โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พณ. วิเคราะห์ความเสี่ยงส่งออกไทย จากนโยบาย สหรัฐฯต้องมาก่อน จับตาทรัมป์ประกาศ 2 เม.ย.

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 มี.ค. 2568 เวลา 08.39 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. 2568 เวลา 07.23 น.

พณ. วิเคราะห์ความเสี่ยงส่งออกไทย จากนโยบาย สหรัฐฯต้องมาก่อน จับตาทรัมป์ประกาศ 2 เม.ย.

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า การส่งออกของไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ท่ามกลางความเสี่ยงของบรรยากาศการค้าและการลงทุนของโลก จากผลกระทบของนโยบายกีดกันการค้าของหลายประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น แต่การส่งออกของไทยยังมีปัจจัยหนุนจาก การย้ายฐานการผลิตและส่งออกสินค้าของบริษัทต่างชาติเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศต่างๆ รวมทั้งโอกาสการส่งออกสินค้าทดแทนประเทศที่มีการตั้งกำแพงภาษีระหว่างกัน อีกทั้งยังมีอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และกระแสความมั่นคงทางอาหาร ประกอบกับมาตรการผลักดันการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชน ที่จะเป็นแรงผลักดันการส่งออกไทยให้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ปัจจัยสนับสนุน
1. การทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งมีปัจจัยหนุนสำคัญจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่ทยอยลดลง หลังจากที่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลัก มีทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีอุปสงค์สินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้ามากขึ้น

2. ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารทั่วโลก จากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอน และยังอาจได้ปัจจัยหนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับเพิ่มขึ้นตามปริมาณผลผลิตในตลาดโลกที่ผันผวนและไม่เพียงพอจากภาวะสภาพอากาศแปรปรวนในบางช่วง

3. ความต้องการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการลงทุนเพื่อพัฒนาและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสนับสนุนความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจ Data Center ที่ส่งผลดีต่อความต้องการใช้ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์

4. อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการต่างชาติจากเพื่อลดผลกระทบนโยบายกีดกันทางการค้า การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกับจีนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทำให้ยังคงมีความต้องการย้ายฐานการผลิตมายังไทยเพิ่มเติม ส่งผลดีต่อการส่งออกในกลุ่มสินค้าที่จีนมีการลงทุนในไทยอยู่แล้ว PCA และของเล่น เป็นต้น อาทิ โซลาร์เซลล์ ชิ้นส่วนกล้องดิจิทัล ถุงมือทางการแพทย์ ถุงมือยาง น้ำผลไม้ อุปกรณ์โทรทัศน์ แผงวงจรพิมพ์

5. มาตรการผลักดันการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชน ตาม 10 นโยบายผลักดันการส่งออกไทยปี 2568 เช่น การสร้างความพร้อมของไทยในด้านการค้าและการลงทุน การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ และพร้อมที่จะเดินหน้าทำ FTA กับทุกประเทศ ตลอดจนเน้นการโปรโมตสินค้าและบริการตามนโยบายผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยไปสู่โลก

ปัจจัยกดดัน
1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการค้า ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ อาจสร้างความผันผวนต่อราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือและห่วงโซ่อุปทานการขนส่ง รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่อาจนำมาซึ่งการตั้งกำแพงภาษีหรือนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างกันและระหว่างชาติพันธมิตรเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนบทบาทจากการรวมกลุ่มของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น BRICS อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของหลายประเทศทั่วโลก

2. ความแปรปรวนของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติ โดยไทยมีโอกาสที่จะเผชิญภาวะลานีญาต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2568 ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักและอุทกภัย ส่งผลกระทบเชิงพื้นที่และห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปีอุณหภูมิมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจนอาจทำให้เผชิญกับภาวะภัยแล้ง กระทบผลผลิตสินค้าเกษตร

3. ปริมาณการค้าโลกที่ขยายตัวลดลง จากผลกระทบการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าและ การลงทุนของหลายประเทศ โดยเฉพาะนโยบายกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการตอบโต้ของประเทศต่าง ๆ ที่จะกระทบบรรยากาศการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ ประเมินว่า ผลของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ จะกระทบการค้าโลกรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

4. ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มผันผวนท่ามกลางความเสี่ยงที่สูงขึ้นของตลาดการเงินโลก โดย ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ทั้งนโยบายภาษีและมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี ที่อาจส่งผลต่อทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของผู้ประกอบการส่งออกในรูปเงินบาท และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออก

เหตุการณ์สำคัญที่จะส่งผลต่อการส่งออกของไทย ปี 2568 จับตาความเสี่ยงการส่งออกไทย จากนโยบายการค้า “สหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน”

ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ในสมัยที่ 2 หรือยุคทรัมป์ 2.0 ได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางดำเนินการตามกรอบทิศทางการดำเนินนโยบายการค้า “สหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน (America First Trade Policy)” ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักคือการปกป้องผลประโยชน์ของระบบเศรษฐกิจ แรงงาน และความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยหนึ่งในคำสั่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศคือ การออกบันทึกการค้า (Trade Memorandum) ที่ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประเมินสาเหตุการขาดดุลการค้าที่สหรัฐฯ เผชิญมาอย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และนโยบายการบิดเบือนค่าเงินของประเทศอื่นๆ เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขหรือพิจารณานโยบายตอบโต้ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 เมษายน 2568 และบันทึกของประธานาธิบดี (Presidential Memorandum) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ประกาศแผนการเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนหรือแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับทุกประเทศที่เก็บภาษีสินค้านำเข้าหรือใช้นโยบายกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barrier) กับสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ได้เร็วที่สุดในวันที่ 2 เมษายน 2568

