แค่ไว้ผมยาว การเรียนก็คงไม่พัง : ส่องความเห็นของตัวแทนเยาวชนเพศหลากหลาย กรณีศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนกฎไว้ทรงผม
หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการไว้ทรงผม ซึ่งอ้างอิงจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 ซึ่งเป็นฐานอำนาจในการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ระบุเหตุผลว่า เพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาเป็นเยาวชนที่กำลังสร้างสมคุณสมบัติทั้งในด้านความรู้ ความคิดและคุณธรรม พร้อมที่จะรับมรดกตกทอดจากผู้ใหญ่ เป็นพลเมืองดีมีประโยชน์แก่ประเทศชาติในอนาคต นักเรียนและนักศึกษาควรจะได้รับการอบรมดูแลใกล้ชิดจากบิดามารดา ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ เพื่อเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่่ดีของครู อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน รวมทั้งอยู่ในระเบียบประเพณีและกฎหมายของบ้านเมือง
ศาลปกครองใช้ดุลพินิจพิจารณา โดยอ้างอิงจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งทำให้ประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฯ และยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็กที่มีความหลากหลายในอัตลักษณ์ทางเพศ รวมถึงด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และพัฒนาการของเด็กที่อยู่ภายใต้กฎกระทรวงนี้ สอดคล้องทำให้กฎกระทรวงดังกล่าวไม่สะท้อนถึงการบังคับใช้ที่คำนึงประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง และมีผลทำให้ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งนี้ทันที
ในมุมมองของเยาวชนที่มีความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศ อย่าง “วิน” ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้จัดงานหาดใหญ่ไพรด์ ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมบางกอกไพรด์ว่า “เราดีใจด้วยที่ทุกคนได้สิทธิและเสรีภาพกลับคืนมา เพราะเสรีภาพเป็นของเราแต่แรก ทรงผมก็เช่นกัน มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเรา ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกบังคับหรือกำหนดโดยใคร”
“การไว้ผมยาวไม่เคยทำให้การเรียนแย่ลง สำหรับเรา มันกลับทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยซ้ำ ประเทศไทยไม่ควรมีข้อจำกัดเรื่องทรงผม เพราะร่างกายเป็นของเรา ผมเป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ร่างกายเราสร้างขึ้น และทรงผมคือสิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวเรา”
“การบังคับตัดผมนักเรียนจึงไม่ควรมี ทุกคนควรได้รับสิทธิในการเป็นตัวเอง การที่เราได้เลือกทรงผมของตัวเอง ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ทำให้ใครแย่ลง เพราะมันอยู่บนร่างกายของเราเอง และในที่สุดแล้ว การที่นักเรียนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
อีกคนที่มีมุมมองไปในทางเดียวกัน และยังเป็นอีก 1 ในผู้จัดของหาดใหญ่ไพรด์อย่าง “ต้นน้ำ” ได้ให้ความเห็นว่า “สำหรับ เรา เห็นด้วย เพราะทรงผมเป็นสิทธิเสรีที่เราทุกคนสามารถตัดสินใจในการไว้ทรงผม ไม่ว่าจะทรงใดก็ตาม และมันคือเราเองที่มีสิทธิตัดสินใจในการไว้ทรงผม เพราะการไว้ทรงผมในทรงต่างๆ ไม่ได้ทำให้การศึกษาของเราดูแย่ลงเลย หรือแม้แต่การเรียน ของเราจะถดถอยลง แม้แต่น้อย ไม่ว่าเราจะเป็นเพศใดก็ตาม หรือเพศไหน วัยไหน เพศสภาพใดก็ตาม เราทุกคนมีสิทธิ ที่จะรักษาสิทธิเสรีภาพของตัวเอง”
ท้ายที่สุดแล้ว ถึงแม้ ณ ขณนี้สถานะของกฎหมายใหญ่นั้นถูกเพิกถอนไปแล้ว แต่โรงเรียนก็ยังมีสิทธิ์ในการกำหนดทรงผมได้ตามความเหมาะสม ซึ่งก็คงต้องจับตากันต่อไป แต่อย่างน้อยนี่คือก้าวแรกของการโอบรับความหลากหลายทางเพศผ่านการทำลายกฎที่มีปัญหาออกไปได้