่มดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแล้ว เช่น กรุงเทพมหานคร และบางพื้นที่ที่มีการพัฒนาโปรแกรมการดูแลผู้สูงอายุหลากหลายรูปแบบ แต่จำเป็นต้องมีทั้งทรัพยากรทางการเงินและการลงทุนจากท้องถิ่น เพื่อให้สามารถจัดบริการได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณี จ.กาญจนบุรี ควรติดตามด้วยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จะเข้ามารับผิดชอบและจัดบริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้หรือไม่ เพราะหากไม่มีการจัดบริการ ปัญหาภาระการดูแลก็อาจกลับไปตกอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม

ประเด็นที่ 4 คือ การปรับปรุงกฎหมายและกติกาที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ท้องถิ่นต้องการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุว่า สามารถจัดเก็บค่าบริการหรือร่วมจ่ายได้หรือไม่ และหากสามารถจัดเก็บได้ ควรกำหนดรูปแบบและเงื่อนไขอย่างไร

เอกภพมองว่า หากไม่สามารถจัดเก็บหรือมีแหล่งเงินสนับสนุนที่เพียงพอ ปัญหาความยั่งยืนของบริการจะยังคงอยู่ แต่หากใช้ระบบร่วมจ่าย ก็ต้องคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายของครอบครัว เพราะหากครอบครัวไม่สามารถจ่ายได้ ก็อาจกลับไปสู่ปัญหาเดิม คือไม่มีบริการที่เพียงพอและภาระกลับไปตกอยู่กับครอบครัว

ชี้ระบบกำกับสถานดูแลผู้สูงอายุ ต้องเพิ่มกำลังคนและระบบร้องเรียน

สำหรับการกำกับดูแลสถานดูแลผู้สูงอายุเอกชน เอกภพ ระบุว่า หากสถานประกอบการได้รับอนุญาตแล้ว แต่หน่วยงานกำกับสามารถติดตามตรวจสอบได้ไม่ทั่วถึง ก็อาจเกิดช่องว่างในการกำกับดูแล

หนึ่งในข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาคือกำลังเจ้าหน้าที่ หากกำลังคนไม่เพียงพอ การเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลอาจต้องเพิ่มบุคลากร หรือหากยังไม่สามารถเพิ่มกำลังคนได้ ก็ควรพัฒนาระบบร้องเรียนให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เอกภพ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากหน่วยงานรับรู้ปัญหาล่าช้าเป็นเวลานาน อาจสะท้อนว่ากระบวนการติดตามและกำกับดูแล โดยเฉพาะการต่ออายุใบอนุญาตและการตรวจสถานประกอบการ ยังมีช่องว่างที่ต้องตรวจสอบ

โดยเห็นว่าควรพิจารณาว่า ในกระบวนการต่ออายุใบอนุญาต มีการลงพื้นที่ตรวจสถานที่จริงหรือไม่ เพราะหากมีการตรวจสอบตั้งแต่ต้น ก็อาจสามารถพบปัญหาด้านมาตรฐานได้ก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อผู้สูงอายุ

มาตรฐานต้องมี “ขั้นบันได” รองรับผู้สูงอายุทุกกลุ่ม

อีกประเด็นที่ เอกภพ เสนอให้พิจารณาคือ มาตรฐานของสถานดูแลผู้สูงอายุ ว่าปัจจุบันอาจกำหนดมาตรฐานไว้ในระดับที่สูง แต่ยังขาดบริการที่เป็นขั้นบันไดรองรับผู้สูงอายุแต่ละระดับ

โดยเห็นว่า นอกจากสถานดูแลผู้สูงอายุที่มีมาตรฐานสูงแล้ว ควรมีบริการระดับก่อนหน้านั้น เช่น บริการที่ชุมชนหรือท้องถิ่นสามารถจัดได้ โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือผู้ให้บริการที่ไม่สามารถไปถึงมาตรฐานระดับสูงยังมีช่องทางพัฒนาคุณภาพและให้บริการได้ภายใต้กติกาที่เหมาะสม

“หากมีเพียงมาตรฐานระดับสูงเพียงระดับเดียว ผู้ให้บริการที่ไม่สามารถผ่านเกณฑ์ดังกล่าวก็อาจถูกตัดออกจากระบบทันที ขณะที่คำถามสำคัญคือ เมื่อผู้ให้บริการเหล่านั้นหายไปแล้ว ผู้สูงอายุจะถูกส่งต่อไปที่ใด เพราะจำนวนสถานดูแลของรัฐและบริการรูปแบบอื่นอาจไม่เพียงพอรองรับความต้องการทั้งหมด”

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

ดังนั้น จึงควรกลับมาพิจารณาว่า มาตรฐานที่กำหนดอยู่ในปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทจริงหรือไม่ และสามารถออกแบบมาตรฐานแบบหลายระดับ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่