ความเสี่ยงของไทย ไทยมีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบในประเด็นที่อาจจะเข้าข่ายกรณีการค้าที่ไม่เป็นธรรม จากทั้งดุลการค้าที่มีการเกินดุลกับสหรัฐฯ ในระดับสูงรวมไปถึงการเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราที่สูง โดยภาคการส่งออกมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินมาตรการจากสหรัฐฯ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ดังนี้

(1) การถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น ความพยายามในการลดขาดดุลทางทางการค้าด้วยมาตรการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า อาจทำให้ไทยซึ่งได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องตกเป็นเป้าหมายในการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยในปี 2567 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงเป็นอันดับที่ 11 จากประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐฯ ทั้งหมด อยู่ที่ 45,609 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 40,725 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสินค้าของไทยที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นคือ กลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แผงโซลาร์ ยางรถยนต์ หม้อแปลงไฟฟ้า วงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องปรับอากาศ รวมถึงสินค้าเกษตร เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ที่ไทยเก็บภาษีนำเข้าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการจัดเก็บภาษีนำเข้า
ที่มา: กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ

สินค้าประเภทอื่น อีกทั้งยังมีมาตรการควบคุมการนำเข้าและมาตรฐานด้านความปลอดภัยซึ่งอาจถูกสหรัฐมองว่าเป็นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีแบบ Reciprocal Tariff

(2) การบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (AD/CVD) ในระดับเข้มข้นมากขึ้น โดยในปัจจุบันสหรัฐฯ มีสินค้าจากไทยที่ถูกไต่สวนภายใต้มาตรการ AD/CVD ในหลายประเภทสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์เหล็กและโลหะ แผงโซลาร์ และเคมีภัณฑ์

(3) การถูกจับตามองในฐานะประเทศที่ถูกใช้เป็นทางผ่านสินค้าของจีนไปยังสหรัฐฯ การที่ไทยเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นกับสหรัฐฯ ขณะที่ขาดดุลกับจีนเพิ่มขึ้นโดยตลอด ประกอบกับสินค้าบางกลุ่มที่ไทยนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ อาจเป็นการบ่งชี้ได้บางส่วนว่าเป็นการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการจีนเข้ามาในไทยเพื่อเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าที่สหรัฐฯ ใช้กับจีน โดยอาศัยไทยเป็นทางผ่านส่งออกไปยังสหรัฐฯ (Rerouting) ทำให้สินค้าไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วในแผงโซลาร์ ที่ไทยถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่มเติมจากสินค้าที่นำเข้าจากประเทศที่สาม ภายใต้มาตรการการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการ AD/CVD (Anti-circumvention: AC) ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นจากการต้องพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้า และยังส่งผลกระทบทางอ้อม ทำให้การลงทุนจากจีนชะลอตัวหรือย้ายฐานไปประเทศอื่น

(4) บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ที่ย้ายฐานการผลิตมาในไทยอาจถูกจับตา เนื่องจากการย้ายฐานการผลิตออกจากสหรัฐฯ ไปยังต่างประเทศของบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ และส่งสินค้ากลับไปขายในสหรัฐฯ จำนวนมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงอาจทำให้สหรัฐฯ ยกเลิกหรือลดการให้ผลประโยชน์กับบริษัทดังกล่าวเพื่อดึงดูดการลงทุนและใช้สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกแทน ตามนโยบายการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ดังนั้น การส่งออกของไทยไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกจากบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

แนวทางการรับมือกับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ เตรียมความพร้อมและวางกลยุทธ์ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ในลักษณะต่างตอบแทน ที่มีเป้าหมายในการลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากมาตรการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้า เช่น การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยเน้นสินค้าที่ไทยและสหรัฐฯ ต่างได้ประโยชน์และสามารถเป็นห่วงโซ่การผลิตซึ่งกันและกันได้ พร้อมทั้งเตรียมแนวทางรองรับกรณีที่สหรัฐฯ อาจผลักดันให้ไทยนำเข้าสินค้าที่ไทยเก็บภาษีนำเข้าสูงหรือยังไม่ได้เปิดตลาดกับสหรัฐฯ เช่น ในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรและตลาดในประเทศให้รอบด้าน รวมทั้งการหาแนวทางหรือวิธีการตรวจสอบและพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหรัฐฯ ในกรณีสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับจีน

ในขณะเดียวกันไทยก็ต้องคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนตลาดการส่งออกการย้ายฐานการผลิตของประเทศต่างๆ ของประเทศคู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของไทย พร้อมทั้งต้องเร่งปรับตัวด้วยการกระจายตลาดส่งออกและแสวงหาตลาดศักยภาพใหม่ๆ เช่น ตลาดเอเชียใต้ ลาตินอเมริกา แอฟริกา รวมถึงการสร้างพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย เพื่อสร้างความหลากหลายในห่วงโซ่อุปทานลดผลกระทบและความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการทางการค้า ตลอดจนการปรับโครงสร้างการผลิตและการส่งออกที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างแท้จริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พณ. วิเคราะห์ความเสี่ยงส่งออกไทย จากนโยบาย สหรัฐฯต้องมาก่อน จับตาทรัมป์ประกาศ 2 เม.ย.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...