“ชีวาภิบาล” เป็นทางเลือก แต่ต้องตอบโจทย์ “คนดูแล” และ “เงิน”

สำหรับแนวทางการพัฒนา สถานชีวาภิบาล หรือการนำสถานที่ในชุมชน เช่น วัด มาปรับเป็นสถานชีวาภิบาล เอกภพ มองว่าเป็นหนึ่งในทางเลือก แต่ยังไม่สามารถเป็นคำตอบทั้งหมด เพราะสุดท้ายยังต้องพึ่งพาผู้ให้บริการภาคเอกชน และต้องมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม

หัวใจสำคัญคือการตอบให้ได้ว่า สถานชีวาภิบาลจะมีบุคลากรดูแลหรือไม่ และใครจะเป็นผู้จ่ายค่าบริการ

เอกภพ ยังย้ำด้วยว่า หากพึ่งพาจิตอาสาเป็นหลัก อาจสามารถดำเนินการได้ในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากอาสาสมัครไม่ได้รับการสนับสนุนหรือไม่มีระบบดูแลต่อเนื่อง ก็อาจลาออก ทำให้สถานชีวาภิบาลบางแห่งต้องลดจำนวนผู้รับบริการหรือปิดตัวลง

ดังนั้น การพัฒนาระบบในระยะยาวจำเป็นต้องมีทั้งบุคลากร งบประมาณ และกลไกการจ่ายเงินที่ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถรองรับปริมาณความต้องการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นได้

กมธ.สาธารณสุข เตรียมเสนอรายงานระบบ Long-term Care ต่อสภาฯ

เอกภพ ระบุด้วยว่า ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพึ่งพิง อยู่ระหว่างจัดทำรายงานและเตรียมเสนอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรในเร็ว ๆ นี้

รายงานดังกล่าวมีข้อเสนอหลายด้าน รวมถึงแนวทางเรื่อง หลักประกันการดูแลระยะยาว หรือLong-term Care ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปว่า ข้อเสนอเหล่านี้ติดปัญหาในทางปฏิบัติหรือไม่ และพรรคการเมืองต่าง ๆ จะเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่

เอกภพ ยังมองว่า หากจะพัฒนาระบบ Long-term Care ให้เต็มรูปแบบ จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยระยะเริ่มต้นอาจใช้งบประมาณระดับหลักล้านบาทในช่วง 2 ปี และหากขยายเต็มระบบอาจมีขนาดงบประมาณระดับแสนล้านบาท

เป้าหมายของการมีกองทุนหลักประกัน Long-term Care Insurance คือการทำให้สามารถจัดบริการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้มากขึ้น เช่น การดูแลหลายวันต่อสัปดาห์ รวมถึงการพัฒนาระบบ Day Care ในระดับท้องถิ่น

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.พรรคประชาชน และรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข

เสนอ 3 ทางเลือกโครงสร้างกองทุน Long-term Care

สำหรับโครงสร้างกองทุน เอกภพ ย้ำว่า ปัจจุบันกองทุน Long-term Care อยู่ภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. แต่หากจะขยายกองทุนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จำเป็นต้องพิจารณาระบบอภิบาลกองทุนให้ชัดเจน

แนวทางในอนาคตมีได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การให้กองทุนยังอยู่ภายใต้ สปสช. แต่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลกองทุนโดยเฉพาะ หรือในระยะยาวอาจพิจารณาแยกกองทุนออกมาเป็นอิสระ หรือเชื่อมโยงกับระบบประกันสังคม

“จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน หากต้องคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด แนวทางหนึ่งคือให้กองทุนอยู่ภายใต้ สปสช. ไปก่อน พร้อมจัดตั้งกลไกกำกับกองทุนแยกออกมา เพื่อให้มีการบริหารจัดการที่ชัดเจน”

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของการปฏิรูประบบดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสถานดูแล แต่ต้องออกแบบระบบการเงิน การจัดบริการ บุคลากร บทบาทของท้องถิ่น การกำกับสถานประกอบการ และการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างรัฐกับครอบครัวให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสามารถเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพและต่อเนื่องได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

อย่าเพิ่งฝากพ่อแม่เข้าศูนย์ดูแล ถ้ายังไม่ได้เช็ก 6 ข้อนี้

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โพสต์อ้างภาพ “คราบสีรุ้ง” เกิดที่ญี่ปุ่น แท้จริงแล้วเป็นภาพน้ำท่วมที่ปราจีนบุรี แต่ถูกดัดแปลงเพิ่มด้วย AI

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กทม. เร่งเยียวยาน้ำท่วม ย้ำ เช็กเอกสารป้องกันสิทธิ์ซ้ำซ้อน

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

P-Move ลุ้น นายกฯ เคาะ โอนภารกิจ บจธ.ไปยัง พอช. (6 ต.ค.69) I ตรงประเด็น

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สุขภาพ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...